Facebook Pixel
Logo

ดัชนีหุ้นคืออะไร? ความหมาย วิธีทำงาน ประเภท และตัวอย่าง

Date Icon 11 กันยายน 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 7 นาที read

สารบัญ

    หลายคนที่เริ่มติดตามข่าวเศรษฐกิจหรือสนใจการลงทุน อาจเคยได้ยินคำว่า “ดัชนีหุ้น” อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น SET Index, NASDAQ หรือ Dow Jones แต่ก็อาจยังไม่แน่ใจว่า ดัชนีหุ้นคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในตลาดการเงิน

    เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ดัชนีหุ้น ตั้งแต่วิธีทำงาน ประเภท ไปจนถึงตัวอย่างที่ควรรู้ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก อ่านต่อในบทความนี้ต่อเลย

    สาระสำคัญ

    • ดัชนีหุ้น คือ ตัวชี้วัดภาพรวม การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาด หรือ กลุ่มหุ้นเฉพาะ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม หรือ บริษัทขนาดใหญ่ ใช้ติดตามแนวโน้มตลาด และ ช่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจ

    • วิธีคำนวณดัชนีหุ้น มีหลายรูปแบบ เช่น ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด, ตามราคา หรือ ให้น้ำหนักเท่ากัน ขึ้นอยู่กับประเภทของดัชนี และ วัตถุประสงค์การใช้งาน

    • ประเภทของดัชนีหุ้น ได้แก่ ดัชนีตลาดรวม, ดัชนีอุตสาหกรรม, ดัชนีบลูชิพ และ ดัชนีต่างประเทศ

    • ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ใช้เปรียบเทียบผลตอบแทนพอร์ตลงทุน, ติดตามสุขภาพตลาด หรือ เป็นฐานในการลงทุนผ่าน กองทุนรวม และ ETF

    ดัชนีหุ้นคืออะไร?

    ดัชนีหุ้น คือ ค่าดัชนีที่ใช้วัดและสะท้อนภาพรวมของ การเคลื่อนไหวราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือในกลุ่มหุ้นที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ กลุ่มอุตสาหกรรม หรือ กลุ่มหุ้นที่มีลักษณะเฉพาะ ดัชนีหุ้น จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตาม และ วิเคราะห์ทิศทางของตลาดหุ้นโดยรวม

    ดัชนีหุ้น จะถูกคำนวณจาก ราคาหุ้นของบริษัท ที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินภาวะตลาดว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ขาลง หรือทรงตัว ไม่จำเป็นต้องติดตามราคาหุ้นรายตัวทั้งหมด ดัชนีหุ้นจึงถือเป็นตัวชี้วัดที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจลงทุน และใช้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนต่าง ๆ

     

    ดัชนีหุ้น ทำงานอย่างไร และ คำนวณยังไง?

    วิธีการคำนวณและหลักการทำงานมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบของ ดัชนีหุ้น นั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปดัชนีหุ้นจะถูกคำนวณด้วยวิธีถ่วงน้ำหนักหลัก ๆ 3 แบบ ได้แก่

     

    ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด

    ดัชนีประเภทนี้ให้น้ำหนักหุ้นแต่ละตัวตามมูลค่าตลาดของบริษัท กล่าวคือ หุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูง จะมีผลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำ วิธีนี้เป็นที่นิยมใช้ใน ดัชนีหุ้น ขนาดใหญ่ เช่น SET Index หรือ S&P 500

     

    ตัวอย่างวิธีการคำนวณ

    ดัชนี ก มีหุ้น A ราคา 4 บาท จำนวน 100 หุ้น และหุ้น B ราคา 5 บาท จำนวน 200 หุ้น

    • หุ้น A: 4 × 100 = 400

    • หุ้น B: 5 × 200 = 1,000

    • มูลค่าตลาดรวม = 400 + 1,000 = 1,400

     

    ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามราคา

    ในวิธีนี้ น้ำหนักของหุ้นแต่ละตัวจะขึ้นอยู่กับราคาหุ้นโดยตรง หุ้นที่มีราคาสูงกว่าจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีมากกว่า ตัวอย่างที่ใช้วิธีนี้คือ Dow Jones Industrial Average (DJIA)

     

    ตัวอย่างวิธีการคำนวณ

    ดัชนี ข มีหุ้น C ราคา 10 บาท และหุ้น D ราคา 20 บาท

    • ผลรวมราคาหุ้น = 10 + 20 = 30

    • ตัวหาร = 3

    • ดัชนี = 30 / 3 = 10 จุด

     

    ดัชนีถ่วงน้ำหนักเท่ากัน

    ดัชนีประเภทนี้ให้น้ำหนักหุ้นแต่ละตัวเท่ากัน ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม ซึ่งช่วยลดอิทธิพลของหุ้นขนาดใหญ่และทำให้นักลงทุนได้เห็นภาพรวมที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

     

    ตัวอย่างวิธีการคำนวณ

    ดัชนี ค มีหุ้น E ผลตอบแทน +5%, หุ้น F ผลตอบแทน +10%, หุ้น G ผลตอบแทน -2%

    ค่าเฉลี่ย = (5 + 10 - 2) / 3 = 4.33%

    หมายความว่าดัชนีเพิ่มขึ้น 4.33%

     

    ประเภทของ ดัชนีหุ้น มีอะไรบ้าง?

    ดัชนีหุ้น มีหลายประเภท แบ่งตามลักษณะของหุ้นที่รวมอยู่ในดัชนีนั้น ๆ ได้แก่

     

    ดัชนีตลาดรวม

    ดัชนีตลาดรวม เป็นการรวมหุ้นเกือบทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์นั้น ๆ เพื่อสะท้อนภาพรวมของภาวะตลาดทั้งหมดอย่างครบถ้วน จุดประสงค์ คือ ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมของตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่

    ดัชนีนี้จึงเหมาะกับ การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ และ ความเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม เช่น SET Index ของไทย ที่รวมหุ้นจดทะเบียนเกือบทุกบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีตลาดรวมจึงถือเป็น ตัวชี้วัดสุขภาพของตลาดหุ้นโดยรวมได้ดี

     

    ดัชนีอุตสาหกรรม

    ดัชนีอุตสาหกรรม คือ การรวมหุ้นในกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร กลุ่มเทคโนโลยี หรือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จุดประสงค์ คือ แสดงผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจง

    ซึ่งช่วยให้นักลงทุนวิเคราะห์ทิศทาง และ โอกาสของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นดัชนีพลังงานปรับตัวขึ้น อาจบ่งชี้ว่าภาคพลังงานมีแนวโน้มเติบโต ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นอาจไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

     

    ดัชนีบลูชิพ

    ดัชนีบลูชิพ จะรวมหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีความมั่นคงสูง มีสภาพคล่องดี และ เป็นที่ยอมรับในตลาด หุ้นเหล่านี้มักมีมูลค่าตลาดสูง และมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ

    ดัชนีบลูชิพจึงเป็นตัวแทนของบริษัทชั้นนำที่เป็นหัวใจหลักของตลาด เช่น SET50 Index ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่ และ ซื้อขายมากที่สุดในตลาด การติดตามดัชนีบลูชิพช่วยให้ นักลงทุนเห็นภาพสุขภาพ และ แนวโน้มของบริษัทชั้นนำได้ชัดเจน

     

    ดัชนีต่างประเทศ

    ดัชนีประเภทนี้ เป็นการรวมหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอื่น หรือกลุ่มประเทศทั่วโลก เพื่อแสดงภาพรวมของตลาดหุ้นในระดับภูมิภาค หรือ ระดับโลก ตัวอย่างเช่น Dow Jones Industrial Average (DJIA) ซึ่งรวมหุ้นใหญ่ในสหรัฐฯ หรือ FTSE 100 ที่รวมหุ้นใหญ่ในสหราชอาณาจักร

    ดัชนีต่างประเทศ จะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจ และ ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงโอกาส และ ความเสี่ยงจากการลงทุนข้ามประเทศได้ดีขึ้น

     

    วิธีการดูค่า ดัชนีหุ้น SET Index ทำยังไง?

    การเข้าใจวิธีดู SET Index จะช่วยให้มองเห็นทิศทางของตลาดได้ง่ายขึ้น เรามาดูวิธีการอ่านรายละเอียดกันเลย

    ดัชนีหุ้น-set-index

     

    ค่าดัชนีปัจจุบัน

    • SET: 1,110.01 คือ ค่าปิดของดัชนีในวันที่แสดง

    • การเปลี่ยนแปลง: +20.45 (+1.88%) หมายถึง ดัชนีเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 20.45 จุด หรือ 1.88%

     

    ราคาสูงสุด และ ต่ำสุดของวัน

    • High: 1,110.01 (+20.45) หมายถึง จุดสูงสุดของดัชนีในวันนี้

    • Low: 1,086.56 (-3.00) หมายถึง จุดต่ำสุดของดัชนีในวันนี้

     

    ปริมาณการซื้อขาย

    • Val(M): 41,714.05 ล้านบาท คือ มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งวัน

    • Vol(K): 8,448,969 หน่วย (พันหุ้น) คือ ปริมาณหุ้นที่ถูกซื้อขายทั้งหมดในวันนั้น

     

    จำนวนหุ้นที่เพิ่ม/ลด/คงที่

    • 338 หุ้น คือ จำนวนหุ้นที่ราคาปรับ เพิ่มขึ้น

    • 171 หุ้น คือ หุ้นที่ราคา ไม่เปลี่ยนแปลง

    • 146 หุ้น คือ หุ้นที่ราคาปรับ ลดลง

     

    ตัวอย่าง ดัชนีหุ้น ยอดนิยมของไทย

    นอกจาก SET Index แล้ว ก็ยังมี ดัชนีหุ้น อื่น ๆ ที่พัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อใช้วัดผลตอบแทนของกลุ่มหุ้นตามขนาด มูลค่าตลาด ความมั่นคง หรือหมวดหมู่ธุรกิจเฉพาะ ช่วยให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้ตามเป้าหมายที่เหมาะสม

     

    ดัชนีหุ้น SET50

    ดัชนีที่รวมหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะมีการคัดเลือกจากหุ้นที่มี มูลค่าตลาดสูง และ มีสภาพคล่องดี เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นคุณภาพดี มีความมั่นคง และได้รับการติดตามจาก นักลงทุนรายใหญ่ กองทุน และ ETF ต่าง ๆ หุ้นใน SET50 มักถูกใช้เป็นฐานในการออกอนุพันธ์ เช่น SET50 Index Futures และ Options

     

    ดัชนีหุ้น SET100

    ดัชนีที่รวมหุ้น 100 ตัวแรกของตลาด ซึ่งรวมทั้ง หุ้นใน SET50 และหุ้นขนาดกลาง ที่มีพื้นฐานดี เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการ กระจายการลงทุนในหุ้นหลากหลายขนาด แต่ยังคงโฟกัสอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพ และ สภาพคล่องดี ช่วยเพิ่มทางเลือกการลงทุนมากขึ้น แต่ยังคงรักษาความมั่นคงไว้ระดับหนึ่ง

     

    ดัชนีหุ้น SETHD

    ดัชนีที่รวมหุ้นที่มี ประวัติการจ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอ รวมถึงมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เหมาะกับนักลงทุนสายปันผล ที่เน้นรายได้ระยะยาวจากเงินปันผล มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น มักได้รับความสนใจในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน เพราะหุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

     

    ดัชนีหุ้น sSET

    ดัชนีที่รวมหุ้นที่ ไม่อยู่ในกลุ่ม SET50 หรือ SET100 แต่ยังผ่านเกณฑ์พื้นฐานทางการเงินและมีสภาพคล่องในระดับที่ยอมรับได้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก ที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่มีโอกาสเติบโตในอนาคต เป็นพื้นที่สำหรับค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพสูงในอนาคต (หุ้นดาวรุ่ง)

     

    ดัชนีหุ้น SETTHSI

    ดัชนีที่คัดเลือกหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ ESG (Environment, Social, Governance) คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และต้องการสนับสนุนบริษัทที่ทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เป็นที่สนใจของกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบยั่งยืน (ESG Funds)

     

    ดัชนีหุ้น SETWB

    ดัชนีที่รวมหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ ท่องเที่ยว ความงาม ฯลฯ เหมาะกับผู้ที่มองเห็นแนวโน้มการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และต้องการลงทุนในธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ สะท้อนโอกาสการเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาว

     

    ดัชนีหุ้น SETTRI

    ดัชนีที่แสดง ผลตอบแทนรวม ของตลาด ซึ่งจะคำนวณทั้งจาก การเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น และ การจ่ายปันผลเหมาะสำหรับใช้วัดผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในการเปรียบเทียบกับกองทุน หรือ ดัชนีอื่น แสดงผลตอบแทนได้สมจริงกว่าดัชนีปกติ เพราะรวมเงินปันผลเข้าด้วย

     

    ดัชนีหุ้น mai Index

    ดัชนีที่แสดงการเคลื่อนไหวของหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งเป็นตลาดรองของ SET สำหรับบริษัทขนาดกลาง และ เล็ก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่เพิ่งเข้าตลาด หรือ มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต หุ้นใน mai มีความผันผวนสูง แต่ก็มาพร้อมโอกาสในการทำกำไรหากเลือกได้ถูกตัว

     

    ดัชนียอดนิยมของต่างประเทศ

    ดัชนีหุ้นของแต่ละประเทศ ทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดภาพรวมเศรษฐกิจ และ ตลาดการเงิน ดัชนีเหล่านี้ยังเป็นเครื่องมือหลักในการลงทุนผ่านกองทุนรวม และ ETF อีกด้วย

     

    ดัชนีหุ้น Dow Jones (อเมริกา)

    ดัชนีดาวโจนส์ คือ เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา (ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1896) ประกอบด้วยหุ้นบลูชิพ 30 บริษัทขนาดใหญ่ เช่น Coca-Cola, McDonald’s, Boeing และ Microsoft เป็นการใช้การถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น ไม่ใช่มูลค่าตลาด

    แม้จะมีจำนวนหุ้นน้อย แต่ยังคงเป็นดัชนีที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองในฐานะตัวแทนของหุ้นขนาดใหญ่ในอเมริกา เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการดูภาพรวมของบริษัทอเมริกันระดับแนวหน้า

     

    ดัชนีหุ้น S&P 500 (อเมริกา)

    ดัชนี S&P 500 เป็นดัชนีที่รวมหุ้นขนาดใหญ่ 500 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ NYSE และ NASDAQ ครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรม ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด เป็นดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนทั่วโลก เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการติดตามภาพรวมของตลาดหุ้นอเมริกาอย่างครอบคลุม

     

    ดัชนีหุ้น NASDAQ 100 (อเมริกา)

    ดัชนีนี้รวมหุ้น 100 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาด NASDAQ ที่ไม่ใช่กลุ่มการเงิน โดยเน้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Apple, Amazon, Google (Alphabet), Meta เป็นดัชนีที่เติบโตเร็วมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นการเติบโตระยะยาว

     

    ดัชนีหุ้น Nikkei 225 (ญี่ปุ่น)

    ดัชนีนิกเคอิ 225 คือ หลักของตลาดหุ้นโตเกียว ประกอบด้วยหุ้นญี่ปุ่น 225 ตัว เช่น Toyota, Sony, SoftBank ใช้การถ่วงน้ำหนักตามราคา เป็นดัชนีที่สะท้อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และได้รับความสนใจจากนักลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจเศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือกระจายพอร์ตลงทุนในเอเชีย

     

    ดัชนีหุ้น FTSE 100 (อังกฤษ)

    ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ 100 ตัวในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เช่น HSBC, Unilever, BP สะท้อนเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและบริษัทระดับโลกที่มีฐานในอังกฤษ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการติดตามเศรษฐกิจยุโรปตะวันตก หรือกระจายพอร์ตในหุ้นระดับโลก

     

    ดัชนีหุ้น DAX (เยอรมนี)

    ดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นชั้นนำ 40 บริษัทของเยอรมนี เช่น BMW, SAP, Siemens เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจยูโรโซนที่ใหญ่ที่สุด บริษัทในดัชนีมีความเป็นสากลสูง มีรายได้จากทั่วโลก เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจเศรษฐกิจยุโรป และต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความแข็งแกร่งระดับโลก

     

    ดัชนีหุ้น CAC 40 (ฝรั่งเศส)

    ดัชนีที่รวมหุ้น 40 บริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ปารีส เช่น L’Oréal, TotalEnergies, LVMH เน้นบริษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลทั้งในยุโรปและทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแบรนด์หรู เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นฝรั่งเศส หรือสนใจแบรนด์ยุโรประดับพรีเมียม

     

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ดัชนีหุ้น มีอะไรบ้าง?

    ดัชนีหุ้น ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อภาพรวมตลาดและราคาหุ้นในดัชนี เช่น

    • สภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่เติบโตดี ช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นและดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจถดถอยมักทำให้ดัชนีลดลง

    • นโยบายการเงิน และ ดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ส่งผลโดยตรงต่อ ต้นทุนการเงิน และ การลงทุน ทำให้นักลงทุนปรับพอร์ตและส่งผลต่อดัชนี

    • ผลประกอบการบริษัท และข่าวสาร ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในดัชนี เช่น รายได้ การเติบโต หรือปัญหาทางธุรกิจ จะกระทบต่อตลาดและดัชนีโดยรวม

    • ปัจจัยทางการเมือง นโยบายรัฐบาล และข้อกฎหมายต่าง ๆ สามารถส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และ ดัชนีหุ้น

    • เหตุการณ์ระหว่างประเทศ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระดับสากล

     

    ข้อจำกัดของ ดัชนีหุ้น มีอะไรบ้าง?

    แม้ดัชนีหุ้นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดผลการดำเนินงานของตลาด แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ได้แก่

    • ไม่สามารถสะท้อนหุ้นทุกตัวในตลาดได้เต็มที่ เพราะดัชนีมักเลือก หุ้นบางกลุ่ม หรือ บางประเภทเท่านั้น ทำให้ไม่ครอบคลุมหุ้นทั้งหมดในตลาด

    • อาจถูกครอบงำโดยหุ้นใหญ่บางตัว เช่น ดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด หุ้นขนาดใหญ่อาจมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีมากเกินไป

    • ไม่สะท้อนความเสี่ยงส่วนบุคคลของนักลงทุน ดัชนีแสดงภาพรวมตลาด แต่ไม่ได้บอกระดับความเสี่ยงหรือการกระจายสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละคน

    • ไม่รวมผลตอบแทนจากเงินปันผลเสมอไป บางดัชนีวัดเพียงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเท่านั้น ไม่ได้นับรวมเงินปันผลที่นักลงทุนได้รับ

    • อาจมีความล่าช้าในการอัปเดต การปรับเปลี่ยนหุ้นในดัชนีหรือการรีบาลานซ์อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง ทำให้ดัชนีไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงล่าสุดได้ทันที

     

    กลยุทธ์การซื้อขาย ดัชนีหุ้น ยอดนิยม มีอะไรบ้าง?

    การซื้อขาย ดัชนีหุ้น เป็นกลยุทธ์ยอดนิยม ที่ช่วยให้นักลงทุนจับจังหวะตลาดได้ง่ายขึ้น ทั้งการเทรดระยะสั้นและระยะยาว ช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร และ จัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น

     

    การลงทุนแบบติดตามดัชนี

    นักลงทุนจะเลือกซื้อกองทุนรวม หรือ ETF ที่เลียนแบบดัชนีหุ้นโดยตรง เช่น กองทุนที่ลงทุนตาม SET50 หรือ S&P 500 วิธีนี้จะทำให้นักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วนเดียวกับที่ปรากฏในดัชนี ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัวเอง และ สามารถได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดโดยรวมอย่างสม่ำเสมอ

     

    การซื้อขายตามแนวโน้มดัชนี

    กลยุทธ์นี้ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับกราฟราคาดัชนี เพื่อจับจังหวะซื้อขายตามทิศทางของตลาด เช่น เมื่อกราฟดัชนีแสดงแนวโน้มขาขึ้น นักลงทุนจะเลือกซื้อ และ เมื่อเห็นสัญญาณแนวโน้มเปลี่ยนเป็นขาลง ก็จะขายออกเพื่อลดความเสี่ยง วิธีนี้ช่วยให้นักลงทุนพยายามตามเทรนด์หลักของตลาดแทนการคาดเดาทิศทาง

     

    การลงทุนเชิงป้องกันความเสี่ยง

    ช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน หรือ มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนสามารถใช้สัญญาฟิวเจอร์ส หรือ ออปชันของดัชนีหุ้น เพื่อป้องกันความเสียหายจากการถือหุ้นในพอร์ต เช่น หากคาดว่าดัชนีจะลดลง นักลงทุนอาจขายสัญญาฟิวเจอร์สเพื่อ ล็อกกำไร หรือ จำกัดการขาดทุน ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงที่นิยมในตลาดมืออาชีพ

     

    การซื้อขายแบบอัลฟา

    กลยุทธ์นี้เน้นการเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีโดยรวม นักลงทุนจะวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานและเทคนิค เพื่อหาหุ้นที่คาดว่าจะ outperform ตลาด แล้วลงทุนในหุ้นเหล่านั้นและขายหุ้นที่คาดว่าจะ underperform ซึ่งต้องใช้ความรู้ และ ประสบการณ์สูง

     

    การลงทุนแบบสลับสับเปลี่ยนดัชนี

    นักลงทุนจะสลับพอร์ตไปลงทุนใน กลุ่มอุตสาหกรรม หรือ ดัชนีย่อย ที่คาดว่าจะเติบโตดีในแต่ละช่วงเวลา เช่น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว กลุ่มพลังงาน หรือ การเงินอาจเป็นเป้าหมายการลงทุน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงชะลอตัว กลุ่มป้องกันความเสี่ยงอย่าง กลุ่มสุขภาพ หรือ สินค้าอุปโภคบริโภค จะได้รับความสนใจมากขึ้น

     

    ข้อดีและข้อเสีย ดัชนีหุ้น คืออะไร ?

    ข้อดี

    ข้อเสีย

    สะท้อนภาพรวมตลาดหรือกลุ่มหุ้น

    ไม่ครอบคลุมหุ้นทุกตัวในตลาด

    ช่วยให้นักลงทุนติดตามแนวโน้มตลาดได้ง่าย

    หุ้นใหญ่บางตัวอาจมีอิทธิพลมากเกินไป

    เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบผลตอบแทน

    ไม่สะท้อนความเสี่ยงหรือเป้าหมายลงทุนรายบุคคล

    ลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นรายตัว

    ไม่รวมเงินปันผลในบางดัชนี

    ใช้เป็นฐานในการสร้างกองทุนรวมและ ETF

    อาจมีความล่าช้าในการอัปเดตหุ้นในดัชนี

    ช่วยให้นักลงทุนกระจายการลงทุนได้ง่าย

    ไม่สามารถสะท้อนปัจจัยเฉพาะของหุ้นรายตัว

     

    สรุป

    ดัชนีหุ้น คือ เครื่องมือที่ใช้วัดภาพรวมของราคาหุ้นในตลาด หรือ กลุ่มหุ้นเฉพาะ เพื่อช่วยให้นักลงทุนติดตามแนวโน้ม และ วิเคราะห์ตลาดได้ง่ายขึ้น ดัชนีหุ้นมีหลายประเภท เช่น ดัชนีตลาดรวม ดัชนีอุตสาหกรรม และ ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีในไทยได้แก่ SET Index และ SET50 การดูดัชนีหุ้น ช่วยให้เข้าใจทิศทางตลาด และ ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

    สรุปเนื้อหาด้วย AI

    พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

    เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

    no-risk
    Calculator Icon
    เครื่องคำนวณการเทรด

    คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง

    เริ่มใช้งาน
    Converter Icon
    หน้าแปลงสกุลเงิน

    แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด

    เริ่มใช้งาน
    Glossary Icon
    คลังคำศัพท์การเทรด

    รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้

    เรียนรู้เพิ่มเติม

    คำถามที่พบบ่อย

    นักลงทุนสามารถซื้อกองทุนรวม หรือ ETF ที่เลียนแบบ ดัชนีหุ้น ทำให้ลงทุนในหุ้นหลายตัวตามสัดส่วนดัชนีนั้นได้ง่าย ๆ

    ดัชนีหุ้น แสดงภาพรวมของตลาดหุ้นหรือกลุ่มหุ้น ขณะที่หุ้นรายตัวคือหุ้นของบริษัทหนึ่ง ๆ ที่มีราคาขึ้นลงตามปัจจัยเฉพาะของบริษัทนั้น

    เนื่องจากพอร์ตของคุณอาจประกอบด้วยหุ้นที่ต่างจากในดัชนี หรือสัดส่วนการลงทุนไม่เหมือนกัน ทำให้ผลตอบแทนไม่ตรงกับดัชนี

    SET50 รวมหุ้นใหญ่ 50 ตัวแรกที่มีสภาพคล่องสูง ส่วน SET100 รวมหุ้นใหญ่ 100 ตัวแรก ซึ่งรวม SET50 ด้วย ทำให้นักลงทุนเลือกติดตาม กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ หรือ ขนาดกลางได้

    จุดดัชนี (Index Point) คือ หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของ ดัชนีหุ้น แสดงว่าดัชนีขึ้น หรือ ลงเท่าไร ในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเห็น ภาพรวมแนวโน้มตลาดได้ง่ายขึ้น และ ติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

    วันฐานของ SET คือวันที่ 30 เมษายน 2518 (1975) ซึ่งเป็นวันที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการคำนวณดัชนี SET โดยตั้งค่าดัชนีไว้ที่ 100 จุด เพื่อใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงมูลค่าตลาดหุ้นในช่วงเวลาต่อมา

    แบ่งปันบล็อกนี้:
    Itsariya Doungnet

    Itsariya Doungnet

    SEO Content Writer

    อิสสริยา ดวงเนตร เป็นนักเขียนด้านการเงิน การลงทุน และ การเทรด ด้วยเทคนิค SEO ของบริษัท XS.com ที่มาพร้อมกับประสบการณ์ด้านการตลาดและการเทรดโดยตรง เปลี่ยนเรื่องการเงินที่เข้าใจยาก ให้กลายมาเป็นบทความที่อ่านแล้วสนุกและเข้าใจง่าย ถ้าบทความช่วยตอบคำถามที่คุณหาอยู่และเป็นประโยชน์กับคุณ อย่าลืมแชร์บทความด้วยนะคะ

    Risk Warning Icon

    เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

    เรียนรู้เพิ่มเติม

    แพทเทิร์นแท่งเทียนดาวยามเย็น: รูปแบบและวิธีการเทรด

    รูปแบบกราฟแท่งเทียนดาวยามเย็นเป็นการจัดเรียงแท่งเทียน 3 แท่งซ่อนที่มักปรากฏที่จุดสูงสุดของแนวโน้มขาขึ้นโดยทำหน้าที่เป็นสัญญาณกลับทิศทางลงซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มขาขึ้นปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะกลับทิศทางเป็นแนวโน้มขาลง บทความนี้อธิบายถึงวิธีการระบุรูปแบบนี้ ความสำคัญของมัน และวิธีการเทรดอย่างไร สาระสำคัญ รูปแบบกราฟแท่งเทียนดาวยามเย็นเป็นสัญญาณกลับทิศทางลงประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง ได้แก่ แท่งเทียนขาขึ้นขนาดใหญ่ แท่งเทียนที่ลำตัวเล็ก และแท่งเทียนขาลงขนาดใหญ่ การระบุรูปแบบกราฟแท่งเทียนดาวยามเย็นเกี่ยวข้องกับการสังเกตการจัดเรียงนี้ในแนวโน้มขาขึ้นบนกราฟฟอเร็กซ์ การผสมผสานรูปแบบกราฟแท่งเทียนดาวยามเย็นกับตัวชี้วัดเพิ่มเติม เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages), RSI และ Bollinger Bands จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสัญญาณนี้...

    XS Editorial Team 13 กันยายน 2024

    อินดิเคเตอร์ ADX: สูตรการคำนวณ การใช้งาน และเคล็ดลับกลยุทธ์

    อินดิเคเตอร์ ADX คืออะไร? Average Directional Index (ADX) เป็นอินดิเคเตอรืทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพื่อวัดความแข็งแกร่งและทิศทางของแนวโน้มในตลาดการเงิน แตกต่างจากอินดิเคเตอร์หลายตัวที่เน้นเฉพาะทิศทางของราคา ADX ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบว่าตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มหรือไม่และแนวโน้มนั้นมีความแข็งแกร่งมากเพียงใดไม่ว่าราคาจะเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงก็ตาม ADX ใช้งานบนสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยค่าที่ยิ่งสูงบ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้นค่าที่ต่ำกว่า 20 มักบ่งชี้ว่าตลาดไม่มีแนวโน้มหรือแนวโน้มอ่อนแอและค่าที่สูงกว่า 40 บ่งชี้ว่าแนวโน้มมีความแข็งแกร่ง เทรดเดอร์มักใช้ระดับเหล่านี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าจะใช้กลยุทธ์ตามแนวโน้มหรือหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ตลาดไม่ชัดเจน อีกหนึ่งจุดเด่นของอินดิเคเตอร์ ADX คือ...

    XS Editorial Team 13 กุมภาพันธ์ 2025
    scroll top