ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
Money Management (MM) คือ การบริหารเงินทุนในการเทรดที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ สามารถใช้ได้กับทุกตลาดหลักทรัพย์ เช่น ตลาดคริปโต, หุ้น และ Forex ช่วยกำหนดระดับความเสี่ยงในการเข้าเทรดแต่ละครั้งเพื่อลดโอกาสล้างพอร์ต
เรื่องเงินๆ ทองๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญ แน่ล่ะ การที่เราจะทำการลงทุนอะไรบางอย่าง ก็ควรศึกษาก่อนที่จะลงทุน เพื่อการวางแผนและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
แล้ว MM คืออะไร ทางการเงิน? ทำไมถึงสำคัญ?
MM คือ รูปแบบการจัดการเงินทุนที่นักเทรดและนักลงทุน ควรทำความเข้าใจเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และควบคุมขนาดความเสี่ยงต่อการเทรด เพื่อมุ่งเน้นการเติบโตของพอร์ตลงทุนในระยะยาว หากคุณเพิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับหลักการ Money Management เป็นครั้งแรก เรามาเรียนรู้กันไปพร้อมๆ กันในบทความนี้ได้เลยค่ะ
นักเทรดที่ประสบความสำเร็จและยืนในตลาดได้นานที่สุดไม่ใช่คนที่ทำนายตลาดได้แม่นที่สุด แต่คือคนที่บริหารความเสี่ยงด้านการเงินได้ดีที่สุด
MM คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนและนักเทรด
MM ช่วยลดความเสี่ยงจากการล้างพอร์ต และ ประเมินความเสี่ยงที่คุณรับได้
MM สามารถใช้ได้กับทุกตลาดทางการเงิน เช่น Forex, คริปโต และ หุ้น
Money Management หรือ MM คือ การบริหารเงินทุนและความเสี่ยง ทั้งในบัญชีเทรดและบัญชีลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียครั้งใหญ่และรักษาเงินทุนในระยะยาว ทำให้พอร์ตของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการจัดการเงินทุนก็มีหลากหลายเส้นทางด้วยกัน เรามาอ่านกันต่อเลย
นักลงทุนหุ้นหลายคนที่ได้กำไรอย่างเสมอมา ก็อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการเงินทุน นี่จึงอาจทำให้นักลงทุนสูญเสียการความควบคุมในการบริหารทางการเงินก็เป็นได้ เรามาดู ความสำคัญ Money Management ของการเทรดกัน
MM ช่วยป้องกันการสูญเสียที่เกินความจำเป็นจากการเทรดและการลงทุน
MM ช่วยใน การวางแผนการเทรด, Stop loss และ Risk reward
MM ช่วยส่งผลต่อความสำเร็จระยะยาวทั้งในการเทรดและพอร์ตโฟลิโอ
Money Management และ Risk Management เป็นคำที่นักเทรดหลายคนได้ยินบ่อยในด้านการลงทุนและการเทรด ทั้งสองแนวคิดนี้มีความสำคัญที่คุณจำเป็นจะต้องเข้าใจในความแตกต่างด้วยเช่นกัน
หัวข้อ
Money Management
Risk Management
โฟกัส
การบริหารด้านการเงินทั้งหมดในพอร์ต
การควบคุมความเสี่ยงของแต่ละเทรด
เป้าหมาย
เพื่อจัดสรรเงินในพอร์ต
เพื่อจำกัดการขาดทุน
ตัวอย่าง
เลือกใช้เงิน 5% ต่อการเทรด
เลือกเสี่ยงเพียงแค่ 1% ต่อการเทรด
เครื่องมือ
ใช้การจำกัด Position sizing
ใช้ Risk to Reward และ Stop-Loss
กลยุทธ์ MM ใน Forex ได้รับความนิยมเช่นกัน เพื่อเป็นการรักษาเงินทุนในพอร์ตที่คุณมี นักเทรดมืออาชีพหลายคนเลือกเทรดเท่ากับหรือไม่เกิน 1% ต่อการเทรด 1 ครั้ง นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียทั้งหมดจากการเทรด
ส่วนมาก มือใหม่ มักจะพลาด กันตรงนี้เปิด Lot ใหญ่เกินไป เพราะอยากเห็นกำไรไว แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงจะต้องอยู่ในกรอบที่คุณรับได้ และไม่ลืมใส่ Stop Loss ไว้ทุกครั้ง
การจัดการความเสี่ยงในการเทรด คริปโต ก็คล้ายๆ กับ ฟอเร็กซ์ เพียงแต่ในตลาดคริปโตประเภท Futures หรือ Margin จะมี Leverage ให้เลือก ซึ่งหากคุณเลือก 20x ก็มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไปตามที่คุณเลือก หากคุณไม่ต้องการสูญเสียเงินทุนในตลาดที่มีความผันผวนสูง ก็อย่าลืมประเมินความเสี่ยงกันก่อนเข้าเทรดนะคะ
สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นจัดการบริการทางด้านการเงิน Risk Management คุณสามารถทำตามหลักการ MM พื้นฐานได้ตามนี้
เริ่มด้วยกำหนดขนาดล็อตที่เหมาะสมกับบัญชี
คุณจำเป็นต้อง การตั้ง Stop Loss และ Take Profit เพื่อลดความเสี่ยง
อย่าลืมจำกัด % การจัดการความเสี่ยงต่อการเทรด
อย่าลืมประเมิน Risk reward ratio ด้วยเช่นกัน
จริงๆ แล้วการใช้ MM ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เรามาดูกันต่อดีกว่าเราจะเริ่มต้นการใช้งานยังไง?
เราไม่ควรเทรดคู่เงินที่ไปทิศทางเดียวกันหลายๆ คู่ เช่น EURUSD และ GBPUSD มักเคลื่อนไหวในทิศทางคล้ายกัน อาจทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตเพิ่มขึ้น
หากคุณเทรดแพ้หลายครั้งต่อกัน โอกาสที่จะทำเงินกลับมาเท่าเงินทุนเดิมก็เริ่มยากขึ้น เช่น ขาดทุน 50% จำเป็นต้องทำกำไรกลับมา 100%
Reward to Risk Ratio บ่งบอกความคุ้มค่าในการลงทุน ทั่วไปแล้วจะใช้ R:R อยู่ที่ 1:2 หรือ 1:3
เลือก Position sizing ที่เหมาะสมกับเงินทุนของคุณ
รู้ก่อนล้างพอร์ตตัวเอง เริ่มด้วยการคำนวณขนาดพอร์ตก่อน ตามนี้ ความเสี่ยงที่รับได้ ÷ (Stop loss pips × pip value)
MM Strategy คือ เทคนิคบริหารเงิน ที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกคน เรามาดูกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมกันต่อเลย
Fixed Fractional Method คือ เทคนิคที่คุณสามารถกำหนดความเสี่ยงต่อออเดอร์ได้ เช่น 1-2% ของพอร์ด
Fixed Ratio Method คือ เทคนิคเน้นความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่ม Lot และกำไรสะสม เมื่อพอร์ตคุณได้รับกำไรตามเกณฑ์กำหนด ก็ค่อยเพิ่มขนาดล็อตขึ้นไปอีก
Martingale เป็นกลยุทธ์ความเสี่ยงสูง ที่จะเพิ่ม Lot เมื่อมีการขาดทุน แต่จะจำกัดจำนวนรอบแทน
การผสม เทคนิค Money Management กับ เทคนิคการเทรด เช่น การใช้ Stop Loss และ Take Profit ตามโครงสร้างราคา ทำให้ MM มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อที่ให้นักลงทุนสามารถเห็นความเสี่ยงแต่ละออเดอร์อย่างชัดเจนมาขึ้น เราสามารถประเมิน risk per trade ได้ตามการคำนวณความเสี่ยงตามสูตรนี้
สูตร MM : (จำนวนเงินที่เสี่ยง/เงินทุนทั้งหมด) × 100
เมื่อทราบระดับเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว เราถึงจะมาหาขนาดล็อตกันต่อ เพื่อให้การตั้งค่า Stop Loss ตรงตามกับระดับความเสี่ยงที่คุณกำหนด
ตัวอย่างเช่น
หากคุณยอมเสี่ยงการเดิมพัน 1% ของพอร์ต คุณก็สามารถคำนวณย้อนกลับไปว่า ขนาดล็อตเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมเพื่อให้ผลขาดทุนไม่เกิน 1% ของพอร์ต
เรามาดูตัวอย่างการใช้ Money Management ด้วยการกำหนด Position Sizing กัน เพื่อให้นักเทรดสามารถทำความเข้าใจได้ละเอียดมากขึ้น
สมมุติว่าคุณมีเงินทุนในพอร์ตอยู่ 1,000,000 บาท
Position ที่คุณถือได้คือ 1,000,000 บาท /200,000 บาท = 5 ตัว
เลือก Stop-loss 2% ของพอร์ต คือ 20,000 บาท
หมายความว่า
คุณจะขาดทุนต่อหุ้นได้ไม่เกิน 20,000 บาท
หากคุณขาดทุนไป 20,000 ก็เพียงแค่ต้องทำกำไรกลับ 2.04% ถึงจะเท่าทุนเดิม
นี่ก็ถือว่า ฟื้นตัวได้ง่าย
ยิ่งพอร์ตขาดทุนลึกมากเท่าไหร่ ก็จะทำกำไรกลับเท่าทุนยากขึ้นเท่านั้น ตามตารางนี้เลย
ขาดทุน
กำไรที่ต้องทำกลับเท่าทุน
2%
2.04%
5%
5.25%
7%
7.53%
10%
11.1%
20%
25%
40%
66.7%
70%
233%
อีกอย่างที่นักเทรดมองข้าม คือ กฎ MM ที่จะช่วยให้คุณทำตามหลักเกณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเสียเวลา และเพื่อความปลอดภัยของพอร์ตคุณเอง เรามาดูกันต่อเลย
กฎเหล็กข้อแรก จำไว้เลยว่า เราไม่ควรเสี่ยงเกิน 2%
มองหา Risk Reward Ratio ที่คุ้มค่า ทั่วไปแล้วเราแนะนำ 1:2
เปิด Lot ให้พอดีกับเงินทุนที่มี ไม่ควรเปิด Lot ใหญ่เกิน
ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะมืออาชีพ หรือเซียนเทรด ก็ห้ามมองข้าม
อย่าเทรดบ่อย วันนึงเข้าเทรดเพียงแค่ 2-3 ครั้งก็พอ ถ้าเสียทุกตา ก็ให้หยุดไปก่อน แต่ทั้งนี้แล้วก็ควรพิจารณาจากกลยุทธ์ของนักเทรดเอง
การบริหารการเงินที่ไม่เป็นระบบ ส่งผลทำให้เกิด trading mistakes เพราะอาจจะทำให้การเทรดมีความเสี่ยงเกิน
ไม่มีการตั้ง Stop Loss ก็ส่งผลให้คุณขาดทุนเช่นกัน เพราะไม่มีจุดจำกัดค่าขาดทุนที่ชัดเจน
เมื่อคุณขาดการวางแผนเงินทุน ไม่มีการวางแผนเทรดอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ยากในการควบคุม
MM แบบสุ่ม หรือ ไม่เป็นระบบ หรือ money management pitfalls อาจส่งผลให้คุณเสียพอร์ตลงทุนทั้งหมดได้
MM คือ ตัวช่วยในการควบคุมความเสี่ยง การบริหารทางการเงิน ทั้งสำหรับนักเทรดและนักลงทุน เพราะแน่นอนว่าหลายครั้งเราต้องการเทรดให้ได้กำไรเร็ว แต่แน่นอนว่า ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้อย่างที่คาดหวังเสมอไป
แม้ว่านักเทรดมืออาชีพที่มีอัตราชนะเทรดสูง ก็ยังจำเป็นต้องทำการประเมินความเสี่ยงทุกครั้ง หากคุณมีวินัยในการฝึกฝนการบริหารการเทรดไปพร้อมกับแนวคิด MM ก็ยิ่งจะช่วยให้คุณสามารถใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
กฎ 2% เป็นวิธีที่จะช่วยกำหนดจำนวนเงินที่จะลงทุนแต่ละตัว คุณเสี่ยงได้สูงสุดไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
หากคุณเข้าใจ Money Management คุณก็จะเข้าใจการบริหารด้านการเงินอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและการเทรดไปได้เยอะทีเดียว
คุณสามารถกระจายความเสี่ยงการเทรด Forex ได้ง่ายๆ เพียงคำนวณ Lot และ ตั้งค่า Stop Loss และ Take Profit ตามค่าคำนวณ Lot และ เงินทุน ก็จัดว่าเป็นแนวทาง MM แล้ว
ก่อนอื่นให้กำหนดจำนวนเงินที่เรายอมขาดทุนได้ จากนั้นนำจำนวนเงินที่เสี่ยงขาดทุน มาหารด้วยส่วนต่างระหว่างราคาที่เข้า (Entry price) กับราคาตัดขาดทุน (Stop Loss) ก็จะได้จำนวนหุ้นที่เหมาะสมในการลงทุน
MM ย่อมาจาก Money Management หรือการบริหารทางการเงิน ที่เราใช้ในการลงทุน และสามารถปรับใช้ได้หลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์กับการใช้งาน
ได้ค่ะ การใช้ MM ในตลาดคริปโต ให้ดูจาก ความน่าเชื่อถือของเหรียญ จากนั้นตรวจสอบเรื่อง leverage กับ เงินทุนของคุณกันด้วย หากคุณเลือกเทรดแบบเก็งกำไร
Itsariya Doungnet
นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค
อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
PEG คืออะไร? Price per Earning to Growth Ratio หรือ PEG คือ การที่เราเอาค่า P/E มาหารกับ อัตราการเปลี่ยนแปลงกำไรสุทธิ หรือ Net Profit Growth Rate เพื่อวัดการเติบโตกำไร และ ประเมินราคาหุ้นว่าถูกหรือแพง เพราะฉะนั้นแล้ว ค่า...
ตารางเปิด-ปิดตลาดทองคำทั่วโลก (ตามเวลาในไทย) ตลาดทองเปิดกี่โมง? ตามเวลาประเทศไทย ช่วยให้คุณวางแผนเทรดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ด้านล่างคือ ตารางตลาดทองคำแต่ละประเทศ ตามโซนเวลาประเทศไทย UTC+7 ตลาดทองคำ เวลาเปิด เวลาปิด เวลาทำการตลาดทองคำซิดนีย์ (Sydney) 6:00 น. 14:00 น. เวลาทำการตลาดทองคำโตเกียว (Tokyo) 8:00 น. 16:00 น. เวลาทำการตลาดทองคำลอนดอน...
GDP คือ อะไร ? ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร GDP คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ คำนวณมาจากมูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยในช่วงเวลานั้นๆ เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความแข็งเกร่งของเศรษฐกิจประเทศ มีปลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนและ ตลาดหุ้น หากเศรษฐกิจขยายตัว ก็สามารถผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น แต่หากลดลง ก็จะเพิ่มความเสี่ยงการลงทุนเพิ่มขึ้น วิธีการคำนวณ GDP GDP สามารถคำนวณได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็ให้มุมมองที่แตกต่างกันต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ การคำนวณ GDP มี...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ