ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
พันธบัตร คือ การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้รับกำไรสม่ำเสมอ เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น และ ระยะยาว เพราะเป็นรูปแบบการลงทุนที่น่าเชื่อถือสูง เริ่มต้นลงทุนเพียงแค่ 1,000 บาท มาพร้อมกับสิทธิพิเศษด้านการลดหย่อนภาษีในการลงทุนพันธบัตรบางตัว
พันธบัตร คือ รูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย ได้รับความน่าเชื่อถือสูง เพราะการลงทุนนี้มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว
เรามาเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนพันธบัตรกัน ไม่ว่าจะเป็นความหมาย ประเภทที่แตกต่างกัน วิธีการลงทุน ข้อดี ข้อความระวัง และอื่นๆ อ่านต่อเลย!
พันธบัตรรัฐบาลไม่ใช่การลงทุนที่ทำให้รวยเร็ว แต่มันคือการสร้างความมั่นคง ที่ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับเวลา
พันธบัตร คือ ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำในการลงทุน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ และ วางแผนการลงทุนในระยะยาว
พันธบัตรไทย มีหลายประเภท เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรองค์กร และพันธบัตรต่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยง และผลตอบแทนแตกต่างกัน
รายได้จากพันธบัตร มาจากดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากราคาซื้อขาย ซึ่งพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนต่ำ แต่มั่นคง ส่วนพันธบัตรเอกชน ให้ผลตอบแทนสูง แต่เสี่ยงมากขึ้น
พันธบัตร คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาลหรือเอกชน เพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน โดยผู้ที่ซื้อพันธบัตรจะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” และมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด (Coupon Rate) เป็นงวด ๆ เช่น ทุก 6 เดือน หรือ ปีละครั้ง ซึ่งผลตอบแทนมักอยู่ที่ 2-5% ต่อปี สูงกว่าเงินฝากทั่วไป
พันธบัตรจะมีการกำหนด มูลค่าที่ตราไว้ (Face Value) โดยปกติมักกำหนดไว้ที่ 1,000 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ผู้ลงทุนจะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด และมี อายุพันธบัตร (Bond Maturity) ที่ระบุระยะเวลาการลงทุนอย่างชัดเจน เช่น ระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี เช่น ตั๋วเงินคลัง) และระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) มักมีอายุตั้งแต่ 3, 5, 7, 10 ปี ไปจนถึงสูงสุด 50 ปี
โดยทั่วไป พันธบัตรถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการรายได้ประจำและความมั่นคงในระยะสั้นถึงระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองได้ ซึ่งอาจทำให้ราคาพันธบัตรเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยและสภาพตลาดในช่วงเวลานั้น
พันธบัตร คือ การลงทุนที่ผู้ลงทุนให้เงินกับรัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลจะตอบแทนด้วยดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดเวลา เมื่อเราซื้อพันธบัตร เท่ากับว่าเราปล่อยกู้ให้รัฐบาลใช้เงินไปทำโครงการต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ถือพันธบัตร
เราจะได้รับดอกเบี้ยเป็นรายงวด เช่น ทุก 6 เดือน หรือ ทุกปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพันธบัตรแต่ละรุ่น อัตราดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และ มักขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น
ส่วนระยะเวลาการถือครอง ก็มีตั้งแต่ระยะสั้น เช่น 3 ปี ไปจนถึงระยะยาว เช่น 10 ปี หรือ มากกว่า หากผู้ถือไม่อยากถือจนครบกำหนด ก็สามารถขายต่อในตลาดรองได้เช่นกัน ทำให้พันธบัตรเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่น และมีความมั่นคงทางการเงิน สำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนแน่นอน
Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองพันธบัตร ซึ่งไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่รวมถึงกำไรหรือขาดทุนจากราคาซื้อขายในตลาดด้วย
Bond Yield มักถูกอธิบายคู่กับ YTM vs Coupon Rate เพราะทั้งสองตัวนี้คือ “วิธีวัดผลตอบแทนของพันธบัตร” ที่สำคัญที่สุด แต่ให้มุมมองไม่เหมือนกัน
Coupon Rate คือ อัตราดอกเบี้ยที่พันธบัตรจ่ายให้แบบคงที่ โดยคำนวณจากมูลค่าหน้าตั๋ว (Face Value) เช่น พันธบัตรมูลค่า 1,000 บาท ที่มี Coupon Rate 3% จะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 30 บาท ไม่ว่าราคาตลาดจะเปลี่ยนแปลงยังไง
YTM (Yield to Maturity) คือ ผลตอบแทนรวมที่แท้จริง หากถือพันธบัตรจนครบกำหนด (Maturity) โดยจะรวมทั้งดอกเบี้ย (Coupon) และส่วนต่างของราคาซื้อ เช่น ซื้อถูกกว่าหน้าตั๋วจะได้กำไรเพิ่ม หรือซื้อแพงกว่าก็อาจได้ผลตอบแทนน้อยลง
การลงทุนแต่ละประเภทมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของนักลงทุน
ประเภทการลงทุน
ลักษณะการลงทุน
ระดับความเสี่ยง
ผลตอบแทน
สภาพคล่อง
พันธบัตร
ปล่อยเงินให้รัฐหรือเอกชนกู้ รับดอกเบี้ย (Coupon) สม่ำเสมอ
ต่ำ
ต่ำ - ปานกลาง
ปานกลาง
หุ้น
ซื้อความเป็นเจ้าของบริษัท กำไรจากราคาหุ้น + ปันผล
สูง
กองทุนรวม
ลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุน กระจายหลายสินทรัพย์
ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับกองทุนที่เลือก)
ปานกลาง - สูง
สุง
เงินฝาก
ฝากเงินกับธนาคาร รับดอกเบี้ยคงที่
ต่ำมาก
สูงมาก
การลงทุนพันธบัตรเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนทุกรูปแบบ แต่อาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงสุดในระยะสั้น เรามาดูเปรียบเทียบกันต่อเลยว่าพันบัตรแต่ละรูปแบบแตกต่างกันอย่างไร
ประเภทพันธบัตร
เหมาะกับใคร
ความเสี่ยง
ผลตอบแทนโดยประมาณ
พันธบัตรรัฐบาล
ผู้เริ่มต้น หรือ ผู้ต้องการความมั่นคง
สูงสุด 2.5%
พันธบัตรออมทรัพย์
ประชาชนทั่วไป หรือ ต้องการเก็บออมระยะยาว
สูงสุด 3%
พันธบัตรเอกชน
ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่า และ รับความเสี่ยงได้
ปานกลาง ถึง สูง
สูงสุด 6%
พันธบัตรต่างประเทศ
นักลงทุนที่อยากกระจายพอร์ตไปต่างประเทศ
พันธบัตรในประเทศไทยมีหลายแบบ ให้คนลงทุนเลือกตามความต้องการ เพราะแต่ละแบบมี ระยะเวลา และ ดอกเบี้ย ที่แตกต่างกัน ทำให้ง่ายต่อการลงทุน
ตั๋วเงินคลัง คือ ตัวเลือกลงทุนที่เหมาะสำหรับคนที่อยากลงทุนระยะสั้น ใช้เงินไม่มาก และ รับเงินคืนรวดเร็ว ไม่มีดอกเบี้ยจ่ายเป็นงวด แต่ได้กำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย ทำให้เสี่ยงน้อยและคืนทุนชัวร์ในเวลาไม่เกิน 1 ปี ซึ่งเงินทุนครั้งแรกจะนอยกว่าราคาหน้าตั๋ว พอครบกำหนดไถ่ถอนแล้ว ก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนตามหน้าตั๋ว
พันธบัตรรัฐบาล คือ พันธบัตรที่มีดอกเบี้ยคงที่ เป็นตราสารหนี้จากทางรัฐที่จะระดมเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับรายได้แน่นอนทุกปี เพราะได้รับดอกเบี้ยเท่าเดิมตลอดอายุพันธบัตร ไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยลดลง เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาว เช่น เตรียมตัวเกษียณ เป็นต้น
พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นตารสรานี้ออกโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนทั่วไป มีโอกาสลงทุนง่าย ๆ จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดทั่วไปกว่า 3% และ มีข้อจำกัดเรื่องวงเงินลงทุน เพื่อกระจายการถือครอง พันธบัตรออมทรัพย์มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับการออมเงินระยะยาว
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ คือ พันธบัตรที่คุณจะได้รับผลตอบแทนจากเงินเฟ้อ เป็นรูปแบบที่จะไปช่วยให้อำนาจการซื้อในตลาดลดลงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเงินต้นและดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อจริง ทำให้มูลค่าการลงทุนไม่ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป เหมาะกับการถือครองระยะยาว เพื่อรักษากำลังซื้อ
ออนไลน์: เลือกซื้อได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ระบบ e-Saving ของธนาคารกรุงไทย หรือแอปธนาคารต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ ช่วยให้ซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา
เงินลงทุนขั้นต่ำ: ส่วนใหญ่เริ่มประมาณ 1,000 บาท
ค่าธรรมเนียม: โดยทั่วไป ไม่มีค่าธรรมเนียมในการจองซื้อครั้งแรก
เหมาะกับ: คนที่ต้องการความสะดวก ซื้อเร็ว จัดการเองได้
ออฟไลน์: ไปซื้อได้ที่ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตร หรือที่สำนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและช่วยดำเนินการ
เงินลงทุนขั้นต่ำ: ปกติเริ่มที่ 1,000 - 10,000 บาท แล้วแต่รุ่นของพันธบัตร
ค่าธรรมเนียม: ส่วนใหญ่ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการซื้อ แต่บางกรณีอาจมีค่าบริการเล็กน้อย
เหมาะกับ: คนที่ต้องการคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ หรือยังไม่มั่นใจในการซื้อเอง
ทำตามขั้นตอนลงทุนพันธบัตรได้ง่ายๆ สะดวก และปลอดภัย ด้านล่างนี้ได้เลย!
เปิดบัญชีลงทุนพันธบัตร: คุณสามารถติดต่อธนาคาร หรือ ใช้แอปธนาคารที่รองรับการซื้อพันธบัตร เช่น ที่สาขาธนาคาร หรือผ่านระบบออนไลน์ เตรียมบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนตัว เช่น เบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีธนาคาร เพื่อยืนยันตัวตนและเปิดบัญชีลงทุน
เลือกพันธบัตรและจำนวนเงินลงทุน: เลือกพันธบัตรที่สนใจ เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ หรือ พันธบัตรดอกเบี้ยคงที่ พร้อมกำหนดจำนวนเงินที่จะลงทุนให้เหมาะกับงบประมาณของคุณ
ยืนยันคำสั่งซื้อและชำระเงิน: อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลคำสั่งซื้อให้ถูกต้อง แล้วชำระเงินผ่านช่องทางที่สะดวก เช่น โอนผ่านแอปธนาคาร หรือจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ตามคำแนะนำของระบบหรือเจ้าหน้าที่
รับหลักฐานการถือครองพันธบัตร: หลังซื้อสำเร็จ จะได้รับเอกสารหรือใบแจ้งยอดการถือครองพันธบัตร ซึ่งแสดงรายละเอียด เช่น ประเภทพันธบัตร จำนวนเงินลงทุน และวันที่ครบกำหนด คุณสามารถตรวจสอบ และ ติดตามดอกเบี้ย หรือ ผลตอบแทน ตามรอบจ่ายดอกเบี้ยได้
ประเภท
ตั๋วเงินคลัง
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ
รูปแบบการลงทุน
ซื้อพันธบัตรแล้วรอรับดอกเบี้ยคงที่ตามอายุพันธบัตร
ลงทุนด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว แล้วไถ่ถอนได้เงินเต็มตามราคาหน้าตั๋ว
เป็นการลงทุนที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มาพร้อมดอกเบี้ยกว่า 3%
ลงทุนแล้วรอรับผลตอบแทนจากเงินเฟ้อจากความผันผวนในตลาด
ระยะเวลาในการลงทุน
ระยะกลางไปจนถึงระยะยาว
ไม่เกิน 1 ปี
ระยะยาว
รูปแบบผลตอบแทน
คุณจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย
คุณจะได้กำไรจากส่วนต่าง
ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราตลาด
คุณจะได้รับผลตอบแทนจากเงินต้น และ ดอกเบี้ยจากเงินเฟ้อ
ค่อนข้างต่ำ
ต่ำ ไปจนถึง ปานกลาง
ปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร ก็อาจจะมีผลกระทบต่อรายได้ของคุณ ดังนี้:
ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง: หากธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นดอกเบี้ย พันธบัตรรุ่นใหม่จะจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นด้วย
ภาวะเศรษฐกิจ: ช่วงที่เงินเฟ้อสูงหรือเศรษฐกิจไม่แน่นอน รัฐอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุน
ระยะเวลาการถือครอง: พันธบัตรระยะยาวมักให้ดอกเบี้ยมากกว่าระยะสั้น เพราะมีความเสี่ยงและระยะเวลาที่นานกว่า
เครดิตของรัฐบาล: รัฐบาลมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือสูง อัตราดอกเบี้ยอาจต่ำกว่า เพราะนักลงทุนมั่นใจว่าเสี่ยงน้อย
การเลือกพันธบัตร คุณจำเป็นต้องพิจารณาให้เหมาะกับ “เป้าหมายการลงทุน” และ “ความเสี่ยงที่รับได้” ไม่ใช่เลือกแค่ดอกเบี้ยสูง เพราะผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็มักมาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย
อย่าดูแค่ Coupon Rate เพราะมันคือดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ แต่ผลตอบแทนจริงคือ YTM
ตัวอย่างจริง:
พันธบัตร 1,000 บาท ดอกเบี้ย 3%
ถ้าซื้อที่ 950 บาท = ผลตอบแทนจริงจะมากกว่า 3%
ถ้าซื้อที่ 1,050 บาท = ผลตอบแทนจริงจะน้อยกว่า 3%
ดังนั้นก่อนซื้อ ควรเช็ก YTM ทุกครั้ง (ในแอปธนาคารหรือข้อมูลหน้าจองจะมีบอก)
อย่าเอาเงินระยะสั้นไปล็อกระยะยาว
ใช้แบบนี้ได้เลย:
1-3 ปี เหมาะกับเก็บเงินฉุกเฉิน / เก็บเงินที่อาจต้องใช้เร็ว
5-10 ปี เหมาะกับเก็บเงินไว้ใช้แต่งงานหรือสร้างครอบครัว
15-20 ปี เหมาะกับเก็บเงินเพื่อวางแผนเกษียณ
หากคุณวางแผนเก็บเงินในระยะสั้น ประมาณ 1-3ปี ก็ควรเลือกระยะสั้นแทนที่จะไปลงระยะยาว เพราะหากเลือกขายก่อน ก็อาจจะทำให้คุณขาดทุนได้
นี่คือสิ่งที่บอกว่า “เสี่ยงแค่ไหน”
AAA / AA = ปลอดภัย เหมาะกับมือใหม่
A / BBB = เริ่มมีความเสี่ยง แต่ได้ผลตอบแทนเพิ่ม
ต่ำกว่า BBB = เสี่ยงสูง ต้องดูงบการเงินเพิ่ม
พันธบัตรรัฐบาลไทย มีความเสี่ยงต่ำมาก ดอกเบี้ยประมาณ 2% เน้นความปลอดภัย เหมาะกับคนที่ไม่อยากรับความเสี่ยงสูง
หุ้นกู้เอกชนบางบริษัท ให้ดอกเบี้ยประมาณ 5% ขึ้นไป ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ต้องตรวจสอบเครดิตของบริษัทให้ดี เพราะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า
พันธบัตรบางประเภทไม่ได้ขายออกง่าย หรือถ้าขายก่อนกำหนด อาจได้ราคาต่ำกว่าที่ซื้อ
ตัวอย่าง:
พันธบัตรออมทรัพย์ ส่วนใหญ่ต้องถือจนครบกำหนด
พันธบัตรในตลาดรอง สามารถขายได้ แต่ราคาจะขึ้นลงตามสภาพตลาด
ถ้ามีโอกาสต้องใช้เงินระหว่างทาง ไม่ควรเลือกพันธบัตรที่ต้องถือยาวเกินไป
ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในพันธบัตรเพียงตัวเดียว
ตัวอย่างพอร์ต:
60% พันธบัตรรัฐบาล เพื่อเน้นความปลอดภัย
30% หุ้นกู้เอกชนเกรดดี เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
10% พันธบัตรระยะสั้น เผื่อใช้เงินในกรณีฉุกเฉิน
การจัดพอร์ตแบบนี้จะช่วยให้สมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ดีขึ้น
การลงทุนพันธบัตร เป็นการลงทุนปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ ความเสี่ยงการลงทุนต่ำ และวางแผนการเงินระยะยาวอย่างมั่นคง แต่แม้ว่า พันธบัตรจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย แต่ก็ยังมีข้อควรระวังที่นักลงทุนควรพิจารณา ดังนี้:
ข้อดี
ข้อควรระวัง
พันธบัตร มีความเสี่ยงต่ำ เพราะออกโดยรัฐบาลไทย มีความน่าเชื่อถือสูง โอกาสผิดนัดชำระแทบไม่มี
ดอกเบี้ยพันธบัตร จะได้รับผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหากราคาแพงขึ้น กำไรที่คุณจะได้ก็ปรับลงตามไปด้วย
พันธบัตร มีให้เลือกหลายระยะ เช่น 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี หรือ บางรุ่นนานถึง 50 ปี เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายชัดเจน
พันธบัตรบางประเภท เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ อาจต้องถือครองจนถึงวันครบกำหนดเท่านั้น ถ้าต้องการใช้เงินก่อน อาจขายคืนได้ยาก หรือ ได้รับราคาต่ำกว่าต้นทุน
การลงทุนพันธบัตร ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีเงินเยอะเท่านั้น เพราะบางรุ่นเปิดโอกาสให้ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 - 5,000 บาท เข้าถึงได้ง่าย
เมื่อเทียบกับหุ้น กองทุนรวม หรือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า พันธบัตรมักให้ผลตอบแทนต่ำกว่า เพราะเน้นความมั่นคง และ ความเสี่ยงต่ำ
แม้พันธบัตรจะดูปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ขึ้นอยู่กับประเภทและสถานการณ์ตลาด
ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk): ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับดอกเบี้ยในตลาด ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ราคาพันธบัตรที่ถืออยู่จะลดลง โดยเฉพาะถ้าต้องขายก่อนครบกำหนด อาจขาดทุนได้
ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Risk): ถ้าเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ ผลตอบแทนที่ได้จริงจะลดลง เพราะมูลค่าเงินลดลง
ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk): คือโอกาสที่ผู้ออกตราสารไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ ซึ่งจะพบในหุ้นกู้เอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล
รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดประมูลพันธบัตรหลายประเภทอย่างสม่ำเสมอ คุณสามารถตรวจสอบตารางประมูลพันธบัตรได้ผ่านเว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ:
ความถี่ในการออกพันธบัตร
อายุทั่วไป
ทุกวันอังคาร
ไม่เกิน 3 เดือน
วันอังคาร เพียงเดือนละครั้ง
1 ปี
พันธบัตรคงที่
วันพฤหัสบดี ช่วงเดือนคี่
2 ปี
พันธบัตรดอกเบี้ยลอยตัว
วันพฤหัสบดี ทุก 2 สัปดาห์
6 เดือน
วันพฤหัสบดี เพียงเดือนละครั้ง
วันพฤหัสบดี ช่วงเดือนคู่
พันธบัตร คือ รูปแบบการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการได้รับผลตอบแทนแบบแน่นอน เช่น ผู้เริ่มต้นลงทุน ผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องการออมเงินระยะยาว เช่น เพื่อเกษียณ หรือ ค่าเล่าเรียนลูก สามารถช่วยเก็บรักษาเงินต้นได้ดี และยังช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดีด้วยเช่นกัน
คุณสามารถเริ่มลงทุนได้เพียง 1,000 - 5,000 บาท เพียงเลือกพันธบัตร ที่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง แล้วซื้อผ่านแอปธนาคาร หรือ ที่ธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมรายการ จากนั้นรอรับดอกเบี้ย และ เงินต้น เมื่อครบกำหนดตามรอบที่กำหนดไว้
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
คุณสามารถซื้อได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น แอปฯ เป๋าตัง, Krungthai NEXT หรือที่ธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมรายการ เช่น กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ฯลฯ รวมถึงบางรุ่นมีจำหน่ายผ่านระบบ e-Saving
การลงทุนพันธบัตรแต่ละรุ่น จะกำหนดรอบจ่ายชัดเจน ส่วนใหญ่จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน จนกว่าจะครบอายุ
ใช่ค่ะ ดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรเอกชนในไทยจะมีการหักภาษี 15% ณ ที่จ่าย ซึ่งกำไรจากการขายพันธบัตร หากมีการขายก่อนครบกำหนด ก็อาจต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราที่กำหนด
5. มีการออกพันธบัตร 2569 ช่วงไหนบ้าง?
พันธบัตรจะมีการออกเป็นรอบๆ ตลอดทั้งปี ติดตามกำหนดเปิดขายได้จากเว็บไซต์กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแอปธนาคารที่คุณใช้ เพื่อไม่พลาดรอบจำหน่าย
6. ทำไมถึงมีการออกพันธบัตร?
การออกพันธบัตรนั้นจะมีไว้เพื่อใช้ ระดมทุนสำหรับโครงการของรัฐบาล เช่น โครงการพัฒนาประเทศ หรือใช้ในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการเงินของรัฐมากขึ้น
Itsariya Doungnet
นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค
อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
เทรดคริปโต คืออะไร? เทรดคริปโต คือ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอล เช่น Bitcoin และ Ethereum ที่คุณสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ เพียงแค่คาดเดาราคาว่า ราคาจะขึ้นหรือลง หากคุณคิดว่าราคาจะขึ้น ก็ให้เลือกกด “Buy” หากคุณคิดว่าราคาจะลง ก็ให้เลือกกด “Sell” จริงๆ แล้ว การเทรดแบบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมาก ก็สามารถเข้าเทรดได้แล้ว และยังเลือกเทรดได้อีกว่า...
Stochastic Oscillator คืออะไร Stochastic Oscillator หรือ ที่เรียกย่อ ๆ ว่า STO เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator ที่ใช้วัดโมเมนตัมของราคา โดยเปรียบเทียบ ราคาปิดปัจจุบัน กับ ช่วงราคาสูงสุด - ต่ำสุด ในช่วงเวลาที่กำหนด เครื่องมือนี้ถูกคิดค้นโดย George Lane ในปี 1950...
ROA คืออะไร? ROA คือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่บอกว่า บริษัทสามารถสร้างกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน ROA สูง: บริษัทใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROA ต่ำ: บริษัทอาจมีสินทรัพย์มาก แต่ไม่สามารถสร้างกำไรได้เต็มที่ วิธีคำนวณ ROA การใช้งาน ROA คือ วิธีการวัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ของบริษัทเพื่อสร้างกำไร เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากงบการเงิน เช่น กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษี รวมถึงสินทรัพย์รวมของบริษัท...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ