อุปสงค์และอุปทานในการเทรด: คืออะไรและวิเคราะห์อย่างไร - XS

อุปสงค์และอุปทานในการเทรด: คืออะไรและวิเคราะห์อย่างไร

Date Icon 18 มิถุนายน 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 5 นาที

สารบัญ

อุปสงค์ อุปทาน เป็นกลไกตลาดสำคัญที่นักเทรดต้องเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะเทรดสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, Forex หรือคริปโตเคอร์เรนซี เพราะตลาดการเงินขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อและขาย ที่สามารถทำให้คุณวิเคราะห์ทิศทางราคาและ จุดดุลยภาพราคา  จากโซน Supply และ Demand ได้ เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่สร้างผลกำไรได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เรามาอ่านรายละเอียดกันต่อได้เลย

สาระสำคัญ

  • อุปสงค์ อุปทาน คือ กลไกตลาดพื้นฐาน ที่กำหนดราคาสินค้าและสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ระหว่างความต้องการซื้อและปริมาณสินค้าที่พร้อมขาย

  • ความเข้าใจอุปสงค์-อุปทานช่วยวิเคราะห์จุดสมดุลราคา ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดมีแรงซื้อและแรงขายเท่ากัน ทำให้นักเทรดสามารถวางแผนเทรดได้แม่นยำขึ้น

  • เทคนิควิเคราะห์ Supply & Demand ได้แก่ การตีโซนอุปสงค์อุปทาน (Demand/Supply Zones) ช่วยคาดการณ์จุดกลับตัวราคาและการวางกลยุทธ์ซื้อขาย

  • การวิเคราะห์อุปสงค์อุปทานสำคัญกับทุกตลาดการเงิน เช่น หุ้น, Forex, และคริปโต เพราะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น

อุปสงค์ อุปทาน คืออะไร?

อุปสงค์ อุปทาน เป็นหลักการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาสินค้า รวมถึงสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น หุ้น, Forex หรือคริปโตเคอร์เรนซี การทำความเข้าใจอุปสงค์และอุปทานจะช่วยให้เทรดเดอร์ทำ การวิเคราะห์ความสมดุลของตลาด และตัดสินใจซื้อขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น

อุปสงค์-คืออะไร

 

อุปสงค์ คืออะไร?

อุปสงค์ (Demand) คือ ความต้องการซื้อสินค้าหรือสินทรัพย์ในระดับราคาหนึ่ง ๆ เมื่อราคาต่ำลง คนจะอยากซื้อมากขึ้น และเมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการซื้อมักลดลง เนื่องจากผู้บริโภคจะพิจารณาว่าสินค้านั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น รายได้ของผู้บริโภค ความชอบ หรือราคาของสินค้าทดแทน

อุปทาน-คืออะไร

 

อุปทาน คืออะไร?

อุปทาน (Supply) คือ ปริมาณสินค้าหรือสินทรัพย์ที่ผู้ขายพร้อมเสนอขายในตลาด เมื่อราคาสูงขึ้น ก็หมายความว่า ผู้ขายต้องการขายมากขึ้น เพราะจะได้กำไรมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน เมื่อราคาต่ำลง ก็อาจไม่คุ้มค่าต้นทุนหรืออาจเลิกขายสินค้านั้นไป ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทาน เช่น ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี หรือนโยบายรัฐบาล

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ในตลาดการเงิน

อุปสงค์ในตลาดการเงิน หมายถึง ความต้องการซื้อสินทรัพย์ เช่น หุ้น คริปโต หรือตลาด Forex ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ เช่น

  • ราคาของสินทรัพย์: เมื่อราคาต่ำลง นักลงทุนมักอยากซื้อเพิ่มขึ้น แต่ถ้าราคาสูง นักลงทุนอาจชะลอหรือขายออก

  • ความมั่นคงทางการเงิน: ถ้านักลงทุนมีรายได้หรือเงินลงทุนมากขึ้น ก็จะมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น

  • ความเชื่อมั่นในตลาด: ข่าวดีหรือแนวโน้มตลาดบวก จะทำให้นักลงทุนอยากซื้อเพิ่ม

  • อัตราดอกเบี้ย: อัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้การลงทุนในสินทรัพย์อื่นน่าสนใจกว่า ทำให้อุปสงค์ในบางสินทรัพย์เพิ่มขึ้น

  • ราคาสินค้าทดแทนหรือคู่แข่ง: ถ้าสินทรัพย์อื่นน่าลงทุนกว่าหรือให้ผลตอบแทนดีกว่า อุปสงค์ในสินทรัพย์เดิมจะลดลง

 

กฎอุปสงค์

กฎอุปสงค์ระบุว่า เมื่อราคาของสินค้าหรือสินทรัพย์สูงขึ้น ความต้องการซื้อจะลดลง และเมื่อราคาต่ำลง ความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ซื้อในตลาด

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออุปทานในตลาดการเงิน

อุปทานในตลาดการเงิน คือ จำนวนสินทรัพย์ที่นักลงทุนหรือนักขายพร้อมจะขาย ปัจจัยที่มีผลต่ออุปทาน เช่น

  • ราคาของสินทรัพย์: เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ขายมักอยากขายสินทรัพย์เพื่อทำกำไรมากขึ้น

  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง: ค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมในการซื้อขายสูง อาจทำให้ผู้ขายลังเลที่จะขาย

  • ระบบการซื้อขาย: ระบบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มอุปทานได้เพราะขายง่ายขึ้น

  • นโยบายรัฐบาลหรือกฎระเบียบ: กฎหมายหรือภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์อาจทำให้อุปทานเพิ่มหรือลดลง

  • ความคาดหวังของผู้ขาย: หากผู้ขายคิดว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต อาจเก็บสินทรัพย์ไว้ไม่ขายทันที ทำให้อุปทานลดลง

 

กฎอุปทาน

กฎอุปทานระบุว่า เมื่อราคาของสินค้าหรือสินทรัพย์สูงขึ้น ผู้ขายจะยินดีขายมากขึ้น แต่ถ้าราคาต่ำลง ผู้ขายจะลดจำนวนสินค้าที่เสนอขายลง เพื่อปกป้องผลกำไรหรือหลีกเลี่ยงขาดทุน

 

เทคนิควิเคราะห์ระดับอุปสงค์อุปทาน

การวิเคราะห์ระดับอุปสงค์อุปทาน เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจความสมดุลของตลาดและทิศทางราคาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมดังนี้:

เทคนิค-วิเคราะห์-ระดับ-อุปสงค์-อุปทาน

 

การวิเคราะห์กราฟอุปสงค์-อุปทาน

เทคนิคนี้ใช้การวาดกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณสินค้า โดยอุปสงค์จะลดลงเมื่อราคาสูงขึ้น ในขณะที่อุปทานจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น จุดตัดของเส้นอุปสงค์และอุปทานคือจุดสมดุลที่ราคาจะตั้งตัว ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดมีความสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

 

การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขาย

การวิเคราะห์นี้เน้นดูปริมาณการซื้อขายในแต่ละช่วงราคา เพื่อบ่งชี้แรงกดดันของผู้ซื้อและผู้ขาย หากปริมาณซื้อขายสูงในช่วงราคาหนึ่ง แสดงถึงความสนใจและความเข้มข้นของตลาดในราคานั้น ซึ่งช่วยให้สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาได้แม่นยำขึ้น

 

การตีโซนอุปสงค์อุปทาน

กำหนดโซนราคาที่มีแรงซื้อหรือแรงขายสูง เช่น โซนอุปสงค์ (Demand Zone) ที่คาดว่าผู้ซื้อจะเข้ามาอย่างมากและทำให้ราคาสนับสนุนให้อยู่ในระดับนี้ หรือโซนอุปทาน (Supply Zone) เทคนิคนี้ช่วยระบุจุดกลับตัวของราคาและเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางกลยุทธ์ซื้อขาย

 

การใช้ดัชนีและตัวชี้วัดทางเทคนิค

คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือตัวชี้วัดทางเทคนิค เช่น RSI, MACD , และ OBV เพื่อช่วยบ่งชี้จุดที่อุปสงค์หรืออุปทานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเกิดสัญญาณซื้อหรือขาย ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุน

 

เทคนิคตีโซนอุปสงค์อุปทาน

เทคนิคตีโซนอุปสงค์อุปทาน เป็นวิธีการวิเคราะห์ตลาดที่มุ่งเน้น การกำหนดช่วงราคา หรือพื้นที่บนกราฟราคาที่แสดงถึงแรงซื้อและแรงขายที่สำคัญ ช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุจุดกลับตัวของราคาและวางแผนกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิค-ตีโซน-อุปสงค์-อุปทาน

 

โซนอุปสงค์ในกราฟราคา (demand zone)

โซนอุปสงค์ หมายถึง ช่วงราคาที่ผู้ซื้อเข้ามามีบทบาทอย่างเข้มแข็ง ทำให้เกิดแรงสนับสนุนราคาหรือแรงซื้อที่ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาลดต่ำลงมากเกินไป ราคามักจะมีแนวโน้มกลับตัวขึ้นเมื่อแตะโซนนี้

 

โซนอุปทานในกราฟราคา (supply zone) 

โซนอุปทาน คือ ช่วงราคาที่ผู้ขายมีแรงกดดันและความพร้อมในการขายมากกว่าผู้ซื้อ ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มถูกกดดันให้ลดลง หรือหยุดการปรับตัวขึ้นชั่วคราว นักลงทุนมักใช้โซนนี้เป็นจุดขายเพื่อทำกำไรหรือป้องกันความเสี่ยง

 

กลยุทธ์ซื้อขายโดยใช้ Supply/Demand Zone เริ่มต้นยังไง

การใช้กลยุทธ์ Supply และ Demand Zone นั้น จะช่วยให้คุณเห็นโอกาสในการเข้าเทรดมากขึ้น เริ่มแรก คือ การตีโซนบนกราฟราคาว่าช่วงราคาใดเป็นโซนอุปสงค์ (Demand Zone) ที่มีการซื้อมากที่สุด และช่วงราคาใดเป็นโซนอุปทาน (Supply Zone) ที่ผู้ขายกดราคาลงสูง จากนั้นใช้โซนเหล่านี้ตั้งแนวรับและแนวต้าน (Support and Resistance)เพื่อวางจุดเข้าซื้อและขายได้อย่างแม่นยำ เพิ่มโอกาสทำกำไรและลดความเสี่ยงในตลาด

 

ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาดหุ้น

ตัวอย่างของโซนอุปสงค์ในตลาดหุ้น มักจะเป็นช่วงราคาที่หุ้นปรับตัวลดลงจนถึงระดับที่นักลงทุนรายใหญ่หรือผู้เล่นสถาบันเริ่มเข้าซื้อจำนวนมาก ทำให้ราคาหยุดร่วงและเริ่มฟื้นตัว เช่น ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาถึงระดับแนวรับเดิมที่เคยมีแรงซื้อสูง

ขณะที่โซนอุปทานจะเป็นช่วงราคาที่นักลงทุนต้องการขายหุ้นสะสมกำไร หรือผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขายออก ส่งผลให้ราคาหยุดขึ้นหรือลดลง เช่น บริเวณแนวต้านที่ราคาหุ้นขึ้นไปไม่ผ่านหลายครั้ง

 

ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาด Forex

โซนอุปสงค์อุปทานในตลาด Forex จะเกิดขึ้นจากแรงซื้อขายของสกุลเงินต่าง ๆ เช่น โซนอุปสงค์ของคู่เงิน EUR/USD อาจเกิดขึ้นเมื่อตลาดรับรู้ข่าวดีของยุโรป ทำให้มีแรงซื้อสูงในช่วงราคาหนึ่งจนราคาไม่ลดต่ำกว่านั้น

ส่วนโซนอุปทานจะเป็นช่วงราคาที่นักลงทุนเริ่มขายทำกำไรหรือ Hedge position ส่งผลให้ราคาหยุดขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เทคนิคนี้ใช้ได้ดีในตลาด Forex ที่มีการเคลื่อนไหวราคาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

 

ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาดคริปโต

โซนอุปสงค์ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ethereum อาจเกิดขึ้นในช่วงราคาที่นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่เริ่มเข้าซื้อสะสมในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้ราคาไม่ตกต่ำกว่าระดับนั้น และเกิดแรงซื้อกลับขึ้น เช่น บริเวณที่มีการซื้อขายปริมาณสูงร่วมกับราคาที่หยุดร่วง

ส่วนโซนอุปทานในตลาดคริปโตจะเป็นช่วงราคาที่มีการขายทำกำไรหรือข่าวลบทำให้แรงขายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาถูกกดดันลดลง เทคนิคการตีโซนอุปสงค์อุปทานในคริป ช่วยให้นักลงทุนจับจังหวะเข้าซื้อขายได้แม่นยำขึ้นในตลาดที่มีความผันผวนสูง

 

ตัวอย่างการเทรดโซนอุปสงค์อุปทาน

เทคนิคยอดนิยมสำหรับการนำหลักอุปสงค์-อุปทานมาใช้จับจังหวะซื้อขาย คือ การวิเคราะห์ Demand & Supply Zone ที่เน้นการประเมินแนวโน้มราคาหรือ Market Trend เพื่อตรวจจับช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์เริ่มเสียสมดุลและมีแนวโน้มแกว่งตัวหาดุลยภาพใหม่ ซึ่งการประยุกต์ใช้ Demand & Supply Zone ในการเทรดมี 2 รูปแบบหลัก ดังนี้

 

การเทรดที่จุดกลับตัว (Reversal)

จุดกลับตัวเกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งแสดงถึงอุปสงค์หรืออุปทานส่วนเกิน แล้วเริ่มมีแรงต้านทานจากฝั่งตรงข้ามจนเกิดการเปลี่ยนทิศทางราคากลับ

การเทรด-ที่จุด-กลับตัว-Reversal

 

  • การกลับตัวเป็นขาขึ้น (Demand Zone: Drop-Base-Rally หรือ DBR): ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Drop) จากแรงขายจำนวนมาก ก่อนจะเริ่มพักฐาน (Base) เมื่อแรงขายชะลอตัวและแรงซื้อเริ่มเข้ามา เมื่อแรงซื้อกลับมาแข็งแรง ราคาจะทะลุกรอบพักฐานขึ้นไป (Rally) เป็นจุดเข้าซื้อที่ดีพร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน

  • การกลับตัวเป็นขาลง (Supply Zone: Rally-Base-Drop หรือ RBD): ราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rally) จากแรงซื้อที่มากเกินไป ก่อนจะพักฐาน (Base) เมื่อแรงซื้อชะลอลงและแรงขายเริ่มเข้ามา เมื่อแรงขายเข้มแข็งขึ้น ราคาจะทะลุกรอบล่างลงไป (Drop) เป็นจุดขายหรือทำกำไรพร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน

 

การเทรดตามแนวโน้ม (Continuation)

รูปแบบนี้เกิดจากราคายังคงเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดิม หลังจากพักฐานในโซนอุปสงค์หรืออุปทานชั่วคราว ก่อนจะไหลต่อไปจนกว่าจะเกิดดุลยภาพใหม่

การเทรด-ตามแนวโน้ม-Continuation

 

  • แนวโน้มขาขึ้น (Demand Zone: Rally-Base-Rally หรือ RBR): ราคาวิ่งขึ้น (Rally) จากแรงซื้อที่มากเกินไปก่อนพักฐาน (Base) เมื่อแรงซื้อกลับมาแข็งแรง ราคาจะทะลุกรอบบนขึ้นไป (Rally) ต่อเนื่อง

  • แนวโน้มขาลง (Supply Zone: Drop-Base-Drop หรือ DBD): ราคาดิ่งลง (Drop) จากแรงขายจำนวนมากก่อนพักฐาน (Base) เมื่อแรงขายกลับมาแข็งแรง ราคาจะทะลุกรอบล่างลงไป (Drop) ต่อเนื่อง

 

การปรับหลักการใช้อุปสงค์-อุปทานแต่ละตลาดเทรด

เทคนิค Demand & Supply Zone นี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, Forex, คริปโต หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ เพราะทุกตลาดมีแรงซื้อแรงขายที่ผลักดันราคาสินทรัพย์ให้เปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์โซนเหล่านี้ช่วยให้นักเทรดสามารถจับจังหวะเข้าออกตลาดได้แม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสทำกำไรในทุกสภาวะตลาด

 

ข้อดีการเทรด อุปสงค์ อุปทาน

  • มีความแม่นยำสูง ช่วยให้นักเทรดสามารถตัดสินใจเข้า-ออกตลาดได้อย่างมั่นใจ

  • การตีกรอบราคาหรือโซนการซื้อขายที่ชัดเจน ทำให้เห็นภาพรวมของตลาดและแนวโน้มราคาได้ดีขึ้น

  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการเทรดผิดพลาด เพราะมีจุดอ้างอิงที่ชัดเจน

 

ข้อควรระวังการเข้าเทรด อุปสงค์ อุปทาน

  • ต้องตีกรอบราคาหรือโซนอย่างแม่นยำและรอบคอบ หากตีกรอบผิดอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์

  • การวิเคราะห์เพียงวิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัด (indicator) อื่น ๆ เช่น RSI, MACD หรือ Volume เพื่อยืนยันสัญญาณ

  • หากพึ่งพาการตีกรอบเพียงอย่างเดียว อาจพลาดสัญญาณสำคัญจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อตลาด

 

สรุป อุปสงค์ อุปทาน สำคัญมากแค่ไหน?

อุปสงค์ อุปทาน สำคัญกับการเทรดมาก เพราะเป็นตัวกำหนดราคาสินทรัพย์ในตลาด การเข้าใจแรงซื้อ (อุปสงค์) และแรงขาย (อุปทาน) การเข้าใจ อุปสงค์อุปทานกับราคาสินค้า ทำให้เพิ่มโอกาสทำกำไร และลดความเสียหายในทุกตลาดการเงิน  ช่วยให้นักเทรดสามารถวิเคราะห์จุดกลับตัวของราคา หาจุดเข้าออกตลาดที่เหมาะสม และวางแผนบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปเนื้อหาด้วย AI

พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

no-risk
Calculator Icon
เครื่องคำนวณการเทรด

คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง

Converter Icon
หน้าแปลงสกุลเงิน

แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด

Glossary Icon
คลังคำศัพท์การเทรด

รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

Quantity supplied คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายพร้อมจะเสนอขายในตลาดที่ราคาหนึ่ง ๆ ปริมาณนี้เปลี่ยนแปลงตามราคาสินค้า เช่น ราคาสูงขึ้น ผู้ขายมักจะเพิ่มปริมาณสินค้าที่ขายได้

อุปทาน คือ ปริมาณสินค้าหรือสินทรัพย์ที่ผู้ขายพร้อมจะขายในตลาดที่ราคาต่าง ๆ ซึ่งอุปทานจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น เพราะผู้ขายต้องการทำกำไรมากขึ้น

อุปทานส่วนเกิน (Excess supply) คือ สถานการณ์ที่ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายเสนอขายมากกว่าปริมาณที่ผู้ซื้อพร้อมจะซื้อในราคาปัจจุบัน ทำให้สินค้าค้างสต็อกและราคามีแนวโน้มลดลง

ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ ได้แก่ ราคาสินค้า รายได้ของผู้บริโภค รสนิยมและความชอบ ราคาสินค้าทดแทนหรือสินค้าร่วมใช้ ความคาดหวังของผู้บริโภค และปัจจัยอื่น ๆ เช่น โฆษณา หรือฤดูกาล

ราคาดุลยภาพ (Equilibrium price) คือ ราคาที่ทำให้ปริมาณสินค้าที่ผู้ซื้ออยากซื้อเท่ากับปริมาณสินค้าที่ผู้ขายอยากขาย หรือจุดที่อุปสงค์และอุปทานเท่ากันในตลาด

ดีมาน (Demand) คือ ความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการในราคาหนึ่ง ๆ ซัพพลาย (Supply) คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายพร้อมจะเสนอขายในราคานั้น ๆ

แบ่งปันบล็อกนี้:
Itsariya Doungnet

Itsariya Doungnet

นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค

อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น

Risk Warning Icon

เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

เรียนรู้เพิ่มเติม

หุ้น Time Icon5 นาที read

ROE คืออะไร? สรุปอัตราตอบแทนของผู้ถือหุ้น ทั้งหมดที่คุณต้องรู้

ROE คืออะไร? ROE คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากเงินทุน ที่ผู้ถือหุ้นลงทุนเข้ามา บริษัทจะเริ่มต้นด้วย การระดมทุนจากผู้ถือหุ้น (Equity) เพื่อนำไปสร้างทรัพย์สิน (Asset) ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ สร้างรายได้ (Revenue) หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รายได้ที่เหลือคือ อัตรากำไรสุทธิ หากบริษัทไม่จ่ายเงินปันผล กำไรส่วนนี้จะถูกสะสม และเพิ่มเข้าไปในส่วนของผู้ถือหุ้น ทำให้ทุนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าบริษัทขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น ก็จะลดลงตามไปด้วย...

Itsariya Doungnet 30 กรกฎาคม 2025
scroll top