ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
ดัชนีหุ้นหลัก คือ ตัวเลขสำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าใจแนวโน้มของตลาด เพื่อตัดสินใจลงทุนอย่างมีเหตุผลมากขึ้น อย่างที่เรารู้กันว่าการลงทุน ไม่ควรเป็นไปตามอารมณ์ แต่เราต้องพิจารณาจากการดำเนินงาน และ ผลลัพธ์จากตัวเลขที่เอาไว้ประเมิน ซึ่งนี่ฟังดูก็อาจจะสับสน ยุ่งยาก สำหรับมือใหม่ เพราะฉะนั้นแล้ว เราจึงได้รวบรวม ดัชนีหุ้นทั่วโลก ที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2026 นี้ มาให้ดูกัน เรามาอ่านรายละเอียดกันต่อเลย
ดัชนีหุ้นหลัก คือ เครื่องมือที่นักลงทุนเอาไว้ใช้ประเมินสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
ดัชนีหุ้นหลัก มีหลากหลายประเภทด้วยกัน แบ่งแยกออกไปตามราคาตลาดและมูลค่าตลาด
นักลงทุนสามารถลงทุน ดัชนีหุ้น ได้ผ่านกองทุน ETF หรือ การลงทุนผ่านตราสารอนุพันธ์
ดัชนีหุ้นหลัก คือ เครื่องมือที่เราใช้วัดการดำเนินงานของราคาหุ้นหลักๆ ในตลาด ซึ่งเครื่องมือนี้ ก็คือ ตัวเลข ที่ผ่านการคำนวณจากตัวเลขใหญ่ๆ เพื่อให้เราใช้พิจารณาว่า หุ้นตัวนี้ควรลงทุนไหม และ ตอนนี้ผลการดำเนินงานนั้นเป็นบวกหรือลบ เรามาดูตัวอย่าง ดัชนีหุ้นโลก กันต่อเลย
วิธีการวัดค่าดัชนีมีหลากหลายรูปแบบเช่นกันค่ะ ขึ้นอยู่กับขนาดบริษัทและปัจจัยอื่นๆ เรามาดูกันเลย
ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามราคา (Price-weighted indices) คือ การคำนวณจากราคาเฉลี่ยของหุ้นในดัชนี ไม่รวมขนาดบริษัท
ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (Capitalization-weighted indices) คือ การคำนวณจากมูลค่าตลาดของแต่ละบริษัท
ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (นับเฉพาะหุ้นที่ซื้อขายได้ในตลาด) (Free-Float Capitalization-weighted indices) คือ การคำนวณมูลค่าตลาด ที่มีจะนับเฉพาะหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดเท่านั้น
ดัชนีน้ำหนักเท่ากัน (Equal-weighted indices) คือ หุ้นทุกตัวมีน้ำหนักเท่ากัน ทั้งราคาและมูลค่าตลาด
เพื่อให้คุณได้เห็นภาพรวมของดัชนีตลาดหุ้นหลักจากทั่วโลก เราได้รวบรวม 7 ตัวท็อปมาให้คุณได้พิจารณา หากคุณกำลังมองหาดัชนีเพื่อใช้ในการลงทุนอยู่ล่ะก็ เรามาอ่านรายละเอียดกันต่อเลยค่ะ
แหล่งที่มา: Tradingview
ชื่อดัชนีตัวย่อ: DJIA
ปริมาณซื้อขาย: 520 พันล้านต่อวัน
วิธีวัดค่าดัชนี: ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามราคา
หลายคนน่าจะรู้จักกับ Dow Jones กันมาบ้างแล้ว หากคุณติดตามข่าวสารการลงทุนอยู่บ่อยครั้ง ดัชนีหุ้นนี้มีการคำนวณครั้งแรกปี 1884 ประกอบไปด้วยบริษัทใหญ่ 30 ชั้นนำแห่งในตลาดหุ้นสหรัฐ มูลค่าของแต่ละหุ้นแต่ละตัวจะเอามาหารด้วยจำนวนดัชนีบริษัท ยิ่งหุ้นตัวไหนสูง หุ้นตัวนั้นก็จะยิ่งกระทบต่อดัชนีมากขึ้น
ดัชนีหุ้น Dow Jones เรียกได้ว่าเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจของสหรัฐ และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของนักลงทุนทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ดัชนีหุ้นนี้รวมบริษัทกว่า 30 แห่งที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลายในสหรัฐ
ชื่อดัชนีตัวย่อ: SPX
ปริมาณซื้อขาย: 5 พันล้านต่อวัน
วิธีวัดค่าดัชนี: ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด
ดัชนี S&P 500 มีชื่อเต็มว่า Standard and Poor's Composite 500 Index ที่เป็นอีกหนึ่งหุ้นหลักของประเทศสหรัฐ มีการคำนวณครั้งแรกปี 1957 ดัชนีตัวนี้รวมหุ้นกว่า 505 ตัว จากบริษัทกว่า 500 แห่งในสหรัฐ ที่รวมกันแล้วคิดเป็น 80% ของตลาดหุ้นของสหรัฐทั้งหมด จึงเรียกได้ว่าเป็นหุ้นหลักของโลก เพราะความผันผวนนี้สามารถกระทบไปถึงประเทศอื่นๆ ได้ด้วย
ดัชนี S&P 500 มีมูลค่าทางตลาดสูงและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด
SPX ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย และสะท้อนความเคลื่อนไหวในตลาดได้ดีกว่า DJIA
ชื่อดัชนีตัวย่อ: NDX
ปริมาณซื้อขาย: 9 พันล้านต่อวัน
ดัชนี Nasdaq หรือ National Association of Securities Dealers Automated Quotation เป็นอีกหนึ่งในดัชนีที่ใหญ่ที่สุด มีการคำนวณเริ่มแรกในปี 1985 ดัชนีนี้มีหุ้นทั้งหมด 103 ตัว จากบริษัท 100 แห่งในสหรัฐ ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก และ สะท้อนศักยภาพในการเติบโตมากที่สุด เช่น Apple, Facebook, Microsoft และอื่นๆ
ดัชนี Nasdaq น่าจับตามอง เพราะรวมบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกมากมายเข้าไว้ด้วยกัน
หุ้นส่วนใหญ่ของดัชนี Nasdaq เกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยี ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก
ชื่อดัชนีตัวย่อ: RUT
วิธีวัดค่าดัชนี: ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (นับเฉพาะหุ้นที่ซื้อขายได้ในตลาด)
Russell นี้เริ่มคำนวณครั้งแรกปี 1984 เป็นดัชนีที่รวมบริษัทเล็กๆ ประมาณ 90% ในสหรัฐเข้ากับไว้ในตลาดหุ้น RUT ถือเป็นดัชนีตรงกันข้าม S&P 500 และ Dow Jones ในเรื่องการเจาะลึกตลาดที่คนไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน ซึ่งมีกว่า 2,000 บริษัทด้วยกัน ดัชนีมีความเสี่ยงและความผันผวนมากกว่า ดัชนีที่มีมูลค่าตลาดที่ใหญ่กว่า แต่ก็อาจจะไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเท่ากันดัชนีอื่นๆ
Russell คือ ดัชนีที่รวมบริษัทเล็กๆ เข้าด้วยกันไว้กว่า 2,000 บริษัทในสหรัฐ
นอกจากนี้แล้ว RUT ทั้งยังเป็นอีกตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจของสหรัฐ
ชื่อดัชนีตัวย่อ: FTSE
ปริมาณซื้อขาย: 786 ล้านต่อวัน
ดัชนี FTSE 100 มีชื่อเต็มว่า The Financial Times Stock Exchange ประกอบไปด้วยหุ้น 100 ตัวที่มีมูลค่าสูงในตลาดลอนดอน หลายบริษัทสร้างรายได้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก ดัชนี FTSE รวมกับดัชนีหลักอื่นๆ เช่น Dow Jones, S&P 500, Nikkei 225 และ Nasdaq เป็นดัชนีที่ใช้เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจระดับโลก มีการคำนวณครั้งแรกปี 1984
ดัชนี FTSE 100 ประกอบไปด้วย 100 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการจดทะเบียนไว้ในตลาดลอนดอน
ดัชนี FTSE มักจะใช้เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจระดับโลกและยังใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของ ETF
ชื่อดัชนีตัวย่อ: DAX
ปริมาณซื้อขาย: 24 ล้านต่อวัน
ดัชนีตลาดหุ้นหลักของประเทศเยอรมัน DAX มีหุ้นทั้งหมดกว่า 40 ตัวจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตรวดเร็ว บริษัทหุ้น DAX มีการจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ที่แฟรงก์เฟิร์ต และยังเป็นอีกตัวชี้วัดเศรษฐกิจทั้งในประเทศเยอรมนีและทวีปยุโรป เช่นเดียวกับ FTSE และ Dow ดัชนี DAX มีการเริ่มคำนวณครั้งแรกปี 1988
DAX เป็นดัชนีที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่แค่เฉพาะในประเทศเยอรมัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกบางส่วนอีกด้วย
DAX รวมบริษัทชั้นนำที่เป็นแบรนด์ดังระดับโลกไว้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ เทคโนโลยี ไฟฟ้า และกลุ่มธนาคารบางแห่ง
ชื่อดัชนีตัวย่อ: PX1
ปริมาณซื้อขาย: 50 ล้านต่อวัน
ดัชนีตลาดหุ้นจากประเทศฝรั่งเศส CAC 40 ประกอบไปด้วยหุ้นของบริษัทกว่า 40 แห่งในตลาด เช่น L’Oreal, Michelin และอื่นๆ ส่วนมากแล้วจะรวบรวมบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม สินค้าหรู พลังงาน และ เครื่องสำอาง เป็นต้น ดัชนี PX1 เป็นตัวชี้วัดของประเทศฝรั่งเศสโดยรวม และนับได้ว่าเป็นดัชนีที่สำคัญอันดับ 2 ของทวีปยุโรปเลยทีเดียว มีการคำนวณครั้งแรกปี 1987
ดัชนี CAC 40 รวมบรวมบริษัทที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก และ มักจะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่
CAC 40 ใช้เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศฝรั่งเศสและทวีปยุโรปในบางแห่ง
ดัชนีหุ้นหลัก คือ ตัวชี้วัดแนวโน้มเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นจากนักลงทุน นอกจากนี้แล้วก็ยังช่วยให้นักลงทุนเข้าใจการเคลื่อนไหวตลาด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวเลขนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าจะกระจายความเสี่ยงไปในพอร์ตไหนดี ช่วยให้คุณเห็นการดำเนินงานของดัชนีหุ้น และ ตัดสินใจในการลงทุนได้ดีขึ้น
หากคุณกำลังมองหาดัชนีหุ้นต่างประเทศอยู่ล่ะก็ นี่ก็เป็นรายชื่อดัชนีที่คุณควรมีไว้ในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนที่คุณห้ามพลาด
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
ดัชนีหุ้น ไม่เหมือนกันซะหมดค่ะ เพราะแต่ละตัวจะสะท้อนไปบางส่วนของเศรษฐกิจ มีการถ่วงน้ำหนักที่ไม่เหมือนกัน จำนวนหุ้น และ ตลาดก็แตกต่างกัน
นั่นก็เป็นเพราะ หุ้นบางตัวนั้นมีราคาสูง ส่วนหุ้นบางตัวนั้นก็มีมูลค่าในตลาดสูงกว่า จึงส่งผลต่อดัชนีได้ไม่เท่ากันนั่นเองค่ะ
ดัชนีหุ้นหลักที่เรายกตัวอย่างมาไว้ให้คุณ ก็มี Dow Jones Industrial Average, S&P 500, Nasdaq-100, Russell 2000, FTSE 100, DAX และ CAC 40
กลุ่มดัชนีหุ้นหลัก มักจะสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ หรือหากดัชนีนั้นมีขนาดใหญ่ เช่น มีมูลค่าตลาดสูง และ มีหุ้นรวมอยู่หลายตัว ก็มักจะกระทบในเชิงทวีป
นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนดัชนีหุ้น ผ่านกองทุน ETF หรือ ตราสารอนุพันธ์ เพราะการลงทุนดัชนีตลาดหุ้นโดยตรง ตอนนี้ยังไม่สามารถทำได้ค่ะ
การคำนวณถ่วงน้ำหนัก มี 4 รูปแบบค่ะ เช่น ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามราคา, ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด, ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (นับเฉพาะหุ้นที่ซื้อขายได้ในตลาด) และ ดัชนีน้ำหนักเท่ากัน
Itsariya Doungnet
นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค
อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
Rising Wedge คืออะไร? Rising Wedge คือ รูปแบบกราฟที่ช่วยให้นักเทรดสามารถรู้แนวโน้มราคาลงได้ ถ้าคุณเจอรูปแบบ Rising Wedge ปรากฎขึ้นในขณะที่กราฟกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็เป็นการบ่งบอกถึงขาลง แต่หากคุณเห็นในช่วงจังหวะขาลง ก็จะบ่งบอกได้ว่า กราฟพักตัวและจะลงต่อ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดระยะสั้น Scalping, นักเทรดรายวัน หรือ จะเป็นนักลงทุนระยะยาว การที่คุณเข้าใจรูปแบบนี้ ก็จะช่วยให้คุณวิเคราะห์การเทรดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ลักษณะ Rising...
MM คืออะไร ในการเทรด? Money Management หรือ MM คือ การบริหารเงินทุนและความเสี่ยง ทั้งในบัญชีเทรดและบัญชีลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียครั้งใหญ่และรักษาเงินทุนในระยะยาว ทำให้พอร์ตของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการจัดการเงินทุนก็มีหลากหลายเส้นทางด้วยกัน เรามาอ่านกันต่อเลย Money Management คืออะไร? นักลงทุนหุ้นหลายคนที่ได้กำไรอย่างเสมอมา ก็อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการเงินทุน นี่จึงอาจทำให้นักลงทุนสูญเสียการความควบคุมในการบริหารทางการเงินก็เป็นได้ เรามาดู ความสำคัญ Money Management...
ตลาดกระทิงคืออะไร? ตลาดกระทิง (Bull Market) เป็นเงื่อนไขทางการเงินที่ใช้บรรยายถึงช่วงเวลาที่ราคาหุ้นพันธบัตร หรือสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมักได้รับแรงขับเคลื่อนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่งตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในเชิงบวกและสภาวะตลาดที่เอื้อต่อการเติบโต ตลาดกระทิงสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายภาคส่วน เช่น ตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือ สินค้าโภคภัณฑ์แต่พบได้บ่อยที่สุดในตลาดหุ้น ตลาดกระทิงมักสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอัตราการว่างงานที่ต่ำ และผลประกอบการของบริษัทที่แข็งแกร่ง คำว่า "ตลาดกระทิง" มาจากลักษณะการโจมตีของกระทิงที่ใช้เขาแทงขึ้นด้านบนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลาดกระทิงสามารถดำเนินต่อเนื่องได้ตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาด การทำความเข้าใจถึงกลไกของตลาดกระทิงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน เนื่องจากตลาดกระทิงมอบโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลยุทธ์ที่รอบคอบเพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ