ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
Falling Wedge Pattern คือ รูปแบบกราฟแท่งเทียนที่นักเทรดควรรู้! บ่งบอกสัญญาณกลับตัวและการเคลื่อนที่ไปต่อของราคา ช่วยให้คุณหาจุดเข้าและจุดออกได้ง่ายขึ้น คุณจะเห็นกราฟนี้ก่อตัวขึ้นในช่วงกราฟกำลังเคลื่อนที่อยู่ในเทรนด์ขาลง พร้อมที่จะทะลุออกจากเส้นแนวต้านแล้วกลับขึ้นไป
Falling Wedge Pattern คือ เครื่องมือที่นักเทรดใช้เป็น สัญญาณการกลับตัวของราคา เหมาะกับนักเทรดที่ใช้หลักการวิเคราะห์จาก Price action หลายคนที่เพิ่งรู้จักกับกราฟรูปแบบนี้ ก็อาจจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับ Rising Wedge
แต่อันนี้จริงแล้ว ทั้งสองรูปแบบนี้มีความหมายต่างกัน เพื่อไม่ให้คุณสับสนในการใช้งาน Falling Wedge Pattern เราจะมาอธิบายทั้ง ความหมาย การใช้งาน และ ความแตกต่างอื่นๆ ที่นักเทรดจำเป็นต้องรู้กันต่อในบทความนี้
Falling Wedge Pattern คือ กราฟสะท้อนของแรงขายที่อ่อนล้า ผู้ซื้อเริ่มมั่นใจเข้าตลาด
Falling Wedge Pattern คือ แพตเทิร์นสัญญาบ่งบอกการกลับตัวขาขึ้น
Falling Wedge Pattern มักจะเกิดขึ้นเมื่อราคามีแรงขายลดลงเรื่อยๆ แล้วแรงซื้อกำลังสะสมขึ้นเรื่อยๆ
Falling Wedge Pattern เป็นรูปแบบของ Price action ที่สามารถวิเคราะห์ได้ผ่านกราฟ และ รอสัญญาณการยืนยันด้วย Breakout และ Retest
Falling Wedge Pattern คือ สัญญากราฟขาขึ้น ที่มีอีกชื่อเรียก คือ ลิ่มขาลง หรือ Descending Wedge ที่เป็นตัวช่วยสำหรับนักเทรดสายเทคนิค รูปแบบกราฟนี้ บ่งบอกว่า แรงขายเริ่มจะอ่อนแรงลง แรงซื้อกำลังเริ่มเข้ามาแต่ก็ยังลังเล จนราคากดลงมาถึงจุดต่ำสุด
จากนั้นราคามีการพลิกขึ้น จากแรงซื้อที่พุ่งเข้ามาในช่วงสุดท้าย เมื่อนักลงทุนแน่ใจแล้วว่า แรงขายได้อ่อนลงถึงจุดต่ำสุด เทคนิคการใช้งานรูปแบบกราฟ Falling Wedge Pattern จะช่วยให้นักเทรดสาย Price action เห็นช่องทางในการเข้าเทรดได้ง่ายขึ้น
Falling Wedge Pattern คือ สัญญาณ “การกลับตัวขาขึ้น” แล้วเราสามารถสังเกตรูปแบบกราฟนี้ได้อย่างไร เรามาดูกันต่อเลยค่ะ
เริ่มแรกให้สังเกตการก่อตัวของ รูปแบบลิ่มขาลง เฉพาะในช่วงเทรนด์ตลาดขาลง
แนวกราฟจะมีขนาดแคบลงระหว่างแนวรับและแนวต้าน แล้วทะลุออกมาไปทิศทางแนวโน้มใหม่
เราสามารถใช้ Trendline ในการร่างแนวรับ และ แนวต้าน ไว้ที่รูปแบบของตัวกราฟ เพื่อเชื่อมจุดต่ำสุดและจุดสูงสุด
หากเส้นลาดลงเป็นคู่ขนานเข้ามากัน จากขาลง ก็มีแนวโน้มว่า นี่จะเป็น รูปแบบกราฟ Falling Wedge Pattern ที่อีกไม่นาน ก็จะ Breakout ออกมาแล้ว กลับตัวขึ้น
รูปแบบลิ่มล้ม หรือ รูปแบบลิ่มขาลงนี้ เกิดจากการที่ราคาอยู่ในขาลงมาระยะหนึ่ง แล้วเริ่มมีการบีบเข้าหากัน แสดงให้เห็นว่า แรงขายเริ่มหมดลง จากนั้นก็จะเกิด การเบรกเอาต์ของ Falling Wedge ไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน
รูปแบบ Falling Wedge แบบกลับตัว มักจะเห็นในช่วงขาลง
ซึ่งจะมีการแกว่งตัวที่แคบลง บ่งบอกว่าแรงขายเริ่มลดลง
มีลักษณะรูปแบบคล้ายกับลิ่ม ซึ่งกราฟจะลงต่อจนถึงจุดต่ำสุด
จากนั้นก็จะทำการ Breakout ออกจากแนวรับและแนวต้าน แล้วกราฟจะปรับตัวขึ้นไปในทางตรงกันข้าม
Falling Wedge ที่เป็นรูปแบบต่อเนื่องนี้
มักจะเกิดขึ้นในแนวโน้มกราฟไซด์เวย์ หรือ กราฟที่เคลื่อนตัวไปด้านข้าง
กราฟจะแกว่งตัวแคบลง เหมือนจะปรับตัวลง แต่เป็นเพียงแค่การพักตัวเท่านั้น
สุดท้ายก็จะทำการ Breakout ออกจากเส้นแนวรับและแนวต้าน จากนั้นก็กลับตัวขึ้นไปต่อ
เมื่อเราเห็นรูปแบบการสังเกต Falling Wedge Pattern แล้ว เข้าใจลักษณะของรูปแบบกราฟลิ่มแล้ว ตอนนี้เราจะรวบรวมหลักการที่เราอธิบายไว้ข้างต้นมาเทรดกันต่อเลย
ก่อนอื่นให้วิเคราะห์ภาพรวมตลาดก่อนว่า ตอนนี้เทรนด์อยู่ในขาขึ้น หรือ ขาลง
หากกราฟอยู่ในแนวโน้มขาลง ก็ร่างเทรนด์ไลน์ที่จุดสูงสุด เพื่อสร้างแนวต้าน แนวจุดต่ำสุดเพื่อสร้างแนวรับ
จากนั้นให้เรารอ Breakout
รอ Retest บนแนวต้าน
เข้า Enter Buy
วาง Stop Loss ไว้ที่จุดต่ำสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น
Target เราจะวัดจาก 1 เท่าของรอบ Swing รอบแรก
สังเกตุเมื่อกราฟเริ่มเคลื่อนตัวไปด้านข้าง หรือ ช่วงพักตัว
ใช้เทรนด์ไลน์ลากกรอบระหว่างการเคลื่อนตัวของกราฟ เพื่อสร้างแนวรับแนวต้าน
เมื่อรูปแบบกราฟแคบลง จะมีการ Breakout ขาขึ้น
เรารอการ Retest ก่อน
รอเข้า Buy
Stop Loss ไว้ที่ จุดต่ำสุดที่ช่วงราคาแกว่งลงที่เพิ่งเกิดขึ้น
Take profit ที่เท่ากับจุดสูงสุดก่อนหน้า
เราจะมายกตัวอย่าง รูปแบบ Falling Wedge จากตลาดเทรดจริงอย่าง AUD/CAD เพื่อให้คุณได้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น เรามาดูคำอธิบายกันต่อเลยค่ะ
จากในภาพตัวอย่างของตลาด Forex เราจะเห็นได้ว่า แนวโน้มตลาดตอนนี้เป็นขาลง ให้เราร่างเส้นเทรนด์ไลน์ร่าง แนวรับ และ แนวต้านกันไว้ก่อน เพื่อระบุจุด Breakout ซึ่งเมื่อเส้นในกรอบที่เราวาดดูแคบลง
เราก็สังเกตได้ว่า แรงขายเริ่มลดลง แรงซื้อก็จะเริ่มสะสมตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีการปรับตัวขึ้น ตรงจุดทะลุเส้น
เราจะรอ Retest กันก่อน จากนั้นให้เราเข้า Buy ได้เลย สำหรับการการตั้ง Stop Loss ตรงนี้ เราก็จะตั้งไว้ที่จุดต่ำสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่วน Take profit ตั้งไว้ 1 เท่าของแรง Swing หรือ เมื่อเราเห็นว่ากราฟเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
นักเทรดหลายคนสับสนระหว่าง Falling Wedge กับ Rising Wedge แล้วทั้งสองรูปแบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เรามาดูกันต่อเลยค่ะ
Falling Wedge Pattern
Rising Wedge Pattern
รูปแบบกราฟ Falling Wedge บ่งบอกถึงแนวโน้มกลับตัวขาขึ้น
รูปแบบกราฟ Rising Wedge บ่งบอกถึงแนวโน้มกลับตัวขาลง
กราฟ Falling Wedge นี้ บ่งบอกว่าแรงขายเริ่มลดลงเรื่อยๆ
ส่วน Rising Wedge บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงลงไป
เมื่อกราฟขาลงมีระดับแรงขายลดลง ก็พร้อมจะเด้งขึ้นกลับไป
หากกราฟขาขึ้นมีแรงซื้อลดลง ก็พร้อมที่จะเด้งลงต่อไป
เรามาดูกันว่า การเทรดด้วยเทคนิคดูกราฟลิ่งลง หรือ Falling Wedge จะมีเทคนิคอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้คุณสามารถเทรดได้มีประสิทธิภาพมาขึ้นกว่าเดิม
การเทรดรูปแบบ Falling Wedge ควรร่างเทรนด์ไลน์ เพื่อยืนยันด้วยรูปแบบการวิเคราะห์ลักษณะของ ลิ่มขาลง อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
รูปแบบของเส้นจะต้องมีระยะที่แคบลง ระหว่างแนวรับ และ แนวต้าน จากเทรนด์ขาลงก่อนหน้า
เราควรรอจุด Breakout ที่ชัดเจนว่า รูปแบบกราฟนั้นจะมีกราฟกลับตัวไปเป็นแนวโน้มขาขึ้น
ให้คุณวาง Stop Loss ที่จุดต่ำสุดของจุดต่ำสุดที่เพิ่งเกิดก่อนหน้า และ Take Profit ที่ 1 เท่าของจุดแกว่งตัวของราคา หรือ จนกว่าราคาเริ่มเปลี่ยนแนวโน้มทิศทาง
เรามาดูประโยชน์และข้อจำกัดของการซื้อขายรูปแบบ Falling Wedge กันต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดที่ผิดพลาด ซึ่งนักเทรดสามารถพิจารณาได้จากรายละเอียดด้านล่างนี้
ข้อดี
ข้อเสีย
Falling Wedge คือ รูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดสินทรัพย์
รูปแบบอาจจะมีความซับซ้อนในบางครั้งสำหรับนักเทรดมือใหม่
รูปแบบกราฟลิ่มช่วยให้นักเทรดเห็นโอกาสในการเข้าเทรดได้ง่ายขึ้น
อาจจะมีสัญญาณหลอกที่จุด Breakout ในบางครั้ง
เป็นรูปแบบที่ใช้งานได้ง่าย และ มีการตั้ง Stop Loss ที่ค่อนข้างแม่นยำ
นักเทรดอาจจะต้องใช้ Indicator อื่นๆ ร่วมกับรูปแบบแพทเทิร์นนี้ เพื่อยืนยันสัญญาณ
ช่วยให้นักเทรดสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี
Falling Wedge Pattern คือ เครื่องมือทางเทคนิคสำหรับนักเทรด ที่ต้องการเครื่องมือบ่งบอกสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มราคา การทำความเข้าใจ เป้าหมายของรูปแบบ Falling Wedge และ วิธีการใช้งานอื่นๆ จะช่วยให้คุณนำเอาสัญญาณนี้ ปรับเข้าใจร่วมกับกลยุทธ์การเทรดของคุณได้ดีขึ้น
การใช้รูปแบบ Falling Wedge Pattern ในการเทรดนั้น คุณจะต้องรอสัญญาณยืนยันก่อนเข้าเทรดทุกครั้ง นอกจากนี้แล้วก็ควรมีการตั้งจุด Stop Loss และ Take Profit ไว้ทุกครั้งที่เข้าเทรด การวาง Risk to reward ไม่ควรเกิน 1:2 หมายความว่า เสี่ยง 1% และ กำไร 2% เพื่อการเทรดที่ยั่งยืน
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
Falling Wedge Pattern ที่เป็นแบบกลับตัว จะเกิดขึ้นช่วงกราฟขาลงก่อนหน้า จากนั้นจะมีการกลับตัวขึ้น ส่วน Falling Wedge ต่อเนื่อง มักจะเกิดขึ้นช่วงกราฟเคลื่อนตัวไปด้านข้างค่ะ มักจะทะลุ แล้วขึ้นต่อ
รูปแบบกราฟลิ่มขาลงนี้มีความแม่นยำในระดับนึงเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเราควรตรวจสอบลักษณะรูปแบบ และ รอสัญญาณยืนยันก่อนทุกครั้ง ไม่ควรเข้าเทรดเลยทันที
กราฟ Falling Wedge บ่งบอกว่า ตอนนี้กราฟกำลังอยู่ขาลง แล้วแรงขายเริ่มจะลดลง หรือ หมดลงในที่สุดที่จุดต่ำสุดของกราฟ จากนั้นแรงซื้อก็กำลังก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกราฟทะลุแรงขายก่อนหน้าแล้วกลับตัวขึ้น
หากเราเห็นกราฟกำลังลงมาเป็นขั้นบันได ที่มีการแกว่งตัวแคบลงเรื่อยๆ นี่ก็เป็นตัวยืนยันว่า คุณเห็นรูปแบบ Falling Wedge Pattern จากนั้นให้เรารอจุด Breakout และ รอจุด Retest ก่อนที่เราจะเข้าซื้อค่ะ
คุณสามารถเลือกใช้ Indicator กับรูปแบบนี้ได้หลากหลาย เช่น RSI, MACD, Oscillator หรือจะเป็น Bollinger Bands ค่ะ ซึ่งแต่ละตัวก็จะช่วยให้คุณเห็นแรงบีบตัวของราคา
กราฟราคาจะดันทะลุแนวต้านขึ้นไป และ มักจะพร้อมกับปริมาณแรงซื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามควรรอให้เกิด Swing แรกทะลุขึ้นไปก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า ราคากลับตัวเป็นขาขึ้นจริงๆ แล้วค่อยเข้าซื้อเมื่อราคากลับมา Retest อีกครั้ง
Itsariya Doungnet
SEO Content Writer
อิสสริยา ดวงเนตร เป็นนักเขียนคอนเท้นต์ SEO ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้ เรื่องตลาดเทรด และ การลงทุน เน้นสไตล์การเขียนที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และเนื้อหาความรู้จัดเต็ม พร้อมกับการผสมผสานเทคนิค SEO ที่ช่วยให้ผู้อ่านค้นหาบทความได้ง่าย อย่าลืมติดตามกันนะคะ
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
Rising Wedge คืออะไร? Rising Wedge คือ รูปแบบกราฟที่ช่วยให้นักเทรดสามารถรู้แนวโน้มราคาลงได้ ถ้าคุณเจอรูปแบบ Rising Wedge ปรากฎขึ้นในขณะที่กราฟกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็เป็นการบ่งบอกถึงขาลง แต่หากคุณเห็นในช่วงจังหวะขาลง ก็จะบ่งบอกได้ว่า กราฟพักตัวและจะลงต่อ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดระยะสั้น Scalping, นักเทรดรายวัน หรือ จะเป็นนักลงทุนระยะยาว การที่คุณเข้าใจรูปแบบนี้ ก็จะช่วยให้คุณวิเคราะห์การเทรดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ลักษณะ Rising...
ROE คืออะไร? ROE คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากเงินทุน ที่ผู้ถือหุ้นลงทุนเข้ามา บริษัทจะเริ่มต้นด้วย การระดมทุนจากผู้ถือหุ้น (Equity) เพื่อนำไปสร้างทรัพย์สิน (Asset) ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ สร้างรายได้ (Revenue) หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รายได้ที่เหลือคือ อัตรากำไรสุทธิ หากบริษัทไม่จ่ายเงินปันผล กำไรส่วนนี้จะถูกสะสม และเพิ่มเข้าไปในส่วนของผู้ถือหุ้น ทำให้ทุนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าบริษัทขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น ก็จะลดลงตามไปด้วย...
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงช่วงค่าเฉลี่ย RSI อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของคุณได้ Relative Strength Index (RSI) คือโมเมนตัมออสซิลเลเตอร์ที่วัดความเร็วและการเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของราคาในระดับ 0 ถึง 100 ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์ทราบว่าตลาดนั้นมีการซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป โดยให้เบาะแสเกี่ยวกับการกลับตัวของราคาที่เป็นไปได้ ดังนั้น ด้วยการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงช่วงค่าเฉลี่ย RSI เป็นอย่างดีคุณจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาด ระบุโอกาสในการทำกำไร และตัดสินใจซื้อขายโดยมีข้อมูลมากขึ้น! สาระสำคัญ การเปลี่ยนช่วงค่าเฉลี่ย RSI เกิดขึ้นเมื่อ RSI เคลื่อนจากช่วงหนึ่งไปยังอีกช่วงหนึ่งซึ่งส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทิศทางของตลาด RSI...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ