Facebook Pixel

ตลาดหมีคืออะไร? สัญญาณ ช่วงเวลา และเคล็ดลับการลงทุน

Date Icon 30 มกราคม 2025
Review Icon เขียนโดย : XS Editorial Team

ตลาดหมี (Bear Market) หมายถึงภาวะที่ราคาหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมักทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกสิ้นหวังและมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับตลาด

ในบทความนี้เราจะอธิบายลักษณะเด่นของตลาดหมี ตั้งแต่สัญญาณบ่งชี้ ช่วงเวลาสำคัญ, ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้ตลาดเข้าสู่ขาลง นอกจากนี้คุณจะได้เรียนรู้วิธีการระบุตลาดหมีอย่างถูกต้องความแตกต่างระหว่างตลาดหมีและตลาดกระทิง (Bull Market) และกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณลงทุนได้อย่างมั่นใจในช่วงตลาดที่ท้าทาย

สาระสำคัญ

  • ตลาดหมี (Bear Market) คืออะไร? ตลาดหมีคือช่วงเวลาที่ราคาหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลายาวนาน โดยปกติจะถูกกำหนดให้เป็นการลดลงมากกว่า 20% ซึ่งมักเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นลบและความไม่มั่นใจของนักลงทุน

  • ความท้าทายและโอกาสในตลาดหมีแม้ว่าตลาดหมีจะสร้างความท้าทายแต่ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนระยะยาวซื้อสินทรัพย์คุณภาพสูงในราคาที่ถูกลง ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้

  • รูปแบบกราฟขาลงที่ช่วยคาดการณ์ตลาดหมีรูปแบบกราฟขาลง เช่น Evening Star Double Tops และ Descending Triangles เป็นเครื่องมือที่ช่วยนักลงทุนคาดการณ์การลดลงของราคาเพิ่มเติมในช่วงตลาดหมี

ตลาดหมีคืออะไร?

ตลาดหมี (Bear Market) หมายถึงช่วงเวลาหนึ่งในตลาดการเงินที่ราคาหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดล่าสุดและยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลงเป็นเวลานาน

การลดลงนี้มักสะท้อนถึงความรู้สึกกังวลและความกลัวอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุน ซึ่งมักเกิดจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์ระดับโลก หรือสภาวะตลาดที่อ่อนแอ

ตลาดหมีมักมาพร้อมกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงกำ ไรของบริษัทที่ต่ำลง และในบางกรณีการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน

คำว่า "ตลาดหมี" ได้รับแรงบันดาลใจจากลักษณะการโจมตีของหมีที่ใช้กรงเล็บฟาดลงจากบนลงล่าง ซึ่งเปรียบเสมือนการเคลื่อนตัวลงของราคาหุ้นในตลาด

 

ลักษณะเด่นของตลาดหมี (Bear Market)

ตลาดหมี (Bear Market) มีลักษณะเด่นหลายประการที่แตกต่างจากความผันผวนของตลาดในภาวะปกติการเข้าใจลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุและรับมือกับช่วงเวลาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

  1. การลดลงของราคาที่สำคัญ: ลักษณะสำคัญของตลาดหมีคือการลดลงของราคาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยปกติจะลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้น พันธบัตรหรือหลักทรัพย์อื่น ๆ

  2. ความรู้สึกในแง่ลบแพร่หลาย: ในช่วงตลาดหมี นักลงทุนมีมุมมองในเชิงลบ โดยได้รับแรงกระตุ้นจากความกลัวที่จะขาดทุนเพิ่มเติมความรู้สึกนี้มักนำไปสู่การขายสินทรัพย์จำนวนมากและเร่งให้ราคาลดลง

  3. เศรษฐกิจอ่อนแอ: ตลาดหมีมักเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เช่น การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง กำไร ของบริษัทที่ต่ำลง และอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น

  4. ปริมาณการซื้อขายต่ำ: นักลงทุนมักเลือกที่จะระมัดระวังในช่วงตลาดหมี ซึ่งนำไปสู่การลดลงของกิจกรรมการซื้อขายเพราะหลายคนเลือกถือเงินสดแทนที่จะเสี่ยงกับการขาดทุนเพิ่มเติม

  5. ความผันผวนที่เพิ่มขึ้น: ตลาดหมีมักมาพร้อมกับความผันผวนของราคาที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากทำให้การประเมินว่าตลาดจะกลับมามีเสถียรภาพเมื่อใดเป็นเรื่องที่ท้าทาย

  6. มุ่งเน้นไปที่การลงทุนเชิงป้องกัน: ในช่วงตลาดหมีนักลงทุนจำนวนมากมักเปลี่ยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตร ทองคำ หรือหุ้นที่จ่ายเงินปันผลเพื่อรักษาเงินทุนของตน

 

ช่วงต่าง ๆ ของตลาดหมี (Bear Market)

ตลาดหมีมักเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นโดยแต่ละช่วงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนักลงทุนและแนวโน้มของตลาดที่แตกต่างกันออกไป

 

ช่วงที่ 1: การกระจายสินทรัพย์ (Distribution)

ช่วงแรกของตลาดหมีเริ่มต้นอย่างแผ่วเบา นักลงทุนรายใหญ่ เช่น สถาบันการเงินและบุคคลภายในที่มีข้อมูลเริ่มทยอยขายสินทรัพย์เพื่อเก็บกำไรทำให้ราคาค่อย ๆ ลดลง

ในช่วงนี้นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองในด้านบวกและไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลาดยังดูมีเสถียรภาพแต่เริ่มมีสัญญาณอ่อนแอ เช่น ความกระตือรือร้นในการซื้อขายลดลงและราคาปรับตัวลดลงเล็กน้อย

 

ช่วงที่ 2: การมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Public Participation)

ในช่วงที่สองสาธารณชนเริ่มสังเกตเห็นแนวโน้มขาลงของตลาด ข่าวร้าย เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หรือผลประกอบการของบริษัทที่น่าผิดหวังยิ่งกระตุ้นความกลัวและความไม่แน่นอน

เมื่อมีผู้คนขายสินทรัพย์เพิ่มขึ้นราคาก็ลดลงอย่างรวดเร็วขึ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนเปลี่ยนจากมุมมองในด้านบวกเป็นความกังวล กิจกรรมการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อความตื่นตระหนกเริ่มแพร่กระจาย ช่วงนี้มักเป็นช่วงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดและสร้างความเร่งรีบในหมู่ผู้เข้าร่วมตลาด

 

ช่วงที่ 3: ความตื่นตระหนก (Panic)

ช่วงสุดท้ายของตลาดหมีมีลักษณะเด่นคือความตื่นตระหนกอย่างแพร่หลาย นักลงทุนแห่กันขายสินทรัพย์ของตนแม้ในราคาที่ขาดทุนหนักเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนเพิ่มเติม

ราคาลดลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วแตะระดับต่ำสุดใหม่เมื่อความสิ้นหวังเข้าครอบงำความเชื่อมั่นในตลาดอยู่ในระดับต่ำสุดและการซื้อขายมีความผันผวนสูงมากช่วงนี้มักจะเป็นช่วงที่เข้มข้นที่สุดแต่ก็มักเป็นสัญญาณว่าตลาดใกล้จะสิ้นสุดการลดลงและอาจเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวในไม่ช้า

 

ตลาดกระทิง vs. ตลาดหมี

อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วตลาดหมี (Bear Market) คือช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปกติลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด

ในทางตรงกันข้ามตลาดกระทิง (Bull Market) หมายถึงช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น หุ้น ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวตลาดกระทิงเกิดจากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อัตราการว่างงานต่ำ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่สูง

ในช่วงตลาดกระทิงนักลงทุนมักมองโลกในแง่ดีและเชื่อว่าราคาจะยังคงปรับตัวขึ้นต่อไปความเชื่อมั่นนี้มักส่งผลให้เกิดการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นและความรู้สึกถึงความมั่งคั่งทางการเงินที่กระจายไปทั่วตลาด

 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างตลาดกระทิงและตลาดหมี

แนวโน้มราคา:

  •  ตลาดกระทิง: ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

  • ตลาดหมี: ราคาลดลงอย่างรุนแรงโดยปกติจะลดลงมากกว่า 20%

ความรู้สึกของนักลงทุน:

  • ตลาดกระทิง: มุมมองในด้านบวกและความมั่นใจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการซื้อขาย

  • ตลาดหมี: ความสิ้นหวังและความกลัวครอบงำส่งผลให้เกิดการขายสินทรัพย์อย่างแพร่หลาย

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ:

  • ตลาดกระทิง: สะท้อนถึงการเติบโตของ GDP ที่แข็งแกร่ง อัตราการว่างงานต่ำ และผลกำไรของบริษัทสูง

  • ตลาดหมี: มักเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และผลกำไรที่ลดลง

ความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับ:

  • ตลาดกระทิง: นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นที่มีการเติบโตสูงและผลตอบแทนสูง
  • ตลาดหมี: นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นมักเปลี่ยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตรหรือเงินสด

ระยะเวลา:

  • ตลาดกระทิง: สามารถคงอยู่ได้ยาวนานหลายเดือนหรือหลายปี
  • ตลาดหมี: มักมีระยะเวลาสั้นกว่าแต่ความรุนแรงและความผันผวนจะมากกว่า

 

วิธีการระบุตลาดหมี (Bear Market)

การระบุตลาดหมีเกี่ยวข้องกับการสังเกตสัญญาณและแนวโน้มเฉพาะในตลาดการเงินและเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • การลดลงของราคาที่สำคัญ: ราคาหุ้น ดัชนี หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ลดลงต่อเนื่องมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด

  • ความรู้สึกเชิงลบในตลาด: ความกลัวและความสิ้นหวังแพร่หลายในหมู่นักลงทุน ซึ่งมักสะท้อนจากการขายสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

  • เศรษฐกิจอ่อนแอ: ตัวชี้วัด เช่น GDP ที่ลดลง อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลงมักเกิดขึ้นพร้อมกับตลาดหมี

  • กำไรของบริษัทลดลง: บริษัทต่าง ๆ รายงานผลกำไรที่ลดลงซึ่งทำให้นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นและราคาสินทรัพย์ลดลงอีก

  • ความผันผวนสูง: ตลาดเผชิญกับการแกว่งตัวของราคาที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากโดยแนวโน้มขาลงเป็นตัวกำหนดทิศทางหลัก

  • ปริมาณการซื้อขายลดลง: การลดลงอย่างเห็นได้ชัดของกิจกรรมการซื้อขายเนื่องจากนักลงทุนลังเลที่จะเข้าซื้อในตลาด

 

อะไรเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดตลาดหมี?

ตลาดหมีมักเกิดจากการรวมตัวของปัจจัยต่าง ๆ ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนำไปสู่การลดลงของราคาสินทรัพย์ในระยะยาว

ปัจจัยที่พบได้บ่อยคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เช่น GDP ที่ลดลงหรืออัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งทางการค้า อัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งกดดันค่าครองชีพและลดการใช้จ่ายของผู้บริโภครวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและนโยบายการเงินที่เข้มงวด เช่น การลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะขาลงและสูญเสียความมั่นคงในระยะยาว

 

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหมี (Bear Market)

การลงทุนในตลาดหมีต้องอาศัยความระมัดระวังและการมุ่งเน้นที่การรักษาเงินทุนพร้อมมองหาโอกาสในการเติบโต ต่อไปนี้คือกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ:

  • เน้นหุ้นเชิงป้องกัน: ลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักทำผลงานได้ดีในช่วงเศรษฐกิจถดถอย เช่น กลุ่มสุขภาพ สาธารณูปโภค และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

  • กระจายพอร์ตการลงทุน: ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น พันธบัตร ทองคำ และเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง

  • ลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผล: บริษัทที่จ่ายเงินปันผลสามารถสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงแม้ว่าราคาหุ้นจะลดลง

  • ใช้กลยุทธ์ Dollar-Cost Averaging: ลงทุนเป็นจำนวนเงินที่คงที่ในช่วงเวลาที่สม่ำเสมอ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนในระยะยาว

  • มองหาโอกาสในหุ้นที่มีมูลค่าต่ำ: เลือกบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งแต่มีราคาต่ำลงเนื่องจากภาวะตลาดขาลง

  • รักษามุมมองระยะยาว: หลีกเลี่ยงการขายเพราะความตื่นตระหนกและมุ่งเน้นเป้าหมายทางการเงินระยะยาวโดยเข้าใจว่าตลาดหมีเป็นสถานการณ์ชั่วคราว

 

รูปแบบกราฟขาลงที่ควรจับตา

ต่อไปนี้คือรูปแบบกราฟขาลงที่สำคัญที่ควรสังเกต:

 

Double Top

กราฟ double top แสดงถึงยอดสองจุดที่ระดับราคาใกล้เคียงกัน ซึ่งบ่งบอกถึงแนวต้านและความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับตัวลดลงในอนาคต

 

Descending Triangle

รูปแบบกราฟ descending triangle แสดงถึงเส้นแนวรับที่เป็นเส้นตรงและเส้นแนวต้านที่ลาดลงซึ่งบ่งบอกถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงต่อไป

 

Bearish Flag

รูปแบบ bearish flag มีลักษณะเป็นการพักตัวของราคาที่ปรับขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น (ตัวธง) หลังจากราคาลดลงอย่างรุนแรง (เสาธง) ซึ่งมักบ่งบอกถึงความต่อเนื่องของแนวโน้มขาลง

 

Evening Star

รูปแบบ evening star ประกอบด้วยกราฟแท่งเทียนสามแท่งโดยแท่งแรกเป็นแท่งขาขึ้นขนาดใหญ่ตามด้วยแท่งเล็กที่มีตัวเทียนขนาดเล็กและปิดท้ายด้วยแท่งขาลงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการ กลับตัวของแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลง

 

ประโยชน์และความเสี่ยงของการลงทุนในช่วงตลาดหมี

 

ประโยชน์

  • ซื้อในราคาที่ต่ำลง: หุ้นคุณภาพจำนวนมากมักมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงในช่วงตลาดหมี ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่า

  • อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงขึ้น: ราคาหุ้นที่ลดลงมักทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่นักลงทุน

  • โอกาสเติบโตในระยะยาว: การลงทุนในช่วงขาลงช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสทำกำไรเมื่อตลาดกลับมาฟื้นตัว

  • คัดกรองบริษัทที่อ่อนแอ: ตลาดหมีมักเผยให้เห็นบริษัทที่บริหารจัดการไม่ดีช่วยให้นักลงทุนสามารถมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น

 

ความเสี่ยง

  • ราคาที่อาจลดลงต่อเนื่อง: ราคาสินทรัพย์อาจลดลงต่อไปหลังจากการลงทุนซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุนในระยะสั้น

  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตเศรษฐกิจมักมาพร้อมกับตลาดหมีซึ่งเพิ่มความผันผวนและความไม่แน่นอน

  • สภาพคล่องลดลง: การขายสินทรัพย์ในช่วงตลาดขาลงอาจทำได้ยากขึ้นและอาจต้องยอมรับการขาดทุนมาก

  • การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์: ความกลัวและความไม่แน่นอนสามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ขาดการไตร่ตรองและส่งผลกระทบต่อเป้าหมายในระยะยาว

 

บทสรุป

ตลาดหมีอาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายแต่ก็เปิดโอกาสให้กับนักลงทุนที่มีความอดทนและวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด การเข้าใจช่วงต่าง ๆ ของตลาด การระบุรูปแบบสำคัญและการนำกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมมาใช้สามารถช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงขาลงได้อย่างมั่นคงแม้ความเสี่ยงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่การติดตามข้อมูลและมุ่งเน้นเป้าหมายระยะยาวสามารถสร้างความแตกต่างได้ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน

ติดตาม XS เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกด้านการเทรดเพิ่มเติม!

สรุปเนื้อหาด้วย AI

พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

no-risk
Calculator Icon
เครื่องคำนวณการเทรด

คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง

Converter Icon
หน้าแปลงสกุลเงิน

แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด

Glossary Icon
คลังคำศัพท์การเทรด

รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

ขึ้นอยู่กับมุมมอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่เนื่องจากราคาที่ลดลง แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ตลาดหมีคือช่วงเวลาที่ราคาหุ้นลดลงอย่างมาก โดยปกติลดลงมากกว่า 20% ในระยะเวลานาน ซึ่งทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความกังวล

ตลาดหมีโดยทั่วไปกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่เดือนจนถึงสองสามปีโดยเฉลี่ยประมาณ 10–14 เดือน

ไม่เหมือนกันแต่ทั้งสองมักเกิดขึ้นพร้อมกันตลาดหมีหมายถึงการลดลงของราคาหุ้นขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหมายถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เช่น GDP ที่ลดลงและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น

แบ่งปันบล็อกนี้:
Risk Warning Icon

เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

เรียนรู้เพิ่มเติม

วิธีอ่านกราฟแท่งเทียนมือใหม่ ปี 2026 (ฉบับปูพื้นฐาน)

กราฟแท่งเทียน คืออะไร? กราฟแท่งเทียน คือ ราคาที่มีการสรุปมาในแบบแท่งเทียน ไม่ว่าจะเป็น ไส้เทียน ตัวเทียน ล้วนแล้วเป็นราคาทั้งหมด แล้วแท่งเทียนนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? แท่งเทียนเกิดขึ้นจากเหล่านักเทรด นักลงทุนรายเล็ก รายใหญ่ กองทุน ธนาคาร สถาบัน และ องค์กรที่เกี่ยวกับการเงินต่างๆ นำเงินเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ จากนั้นระบบตลาดก็จะมีการจับคู่ราคาซื้อขายกัน รวบรวมราคาตามช่วงเวลาที่มีจำนวนเงินเข้ามา และวาดออกมาเป็นแท่งเทียน เพื่อให้ผู้ที่นำเอาเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ หรือ นักลงทุนทุกๆ...

Itsariya Doungnet 23 มกราคม 2026

แพทเทิร์นรูปแบบธงกระทิง : ความหมาย ตัวอย่าง และเคล็ดลับการเทรด

แพทเทิร์นธงกระทิงเป็นรูปแบบต่อเนื่องในทิศทางกระทิง(ขาขึ้น) ที่บ่งบอกถึงการหยุดพักชั่วคราวในแนวโน้มขาขึ้นก่อนที่จะมีการทะลุแนว บทความนี้จะแนะนำพื้นฐานของรูปแบบธงกระทิงรวมถึงการก่อตัว วิธีการระบุ และกลยุทธ์การเทรดที่ใช้งานได้จริง สาระสำคัญ รูปแบบธงกระทิงให้จุดเข้าซื้อและขายที่ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนและดำเนินการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบธงกระทิงสามารถใช้ได้ในตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ฟอเร็กซ์ หรือสกุลเงินดิจิทัล รูปแบบธงกระทิงคืออะไร? แพทเทิร์นรูปแบบธงกระทิง (Bull Flag) คือ รูปแบบการเคลื่อนไหวเชิงบวกที่บ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง โดยเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวขาขึ้นและแสดงถึงการหยุดพักชั่วคราวก่อนที่แนวโน้มจะกลับมาอีกครั้ง รูปแบบนี้แสดงให้เห็นว่าโมเมนตั้ม กระทิง(ขาขึ้น) เริ่มแรกมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อหลังจากช่วงของการปรับฐานระยะสั้นการเข้าใจรูปแบบนี้สามารถเพิ่มโอกาสในการระบุโอกาสในการเทรดทำกำไร ได้อย่างมาก เนื่องจากรูปแบบนี้มักจะเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ตำแหน่งซื้อ (long positions)...

XS Editorial Team 13 กันยายน 2024
scroll top