Facebook Pixel
Logo

ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index)  คืออะไร?

Date Icon 21 เมษายน 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 4 นาที read

สารบัญ

    หากคุณกำลังสนใจลงทุนตลาดหุ้นอยู่ล่ะก็ ควรทำความรู้จัก ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) กันไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือก เพราะนอกจากที่ ดัชนี S&P 500 จะรวมหุ้นไว้กว่า 80% มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด ยังมีการรวมเข้าด้วยกันกับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ ดัชนี S&P 500 สิ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้ รวมถึงรายชื่อหุ้น 10 อันดับ ที่คุณไม่ควรพลาดปี 2025

    สาระสำคัญ

    • ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) คือ ดัชนีหุ้น ที่ประกอบด้วย 500 บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลักๆ มากมาย เช่น เทคโนโลยี, การเงิน, สุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย

    • การลงทุนใน S&P 500 ช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะมีหุ้นจากหลากหลายอุตสาหกรรม ช่วยลดความเสี่ยงการลงทุนในบริษัทเดียว

    • ผลตอบแทนเฉลี่ยของ ดัชนี S&P 500 โดยประมาณ คือ 10% ต่อปี ถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการลงทุนระยะยาว

    ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) คืออะไร

    ดัชนีเอสแอนด์พี 500 คือ ดัชนีหุ้นสหรัฐ ที่มีหุ้นขนาดใหญ่อยู่กว่า 500 ตัว ที่รวมมาจากบริษัทที่จดทะเบียนใน ตลาดหุ้น  Nasdaq และ ตลาดหุ้น NYSE แต่ละหุ้นจะต้องผ่านเกณฑ์พิจารณาการคัดเลือกบริษัทก่อนที่จะนำเข้ามารวมในดัชนีนี้ เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด, สภาพคล่องในการซื้อขาย และสัดส่วนการลงทุนรายย่อย นี่จึงทำให้ดัชนี S&P 500 เป็นหนึ่งในดัชนีที่ใช้วัดประสิทธิภาพตลาดหุ้นขออเมริกาได้อย่างแม่นยำ

     

    ประเภทดัชนี S&P 500

    ดัชนี S&P 500 ประกอบด้วยหุ้นจากบริษัทขนาดใหญ่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงไปแต่ละอุตสาหกรรมหลักๆ ที่สำคัญของเศรษฐกิจ มีการแบ่งหุ้นเข้าไปในดัชนี S&P 500 ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 11 ภาคธุรกิจดังนี้:

    1. ประเภทเทคโนโลยี (Information Technology): อุตสาหรรมนี้ประกอบไปด้วยบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการบริการไอที ตัวอย่างเช่น Apple, Microsoft และ Nvidia

    2. ประเภทสุขภาพ (Health Care): อุตสาหกรรมสุขภาพรวมถึง บริษัทที่ดำเนินกิจการ ทั้งในด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เช่น การผลิตยา, อุปกรณ์ทางการแพทย์, และประกันสุขภาพ ตัวอย่างเช่น Johnson & Johnson และ UnitedHealth Group

    3. ประเภทการเงิน (Financials): อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการเงินประกอบด้วย ธนาคาร, บริษัทประกัน และบริษัทด้านบริการทางการเงินอื่นๆ เช่น JPMorgan Chase, Bank of America และ Berkshire Hathaway

    4. กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่จำเป็น (Consumer Discretionary): อุตสาหกรรมที่ประกอบไปด้วย บริษัทที่จำหน่ายสินค้า หรือ บริการ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การท่องเที่ยว, ยานยนต์, สินค้าฟุ่มเฟือย ตัวอย่างเช่น Tesla และ Amazon เป็นต้น

    5. กลุ่มผู้บริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples): เป็นประเภทกลุ่มบริษัทที่ผลิต หรือจำหน่ายสินค้า ที่คนต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น อาหาร, เครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ตัวอย่างเช่น Procter & Gamble และ Coca-Cola

    6. อุตสาหกรรมพลังงาน (Energy): บริษัทที่ดำเนินการด้านการผลิต และการจัดจำหน่ายพลังงาน เช่น น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ExxonMobil และ Chevron เป็นต้น

    7. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประกอบด้วย บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น Simon Property Group และ Prologis เป็นต้น

    8. อุตสาหกรรม (Industrials): หากพูดถึงกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ก็จะรวมไปถึงบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและการจัดส่งสินค้า และบริการในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การขนส่ง, อุปกรณ์ทางการเกษตร และ การผลิตเครื่องจักร ตัวอย่างเช่น Boeing และ Caterpillar เป็นต้น

    9. การสื่อสาร (Communication Services): ประกอบไปด้วยบริษัทที่ให้บริการ การสื่อสาร และสื่อสารมวลชน เช่น การออกอากาศ, สื่อออนไลน์ และการสื่อสารผ่านโทรคมนาคม ตัวอย่างเช่น Alphabet (Google) และ Meta (Facebook) เป็นต้น

    10. สินค้าวัสดุ (Materials): กลุ่มวัสดุรวมถึงบริษัทที่ผลิตสินค้า ทางเคมี, โลหะ และวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น Dow Inc., DuPont

    11. อุตสากรรมสาธารณูปโภค (Utilities): เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า, น้ำประปา, ก๊าซ ตัวอย่างเช่น NextEra Energy และ Duke Energy เป็นต้น

     

    สิ่งที่นักลงทุน ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) ต้องรู้

    ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) เป็นภาพสะท้อนให้เห็นภาพรวมของตลาดหุ้นและเศรฐกิจตลาดสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี การพิจารณาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่สามารถสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวดัชนีได้แม่นยำ ซึ่งดัชนี S&P 500 รวมบริษัทที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมไว้ด้วยกัน เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยี, กลุ่มการบริการทางการเงิน, อุตสาหกรรมการบริโภค, อุตสาหกรรมสุขภาพ และ อุตสาหกรรมพลังงาน เป็นต้น

     

    1. ดัชนีที่บ่งบอกถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ดัชนี S&P 500 ครอบคลุม 80% ของมูลค่าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ดัชนีนี้ เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นภาพรวมการเคลื่อนไหวของดัชนี สามารถสะท้อนถึงแนวโน้ม และ การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศได้

     

    2. เป็นการลงทุนที่กระจายความเสี่ยง (Diversification)

    เนื่องจากดัชนี S&P 500 มีหุ้นจากหลากหลายอุตสาหกรรม การลงทุนในดัชนีนี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องพึ่งพาผลลัพธ์การดำเนินงาน จากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

     

    3. ดัชนีที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพ

    ดัชนี S&P 500 มักถูกใช้เป็นเกณฑ์วัดประสิทธิภาพการลงทุนของนักลงทุนและกองทุน ซึ่งนักลงทุนจะเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนกับดัชนีนี้ เพื่อประเมินผลตอบแทน

     

    4. เน้นผลตอบแทนในระยะยาว

    ดัชนี S&P 500 มีผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวที่ดี ซึ่งนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 10% ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นนี้ เป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับการลงทุนระยะยาว

     

    5. มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก

    ประเทศสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจทรงอิทธิพลสูงที่สุดในโลก การเคลื่อนไหวของดัชนี S&P 500 มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

     

    วิธีการทำงานของดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index)

    วิธีการทำงานของดัชนีตัวนี้ เริ่มต้นจากการคำนวณ ดัชนี S&P 500 จากราคาหุ้นของบริษัทใหญ่ ทั้งหมดจำนวน 500 แห่ง ที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างรอบคอบจากหลากหลายอุตสาหกรรม การคำนวณดัชนีจะใช้วิธี "การถ่วงน้ำหนักจากมูลค่าหลักทรัพย์ " ซึ่งหมายความว่า บริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์สูง ก็จะมีผลกระทบต่อตัวดัชนีมากกว่า บริษัทที่มีขนาดเล็ก

     

    ขั้นตอนที่ 1: การเลือกบริษัท

    บริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P 500 จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ จะต้องไม่น้อยกว่า 14.6 พันล้านดอลลาร์ และบริษัทต้อง จำเป็นต้องมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หลักในประเทศสหรัฐฯ เช่น NYSE, NASDAQ หรือ Cboe เป็นต้น

     

    ขั้นตอนที่ 2: การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์

    หลังจากที่บริษัทถูกคัดเลือกเข้ามาในกลุ่มดัชนี มูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) ของแต่ละบริษัทก็จะถูกนำมาคำนวณ ซึ่งบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์สูง อย่าง Apple และ Microsoft ก็จะมีอิทธิพลมากกว่าบริษัทขนาดเล็กในกลุ่มดัชนี

     

    ขั้นตอนที่ 3: การปรับเปลี่ยน

    ดัชนี S&P 500 จะมีการปรับปรุงทุกปี บริษัทที่ไม่สามารถรักษามูลค่าหลักทรัพย์ หรือประสิทธิภาพทางการเงินที่ดี ก็อาจจะถูกแทนที่ด้วยบริษัทใหม่ที่มีการเติบโตที่ดีกว่า

     

    ขั้นตอนที่ 4: แนวโน้มตลาดหุ้น

    การเคลื่อนไหวของดัชนี S&P 500 จะสะท้อนถึงแนวโน้มของตลาดหุ้นภาพรวม ถ้าดัชนีเพิ่มขึ้น แสดงว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกำลังเติบโต ในทางกลับกัน หากดัชนีลดลง ก็อาจเป็นสัญญาณว่า ตลาดกำลังเผชิญกับปัญหาหรือความไม่แน่นอน

     

    รายชื่อหุ้น 10 อันดับที่คุณห้ามพลาดในดัชนี S&P 500 ปี 2025

    อันดับ

    บริษัท

    สัญลักษณ์

    หมวดหมู่

    เกี่ยวกับอุตสาหกรรม

    ประมาณสัดส่วนในดัชนี (%)

    1

    Apple

    AAPL

    เทคโนโลยี

    Apple ก็ยังคงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่ เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีความนิยมและมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

    7.3%

    2

    Microsoft

    MSFT

    เทคโนโลยี

    Microsoft เป็นอีกตลาดเทคโนโลยี ที่ครองตลาดคอมพิวเตอร์และบริการคลาวด์ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ และ ซอฟต์แวร์อื่นๆ

    6.7%

    3

    Nvidia

    NVDA

    เทคโนโลยี

    Nvidia เป็นผู้นำตลาดกราฟิกและการประมวลผลด้วย AI  มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญและเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้อีกมากมาย

    3.2%

    4

    Tesla

    TSLA

    พลังงาน/ยานยนต์

    Tesla เป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้า ยังมีนวัตกรรมระบบพลังงานสะอาด สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    2.5%

    5

    Johnson & Johnson

    JNJ

    สุขภาพ

    Johnson & Johnson เป็นบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ยารักษาโรคจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ

    2.3%

    6

    Alphabet (Google)

    GOOGL

    เทคโนโลยี

    Alphabet มีความแข็งแกร่งจากกลุ่มธุรกิจโฆษณาออนไลน์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น YouTube, Google Cloud และ AI สามารถขยายฐานลูกค้าและมีโอกาสเติบโตอนาคต

    4.2%

    7

    Berkshire Hathaway

    BRK.B

    การเงิน

    Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุน มีประวัติการเติบโตในระยะยาว

    1.5%

    8

    Visa

    V

    การเงิน

    Visa เป็นผู้นำตลาดการชำระเงินดิจิทัล มีการเติบโตจากการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และมีการขยายตัวในตลาดต่างประเทศ

    2.1%

    9

    Procter & Gamble

    PG

    บริโภค

    Procter & Gamble เป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีการเติบโตมั่นคงและกระจายสินค้าไปทั่วโลก

    1.7%

    10

    UnitedHealth Group

    UNH

    สุขภาพ

    UnitedHealth Group มีการเติบโตจากธุรกิจสุขภาพและประกันสุขภาพ และสร้างโอการเติบโตในตลาดบริการสุขภาพปัจจุบัน

    1.9%

     

    ความแตกต่างระหว่าง ETF ที่ติดตาม S&P 500 และ ดัชนี S&P 500

    นักลงทุนมือใหม่หลายคนก็อาจจะเคยได้ยิน ETF กันมาบ้างแล้ว ซึ่งความแตกต่างระหว่าง ETF ที่ติดตาม S&P 500 และ ดัชนี S&P 500 ก็มีการทำงานที่แตกต่างกัน คุณควรทำความเข้าใจกันก่อนที่จะเข้าลงทุน เพื่อจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามาอ่านต่อเลย

     

    การซื้อขาย:

    • ดัชนี S&P 500: ไม่สามารถซื้อดัชนีได้โดยตรง เป็นเพียงเครื่องมือทางสถิติ

    • ETF S&P 500: สามารถซื้อขาย ETF ได้ เช่นเดียวกันกับการเทรดหุ้นทั่วไป

     

    การกระจายความเสี่ยง:

    • ดัชนี S&P 500: บ่งชี้การเคลื่อนไหวภาพรวมตลาด

    • ETF S&P 500: เป็นการกระจายความเสี่ยง ไม่ต้องเลือกหุ้นเอง

     

    ค่าธรรมเนียม:

    • ดัชนี S&P 500: ไม่มีค่าธรรมเนียม

    • ETF S&P 500: มักจะมีค่าธรรมเนียม

     

    ผลตอบแทน:

    • ดัชนี S&P 500: แสดงผลการดำเนินงานของตลาด แสดงข้อมูลทางสถิติ

    • ETF S&P 500: มีผลการดำเนินงานที่สะท้อนผลลัพธ์ดัชนี S&P 500 มีการจ่ายปันผล

     

    สรุป

    ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) คือ ดัชนีหุ้น ที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ  500 แห่งจากหลากหลายอุตสาหกรรม นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนหุ้นได้ทีละตัวตามต้องการ เพื่อกระจายความเสี่ยง สามารถตรวจสอบ รายชื่อหุ้น 10 อันดับ ที่คุณห้ามพลาด ปี 2025 ที่ทางเราได้อัพเดตมาให้กับคุณ ทั้งนี้แล้วก็ควรตรวจสอบความผันผวนของตลาด และ ผลตอบแทนจากการลงทุน กันก่อน หากคุณกำลังวางแผนการลงทุนระยะยาว ก็ควรทำความเข้าใจกับ การบริหารความเสี่ยง ด้วยเช่นกัน

    สรุปด้วย AI

    พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

    เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

    no-risk
    Calculator Icon

    เครื่องคำนวณการเทรด

    คำนวณขนาดล็อตและความเสี่ยง

    สำรวจตอนนี้
    Converter Icon

    หน้าแปลงสกุลเงิน

    แปลงสกุลเงินแบบเรียลไทม์

    สำรวจตอนนี้
    Glossary Icon

    ศัพท์การเทรด

    เรียนรู้คำศัพท์และแนวคิดสำคัญของการเทรด

    เรียนรู้เพิ่มเติม

    คำถามที่พบบ่อย

    ผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี ของการลงทุนระยะยาว ตั้งแต่ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดแต่ละปี

    กองทุน S&P 500 ที่เราแนะนำ ได้แก่ SPDR S&P 500 ETF (SPY), Vanguard S&P 500 ETF (VOO) และ iShares Core S&P 500 ETF (IVV) จากการวิเคราะห์ดัชนีหุ้น ปี 2567

    ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 Index) ชื่อเต็มคือ Standard & Poor’s 500 Index

    ดัชนี SET 500 คือ ดัชนีที่รวม 500 หุ้นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอาไว้

    SCB S&P 500 ETF จะจ่ายปันผลประมาณ 1.5% - 2% ต่อปี ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานดัชนีในแต่ละปี

    แบ่งปันบล็อกนี้:

    Itsariya Doungnet

    Itsariya Doungnet

    SEO Content Writer

    อิสสริยา ดวงเนตร เป็นนักเขียนคอนเท้นต์ SEO ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้ เรื่องตลาดเทรด และ การลงทุน เน้นสไตล์การเขียนที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และเนื้อหาความรู้จัดเต็ม พร้อมกับการผสมผสานเทคนิค SEO ที่ช่วยให้ผู้อ่านค้นหาบทความได้ง่าย อย่าลืมติดตามกันนะคะ

    Risk Warning Icon

    เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

    เรียนรู้ต่อไป

    วิธีการเทรดด้วยแพทเทิร์นดาวยามเช้า?

    พทเทิร์นดาวยามเช้าเป็นแพทเทิร์นแท่งเทียนที่บ่งบอกถึงการกลับตัวจากตลาดขาลงการระบุรูปแบบนี้ช่วยให้คุณสามารถเข้าสู่การเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างกำไรที่ดี ด้านล่างนี้เป็นการวิเคราะห์แพทเทิร์นดาวยามเช้าและวิธีการซื้อขายด้วยแพทเทิร์นดังกล่าว สาระสำคัญ แพทเทิร์นดาวยามเช้าเป็นรูปแบบการกลับตัวแบบกระทิง ประกอบด้วยแท่งเทียนสามแท่งที่บ่งบอกถึงว่าราคาอาจเพิ่มขึ้น การระบุรูปแบบนี้ช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล การใช้อินดิเคเตอร์ร่วมกับแพทเทิร์นดาวยามเช้าสามารถเพิ่มความแม่นยำได้ การเข้าใจข้อจำกัดของมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ แพทเทิร์นดาวยามเช้าคืออะไร? แพทเทิร์นดาวยามเช้าเป็นรูปแบบการกลับตัวของแพทเทิร์นกระทิงสุดคลาสสิกในด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค เทรดเดอร์ใช้รูปแบบนี้เพื่อบ่งบอกว่าตลาดหมีจะเห็นการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางขาขึ้น ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าการกลับตัวของตลาดกระทิง ตลาดหมี (Bearish Market): สภาวะของตลาดที่ราคากำลังลดลงและคาดว่าจะลดลงต่อไป ดังนั้น "แท่งเทียนหมี" จะส่งสัญญาณถึงการลดลงของราคา ตลาดกระทิง (Bullish Market): ตรงข้ามกับตลาดหมี ซึ่งราคากำลังเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไป ดังนั้น...

    XS Editorial Team 1 สิงหาคม 2024

    การซื้อขายระยะสั้น: คืออะไร และจะเริ่มต้นอย่างไร

    การซื้อขายระยะสั้นคืออะไร? การซื้อขายระยะสั้นคือการซื้อและขายตราสารทางการเงิน เช่น หุ้น หรือ ฟอเร็กซ์ ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งอาจเป็น ไม่กี่ชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์ เป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้คือการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงสั้น ๆ   การซื้อขายระยะสั้น vs. การซื้อขายระยะยาว ความแตกต่างหลักระหว่างการซื้อขายระยะสั้นและระยะยาวอยู่ที่ระยะเวลาและเป้าหมาย การซื้อขายระยะสั้นเน้นการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือวัน ขณะที่การซื้อขายระยะยาวมักใช้ระยะเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี นอกจากนี้การซื้อขายระยะสั้นมักอาศัยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคและข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ ขณะที่การซื้อขายระยะยาวเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการถือครองสินทรัพย์ผ่านความผันผวนของตลาด ตัวอย่างเช่น นักเทรดเดอร์ทำการเทรดสั้นอาจทำกำไรจากความผันผวนของตลาดหุ้นที่เกิดจากรายงานผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนระยะยาวจะรอให้บริษัทเติบโตและเพิ่มมูลค่าในระยะยาว...

    XS Editorial Team 14 มีนาคม 2025
    scroll top