Facebook Pixel
Logo

อุปสงค์และอุปทานในการเทรด: คืออะไรและวิเคราะห์อย่างไร

Date Icon 18 มิถุนายน 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 5 นาที read

สารบัญ

    อุปสงค์ อุปทาน เป็นกลไกตลาดสำคัญที่นักเทรดต้องเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะเทรดสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, Forex หรือคริปโตเคอร์เรนซี เพราะตลาดการเงินขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อและขาย ที่สามารถทำให้คุณวิเคราะห์ทิศทางราคาและ จุดดุลยภาพราคา  จากโซน Supply และ Demand ได้ เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่สร้างผลกำไรได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เรามาอ่านรายละเอียดกันต่อได้เลย

    สาระสำคัญ

    • อุปสงค์ อุปทาน คือ กลไกตลาดพื้นฐาน ที่กำหนดราคาสินค้าและสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ระหว่างความต้องการซื้อและปริมาณสินค้าที่พร้อมขาย

    • ความเข้าใจอุปสงค์-อุปทานช่วยวิเคราะห์จุดสมดุลราคา ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดมีแรงซื้อและแรงขายเท่ากัน ทำให้นักเทรดสามารถวางแผนเทรดได้แม่นยำขึ้น

    • เทคนิควิเคราะห์ Supply & Demand ได้แก่ การตีโซนอุปสงค์อุปทาน (Demand/Supply Zones) ช่วยคาดการณ์จุดกลับตัวราคาและการวางกลยุทธ์ซื้อขาย

    • การวิเคราะห์อุปสงค์อุปทานสำคัญกับทุกตลาดการเงิน เช่น หุ้น, Forex, และคริปโต เพราะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น

    อุปสงค์ อุปทาน คืออะไร?

    อุปสงค์ อุปทาน เป็นหลักการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาสินค้า รวมถึงสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น หุ้น, Forex หรือคริปโตเคอร์เรนซี การทำความเข้าใจอุปสงค์และอุปทานจะช่วยให้เทรดเดอร์ทำ การวิเคราะห์ความสมดุลของตลาด และตัดสินใจซื้อขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    อุปสงค์-คืออะไร

     

    อุปสงค์ คืออะไร?

    อุปสงค์ (Demand) คือ ความต้องการซื้อสินค้าหรือสินทรัพย์ในระดับราคาหนึ่ง ๆ เมื่อราคาต่ำลง คนจะอยากซื้อมากขึ้น และเมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการซื้อมักลดลง เนื่องจากผู้บริโภคจะพิจารณาว่าสินค้านั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น รายได้ของผู้บริโภค ความชอบ หรือราคาของสินค้าทดแทน

    อุปทาน-คืออะไร

     

    อุปทาน คืออะไร?

    อุปทาน (Supply) คือ ปริมาณสินค้าหรือสินทรัพย์ที่ผู้ขายพร้อมเสนอขายในตลาด เมื่อราคาสูงขึ้น ก็หมายความว่า ผู้ขายต้องการขายมากขึ้น เพราะจะได้กำไรมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน เมื่อราคาต่ำลง ก็อาจไม่คุ้มค่าต้นทุนหรืออาจเลิกขายสินค้านั้นไป ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทาน เช่น ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี หรือนโยบายรัฐบาล

     

    ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ในตลาดการเงิน

    อุปสงค์ในตลาดการเงิน หมายถึง ความต้องการซื้อสินทรัพย์ เช่น หุ้น คริปโต หรือตลาด Forex ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ เช่น

    • ราคาของสินทรัพย์: เมื่อราคาต่ำลง นักลงทุนมักอยากซื้อเพิ่มขึ้น แต่ถ้าราคาสูง นักลงทุนอาจชะลอหรือขายออก

    • ความมั่นคงทางการเงิน: ถ้านักลงทุนมีรายได้หรือเงินลงทุนมากขึ้น ก็จะมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น

    • ความเชื่อมั่นในตลาด: ข่าวดีหรือแนวโน้มตลาดบวก จะทำให้นักลงทุนอยากซื้อเพิ่ม

    • อัตราดอกเบี้ย: อัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้การลงทุนในสินทรัพย์อื่นน่าสนใจกว่า ทำให้อุปสงค์ในบางสินทรัพย์เพิ่มขึ้น

    • ราคาสินค้าทดแทนหรือคู่แข่ง: ถ้าสินทรัพย์อื่นน่าลงทุนกว่าหรือให้ผลตอบแทนดีกว่า อุปสงค์ในสินทรัพย์เดิมจะลดลง

     

    กฎอุปสงค์

    กฎอุปสงค์ระบุว่า เมื่อราคาของสินค้าหรือสินทรัพย์สูงขึ้น ความต้องการซื้อจะลดลง และเมื่อราคาต่ำลง ความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ซื้อในตลาด

     

    ปัจจัยที่มีผลต่ออุปทานในตลาดการเงิน

    อุปทานในตลาดการเงิน คือ จำนวนสินทรัพย์ที่นักลงทุนหรือนักขายพร้อมจะขาย ปัจจัยที่มีผลต่ออุปทาน เช่น

    • ราคาของสินทรัพย์: เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ขายมักอยากขายสินทรัพย์เพื่อทำกำไรมากขึ้น

    • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง: ค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมในการซื้อขายสูง อาจทำให้ผู้ขายลังเลที่จะขาย

    • ระบบการซื้อขาย: ระบบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มอุปทานได้เพราะขายง่ายขึ้น

    • นโยบายรัฐบาลหรือกฎระเบียบ: กฎหมายหรือภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์อาจทำให้อุปทานเพิ่มหรือลดลง

    • ความคาดหวังของผู้ขาย: หากผู้ขายคิดว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต อาจเก็บสินทรัพย์ไว้ไม่ขายทันที ทำให้อุปทานลดลง

     

    กฎอุปทาน

    กฎอุปทานระบุว่า เมื่อราคาของสินค้าหรือสินทรัพย์สูงขึ้น ผู้ขายจะยินดีขายมากขึ้น แต่ถ้าราคาต่ำลง ผู้ขายจะลดจำนวนสินค้าที่เสนอขายลง เพื่อปกป้องผลกำไรหรือหลีกเลี่ยงขาดทุน

     

    เทคนิควิเคราะห์ระดับอุปสงค์อุปทาน

    การวิเคราะห์ระดับอุปสงค์อุปทาน เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจความสมดุลของตลาดและทิศทางราคาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมดังนี้:

    เทคนิค-วิเคราะห์-ระดับ-อุปสงค์-อุปทาน

     

    การวิเคราะห์กราฟอุปสงค์-อุปทาน

    เทคนิคนี้ใช้การวาดกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณสินค้า โดยอุปสงค์จะลดลงเมื่อราคาสูงขึ้น ในขณะที่อุปทานจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น จุดตัดของเส้นอุปสงค์และอุปทานคือจุดสมดุลที่ราคาจะตั้งตัว ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดมีความสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

     

    การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขาย

    การวิเคราะห์นี้เน้นดูปริมาณการซื้อขายในแต่ละช่วงราคา เพื่อบ่งชี้แรงกดดันของผู้ซื้อและผู้ขาย หากปริมาณซื้อขายสูงในช่วงราคาหนึ่ง แสดงถึงความสนใจและความเข้มข้นของตลาดในราคานั้น ซึ่งช่วยให้สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาได้แม่นยำขึ้น

     

    การตีโซนอุปสงค์อุปทาน

    กำหนดโซนราคาที่มีแรงซื้อหรือแรงขายสูง เช่น โซนอุปสงค์ (Demand Zone) ที่คาดว่าผู้ซื้อจะเข้ามาอย่างมากและทำให้ราคาสนับสนุนให้อยู่ในระดับนี้ หรือโซนอุปทาน (Supply Zone) เทคนิคนี้ช่วยระบุจุดกลับตัวของราคาและเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางกลยุทธ์ซื้อขาย

     

    การใช้ดัชนีและตัวชี้วัดทางเทคนิค

    คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือตัวชี้วัดทางเทคนิค เช่น RSI, MACD , และ OBV เพื่อช่วยบ่งชี้จุดที่อุปสงค์หรืออุปทานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเกิดสัญญาณซื้อหรือขาย ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุน

     

    เทคนิคตีโซนอุปสงค์อุปทาน

    เทคนิคตีโซนอุปสงค์อุปทาน เป็นวิธีการวิเคราะห์ตลาดที่มุ่งเน้น การกำหนดช่วงราคา หรือพื้นที่บนกราฟราคาที่แสดงถึงแรงซื้อและแรงขายที่สำคัญ ช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุจุดกลับตัวของราคาและวางแผนกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เทคนิค-ตีโซน-อุปสงค์-อุปทาน

     

    โซนอุปสงค์ในกราฟราคา (demand zone)

    โซนอุปสงค์ หมายถึง ช่วงราคาที่ผู้ซื้อเข้ามามีบทบาทอย่างเข้มแข็ง ทำให้เกิดแรงสนับสนุนราคาหรือแรงซื้อที่ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาลดต่ำลงมากเกินไป ราคามักจะมีแนวโน้มกลับตัวขึ้นเมื่อแตะโซนนี้

     

    โซนอุปทานในกราฟราคา (supply zone) 

    โซนอุปทาน คือ ช่วงราคาที่ผู้ขายมีแรงกดดันและความพร้อมในการขายมากกว่าผู้ซื้อ ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มถูกกดดันให้ลดลง หรือหยุดการปรับตัวขึ้นชั่วคราว นักลงทุนมักใช้โซนนี้เป็นจุดขายเพื่อทำกำไรหรือป้องกันความเสี่ยง

     

    กลยุทธ์ซื้อขายโดยใช้ Supply/Demand Zone เริ่มต้นยังไง

    การใช้กลยุทธ์ Supply และ Demand Zone นั้น จะช่วยให้คุณเห็นโอกาสในการเข้าเทรดมากขึ้น เริ่มแรก คือ การตีโซนบนกราฟราคาว่าช่วงราคาใดเป็นโซนอุปสงค์ (Demand Zone) ที่มีการซื้อมากที่สุด และช่วงราคาใดเป็นโซนอุปทาน (Supply Zone) ที่ผู้ขายกดราคาลงสูง จากนั้นใช้โซนเหล่านี้ตั้งแนวรับและแนวต้าน (Support and Resistance)เพื่อวางจุดเข้าซื้อและขายได้อย่างแม่นยำ เพิ่มโอกาสทำกำไรและลดความเสี่ยงในตลาด

     

    ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาดหุ้น

    ตัวอย่างของโซนอุปสงค์ในตลาดหุ้น มักจะเป็นช่วงราคาที่หุ้นปรับตัวลดลงจนถึงระดับที่นักลงทุนรายใหญ่หรือผู้เล่นสถาบันเริ่มเข้าซื้อจำนวนมาก ทำให้ราคาหยุดร่วงและเริ่มฟื้นตัว เช่น ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาถึงระดับแนวรับเดิมที่เคยมีแรงซื้อสูง

    ขณะที่โซนอุปทานจะเป็นช่วงราคาที่นักลงทุนต้องการขายหุ้นสะสมกำไร หรือผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขายออก ส่งผลให้ราคาหยุดขึ้นหรือลดลง เช่น บริเวณแนวต้านที่ราคาหุ้นขึ้นไปไม่ผ่านหลายครั้ง

     

    ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาด Forex

    โซนอุปสงค์อุปทานในตลาด Forex จะเกิดขึ้นจากแรงซื้อขายของสกุลเงินต่าง ๆ เช่น โซนอุปสงค์ของคู่เงิน EUR/USD อาจเกิดขึ้นเมื่อตลาดรับรู้ข่าวดีของยุโรป ทำให้มีแรงซื้อสูงในช่วงราคาหนึ่งจนราคาไม่ลดต่ำกว่านั้น

    ส่วนโซนอุปทานจะเป็นช่วงราคาที่นักลงทุนเริ่มขายทำกำไรหรือ Hedge position ส่งผลให้ราคาหยุดขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เทคนิคนี้ใช้ได้ดีในตลาด Forex ที่มีการเคลื่อนไหวราคาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

     

    ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาดคริปโต

    โซนอุปสงค์ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ethereum อาจเกิดขึ้นในช่วงราคาที่นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่เริ่มเข้าซื้อสะสมในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้ราคาไม่ตกต่ำกว่าระดับนั้น และเกิดแรงซื้อกลับขึ้น เช่น บริเวณที่มีการซื้อขายปริมาณสูงร่วมกับราคาที่หยุดร่วง

    ส่วนโซนอุปทานในตลาดคริปโตจะเป็นช่วงราคาที่มีการขายทำกำไรหรือข่าวลบทำให้แรงขายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาถูกกดดันลดลง เทคนิคการตีโซนอุปสงค์อุปทานในคริป ช่วยให้นักลงทุนจับจังหวะเข้าซื้อขายได้แม่นยำขึ้นในตลาดที่มีความผันผวนสูง

     

    ตัวอย่างการเทรดโซนอุปสงค์อุปทาน

    เทคนิคยอดนิยมสำหรับการนำหลักอุปสงค์-อุปทานมาใช้จับจังหวะซื้อขาย คือ การวิเคราะห์ Demand & Supply Zone ที่เน้นการประเมินแนวโน้มราคาหรือ Market Trend เพื่อตรวจจับช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์เริ่มเสียสมดุลและมีแนวโน้มแกว่งตัวหาดุลยภาพใหม่ ซึ่งการประยุกต์ใช้ Demand & Supply Zone ในการเทรดมี 2 รูปแบบหลัก ดังนี้

     

    การเทรดที่จุดกลับตัว (Reversal)

    จุดกลับตัวเกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งแสดงถึงอุปสงค์หรืออุปทานส่วนเกิน แล้วเริ่มมีแรงต้านทานจากฝั่งตรงข้ามจนเกิดการเปลี่ยนทิศทางราคากลับ

    การเทรด-ที่จุด-กลับตัว-Reversal

     

    • การกลับตัวเป็นขาขึ้น (Demand Zone: Drop-Base-Rally หรือ DBR): ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Drop) จากแรงขายจำนวนมาก ก่อนจะเริ่มพักฐาน (Base) เมื่อแรงขายชะลอตัวและแรงซื้อเริ่มเข้ามา เมื่อแรงซื้อกลับมาแข็งแรง ราคาจะทะลุกรอบพักฐานขึ้นไป (Rally) เป็นจุดเข้าซื้อที่ดีพร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน

    • การกลับตัวเป็นขาลง (Supply Zone: Rally-Base-Drop หรือ RBD): ราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rally) จากแรงซื้อที่มากเกินไป ก่อนจะพักฐาน (Base) เมื่อแรงซื้อชะลอลงและแรงขายเริ่มเข้ามา เมื่อแรงขายเข้มแข็งขึ้น ราคาจะทะลุกรอบล่างลงไป (Drop) เป็นจุดขายหรือทำกำไรพร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน

     

    การเทรดตามแนวโน้ม (Continuation)

    รูปแบบนี้เกิดจากราคายังคงเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดิม หลังจากพักฐานในโซนอุปสงค์หรืออุปทานชั่วคราว ก่อนจะไหลต่อไปจนกว่าจะเกิดดุลยภาพใหม่

    การเทรด-ตามแนวโน้ม-Continuation

     

    • แนวโน้มขาขึ้น (Demand Zone: Rally-Base-Rally หรือ RBR): ราคาวิ่งขึ้น (Rally) จากแรงซื้อที่มากเกินไปก่อนพักฐาน (Base) เมื่อแรงซื้อกลับมาแข็งแรง ราคาจะทะลุกรอบบนขึ้นไป (Rally) ต่อเนื่อง

    • แนวโน้มขาลง (Supply Zone: Drop-Base-Drop หรือ DBD): ราคาดิ่งลง (Drop) จากแรงขายจำนวนมากก่อนพักฐาน (Base) เมื่อแรงขายกลับมาแข็งแรง ราคาจะทะลุกรอบล่างลงไป (Drop) ต่อเนื่อง

     

    การปรับหลักการใช้อุปสงค์-อุปทานแต่ละตลาดเทรด

    เทคนิค Demand & Supply Zone นี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, Forex, คริปโต หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ เพราะทุกตลาดมีแรงซื้อแรงขายที่ผลักดันราคาสินทรัพย์ให้เปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์โซนเหล่านี้ช่วยให้นักเทรดสามารถจับจังหวะเข้าออกตลาดได้แม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสทำกำไรในทุกสภาวะตลาด

     

    ข้อดีการเทรด อุปสงค์ อุปทาน

    • มีความแม่นยำสูง ช่วยให้นักเทรดสามารถตัดสินใจเข้า-ออกตลาดได้อย่างมั่นใจ

    • การตีกรอบราคาหรือโซนการซื้อขายที่ชัดเจน ทำให้เห็นภาพรวมของตลาดและแนวโน้มราคาได้ดีขึ้น

    • ช่วยลดความเสี่ยงจากการเทรดผิดพลาด เพราะมีจุดอ้างอิงที่ชัดเจน

     

    ข้อควรระวังการเข้าเทรด อุปสงค์ อุปทาน

    • ต้องตีกรอบราคาหรือโซนอย่างแม่นยำและรอบคอบ หากตีกรอบผิดอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์

    • การวิเคราะห์เพียงวิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัด (indicator) อื่น ๆ เช่น RSI, MACD หรือ Volume เพื่อยืนยันสัญญาณ

    • หากพึ่งพาการตีกรอบเพียงอย่างเดียว อาจพลาดสัญญาณสำคัญจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อตลาด

     

    สรุป อุปสงค์ อุปทาน สำคัญมากแค่ไหน?

    อุปสงค์ อุปทาน สำคัญกับการเทรดมาก เพราะเป็นตัวกำหนดราคาสินทรัพย์ในตลาด การเข้าใจแรงซื้อ (อุปสงค์) และแรงขาย (อุปทาน) การเข้าใจ อุปสงค์อุปทานกับราคาสินค้า ทำให้เพิ่มโอกาสทำกำไร และลดความเสียหายในทุกตลาดการเงิน  ช่วยให้นักเทรดสามารถวิเคราะห์จุดกลับตัวของราคา หาจุดเข้าออกตลาดที่เหมาะสม และวางแผนบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สรุปเนื้อหาด้วย AI

    พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

    เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

    no-risk
    Calculator Icon
    เครื่องคำนวณการเทรด

    คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง

    เริ่มใช้งาน
    Converter Icon
    หน้าแปลงสกุลเงิน

    แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด

    เริ่มใช้งาน
    Glossary Icon
    คลังคำศัพท์การเทรด

    รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้

    เรียนรู้เพิ่มเติม

    คำถามที่พบบ่อย

    Quantity supplied คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายพร้อมจะเสนอขายในตลาดที่ราคาหนึ่ง ๆ ปริมาณนี้เปลี่ยนแปลงตามราคาสินค้า เช่น ราคาสูงขึ้น ผู้ขายมักจะเพิ่มปริมาณสินค้าที่ขายได้

    อุปทาน คือ ปริมาณสินค้าหรือสินทรัพย์ที่ผู้ขายพร้อมจะขายในตลาดที่ราคาต่าง ๆ ซึ่งอุปทานจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น เพราะผู้ขายต้องการทำกำไรมากขึ้น

    อุปทานส่วนเกิน (Excess supply) คือ สถานการณ์ที่ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายเสนอขายมากกว่าปริมาณที่ผู้ซื้อพร้อมจะซื้อในราคาปัจจุบัน ทำให้สินค้าค้างสต็อกและราคามีแนวโน้มลดลง

    ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ ได้แก่ ราคาสินค้า รายได้ของผู้บริโภค รสนิยมและความชอบ ราคาสินค้าทดแทนหรือสินค้าร่วมใช้ ความคาดหวังของผู้บริโภค และปัจจัยอื่น ๆ เช่น โฆษณา หรือฤดูกาล

    ราคาดุลยภาพ (Equilibrium price) คือ ราคาที่ทำให้ปริมาณสินค้าที่ผู้ซื้ออยากซื้อเท่ากับปริมาณสินค้าที่ผู้ขายอยากขาย หรือจุดที่อุปสงค์และอุปทานเท่ากันในตลาด

    ดีมาน (Demand) คือ ความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการในราคาหนึ่ง ๆ ซัพพลาย (Supply) คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายพร้อมจะเสนอขายในราคานั้น ๆ

    แบ่งปันบล็อกนี้:
    Itsariya Doungnet

    Itsariya Doungnet

    SEO Content Writer

    อิสสริยา ดวงเนตร เป็นนักเขียนด้านการเงิน การลงทุน และ การเทรด ด้วยเทคนิค SEO ของบริษัท XS.com ที่มาพร้อมกับประสบการณ์ด้านการตลาดและการเทรดโดยตรง เปลี่ยนเรื่องการเงินที่เข้าใจยาก ให้กลายมาเป็นบทความที่อ่านแล้วสนุกและเข้าใจง่าย ถ้าบทความช่วยตอบคำถามที่คุณหาอยู่และเป็นประโยชน์กับคุณ อย่าลืมแชร์บทความด้วยนะคะ

    Risk Warning Icon

    เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

    เรียนรู้เพิ่มเติม

    วิธีอ่านกราฟแท่งเทียนมือใหม่ ปี 2026 (ฉบับปูพื้นฐาน)

    กราฟแท่งเทียน คืออะไร? กราฟแท่งเทียน คือ ราคาที่มีการสรุปมาในแบบแท่งเทียน ไม่ว่าจะเป็น ไส้เทียน ตัวเทียน ล้วนแล้วเป็นราคาทั้งหมด แล้วแท่งเทียนนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? แท่งเทียนเกิดขึ้นจากเหล่านักเทรด นักลงทุนรายเล็ก รายใหญ่ กองทุน ธนาคาร สถาบัน และ องค์กรที่เกี่ยวกับการเงินต่างๆ นำเงินเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ จากนั้นระบบตลาดก็จะมีการจับคู่ราคาซื้อขายกัน รวบรวมราคาตามช่วงเวลาที่มีจำนวนเงินเข้ามา และวาดออกมาเป็นแท่งเทียน เพื่อให้ผู้ที่นำเอาเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ หรือ นักลงทุนทุกๆ...

    Itsariya Doungnet 23 มกราคม 2026
    ฟอเร็กซ์ Time Icon6 นาที read

    ปริมาณการซื้อขายคงเหลือ (OBV): สูตร กลยุทธ์ และประโยชน์

    On-Balance Volume (OBV) คืออะไร? ปริมาณการซื้อขายคงเหลือ (OBV) เป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่นำเสนอครั้งแรกโดย Joseph Granville ในปี 1963 เพื่อติดตามการไหลเวียนของปริมาณการซื้อขายเข้าและออกจากหุ้นหรือสินทรัพย์ แนวคิดพื้นฐานของ OBV คือ "ปริมาณมาก่อนราคา" หมายความว่า เมื่อราคาหุ้นมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นหรือปรับตัวลง มักจะเห็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายอย่างชัดเจนก่อนที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงจริง OBV ทำงานบนหลักการของการสะสมการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเมื่อราคาปิดของสินทรัพย์สูงกว่าวันก่อนปริมาณการซื้อขายของวันนั้นจะถูกเพิ่มเข้าใน OBV ในทางกลับกันหากราคาปิดต่ำลง ปริมาณจะถูกลบออกจาก OBV...

    XS Editorial Team 1 พฤศจิกายน 2024
    scroll top