ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
อินดิเคเตอร์ ADX หรือ Average Directional Index เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มในตลาดการเงินโดยช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงแนวโน้มหรืออยู่ในกรอบการเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์
ในบทความนี้เราจะอธิบายสูตรของอินดิเคเตอร์ ADX และวิธีการนำไปใช้ในการเทรด ร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับกลยุทธ์เพื่อใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน
อินดิเคเตอร์ ADX ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มโดยค่าที่สูงกว่า 25 บ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งในขณะที่ค่าที่ต่ำกว่า 20 ชี้ให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะแนวโน้มอ่อนแอหรือเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์
การใช้ ADX ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่น เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) หรือ RSI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบุจุดเข้าและจุดออกจากตลาด
การปรับแต่งค่าการตั้งค่า ADX ให้เหมาะสมกับการเทรดระยะสั้นหรือประเภทของตลาดที่แตกต่างกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกลยุทธ์การเทรดของคุณ
Average Directional Index (ADX) เป็นอินดิเคเตอรืทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพื่อวัดความแข็งแกร่งและทิศทางของแนวโน้มในตลาดการเงิน
แตกต่างจากอินดิเคเตอร์หลายตัวที่เน้นเฉพาะทิศทางของราคา ADX ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบว่าตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มหรือไม่และแนวโน้มนั้นมีความแข็งแกร่งมากเพียงใดไม่ว่าราคาจะเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงก็ตาม
ADX ใช้งานบนสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยค่าที่ยิ่งสูงบ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้นค่าที่ต่ำกว่า 20 มักบ่งชี้ว่าตลาดไม่มีแนวโน้มหรือแนวโน้มอ่อนแอและค่าที่สูงกว่า 40 บ่งชี้ว่าแนวโน้มมีความแข็งแกร่ง
เทรดเดอร์มักใช้ระดับเหล่านี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าจะใช้กลยุทธ์ตามแนวโน้มหรือหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ตลาดไม่ชัดเจน
อีกหนึ่งจุดเด่นของอินดิเคเตอร์ ADX คือ ความสามารถในการปรับใช้กับกรอบเวลาและตลาดที่แตกต่างกันไม่ว่าคุณจะวิเคราะห์กราฟระยะสั้นสำหรับการเทรดรายวันหรือแนวโน้มระยะยาวสำหรับการลงทุน อินดิเคเตอร์ ADX สามารถนำไปใช้ได้กับสินทรัพย์ทุกประเภท เช่น ฟอเร็กซ์ หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และ คริปโทเคอเรนซี
อินดิเคเตอร์ ADX คำนวณผ่านหลายขั้นตอน ดังนี้:
การเคลื่อนที่ตามทิศทาง (+DM และ -DM) : วัดการเคลื่อนที่ของราคาในทิศทางขึ้นหรือลงโดยเปรียบเทียบจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า
ช่วงที่แท้จริง (True Range - TR): คำนวณค่าที่มากที่สุดจากตัวเลือกต่อไปนี้ราคาสูงสุดลบราคาต่ำสุดของช่วงเวลาเดียวกัน ราคาสูงสุดลบราคาปิดก่อนหน้า หรือราคาต่ำสุดลบราคาปิดก่อนหน้า
การทำให้ค่าเฉลี่ยสมูท (Smoothed Averages) : ใช้เทคนิค Wilder’s smoothing เพื่อคำนวณค่าเฉลี่ยของ +DM, -DM และ TR ตามช่วงเวลาที่เลือก (โดยทั่วไปคือ 14)
อินดิเคเตอร์บอกทิศทาง (+DI และ -DI) : หารค่าเฉลี่ยของ +DM และ -DM ด้วยค่าเฉลี่ยของ TR แล้วคูณด้วย 100 เพื่อแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
ดัชนีการเคลื่อนที่ตามทิศทาง (DX): คำนวณความแตกต่างสัมพัทธ์ระหว่าง +DI และ -DI โดยใช้สูตร: DX = (|+DI - -DI| / (+DI + -DI)) × 100
ค่าเฉลี่ย DX (ADX): ใช้การปรับค่า DX ให้เรียบเพื่อสร้างเส้น ADX ซึ่งช่วยระบุความแข็งแกร่งของแนวโน้มโดยไม่คำนึงถึงทิศทางของตลาด
แพลตฟอร์มการเทรดส่วนใหญ่จะคำนวณค่าต่างๆ เหล่านี้โดยอัตโนมัติแต่การเข้าใจขั้นตอนการคำนวณช่วยให้เทรดเดอร์สามารถมองเห็นภาพรวมของวิธีที่อินดิเคเตอร์ ADX ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้ดียิ่งขึ้น
นี่คือวิธีใช้อินดิเคเตอร์ ADX อย่างมีประสิทธิภาพในการเทรดของคุณ:
ADX ที่ต่ำกว่า 20: บ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในภาวะอ่อนแอหรือเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์เทรดเดอร์มักหลีกเลี่ยงกลยุทธ์ตามแนวโน้มในช่วงนี้
ADX ที่อยู่ระหว่าง 20 ถึง 40: แสดงถึงแนวโน้มที่กำลังพัฒนาหรือเทรนด์ระดับปานกลางเหมาะสำหรับการเข้าเทรดในช่วงเริ่มต้นของแนวโน้ม
ADX ที่สูงกว่า 40: บ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งซึ่งมักเป็นโอกาสในการทำกำไรสูงสุดจากสินทรัพย์ที่กำลังมีแนวโน้มชัดเจน
+DI (Positive Directional Indicator): บ่งชี้การเคลื่อนไหวของราคาขาขึ้น
-DI (Negative Directional Indicator): บ่งชี้การเคลื่อนไหวของราคาขาลง
เมื่อ +DI อยู่เหนือ -DI หมายถึงตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และเมื่อ -DI อยู่เหนือ +DI หมายถึงตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง ADX ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้มเหล่านี้
ADX ที่กำลังเพิ่มขึ้น: บ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง
ADX ที่กำลังลดลง: บ่งชี้ว่าแนวโน้มกำลังอ่อนแอลงซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงไซด์เวย์
ADX สามารถนำไปใช้กับหลายกรอบเวลากรอบเวลาสั้น (เช่น 5 นาทีหรือ 15 นาที) เหมาะสำหรับนักเทรดระหว่างวันในขณะที่กรอบเวลาที่ยาวขึ้น (เช่น กราฟรายวันหรือรายสัปดาห์) เหมาะสำหรับนักเทรดแบบสวิง (Swing Traders) และนักเทรดที่เน้นการถือตำแหน่ง (Position Traders)
อินดิเคเตอร์ ADX ไม่ได้ระบุทิศทางของแนวโน้มแต่บ่งบอกเพียงความแข็งแกร่งของแนวโน้มเท่านั้น ดังนั้นควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นหรือรูปแบบกราฟ (Chart Patterns) เพื่อช่วยระบุจุดเข้าและจุดออกที่มีโอกาสทำกำไรสูงสุด
อินดิเคเตอร์ ADX มีประโยชน์อย่างมากในการเทรดฟอเร็กซ์เนื่องจากการระบุแนวโน้มที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จนี่คือวิธีการนำไปใช้ในการเทรดฟอเร็กซ์อย่างมีประสิทธิภาพ:
1. ระบุความแข็งแกร่งของแนวโน้มในคู่สกุลเงิน
ในตลาดฟอเร็กซ์แนวโน้มมักเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเคลื่อนไหวของราคา
ใช้ ADX เพื่อตรวจสอบว่าคู่สกุลเงินมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งหรือไม่ ค่า ADX สูงกว่า 25 มักบ่งชี้ว่าแนวโน้มมีความแข็งแกร่งและสามารถเข้าเทรดตามแนวโน้มได้
2. หลีกเลี่ยงตลาดที่เคลื่อนไหวแบบไร้แนวโน้ม
ค่า ADX ต่ำกว่า 20 บ่งชี้ว่าตลาดไม่มีแนวโน้มหรือราคาเคลื่อนที่แบบผันผวนในกรอบไซด์เวย์
ในกรณีนี้ เทรดเดอร์อาจมองหาโอกาสในการเข้าเทรดแบบ Breakout แทนการใช้กลยุทธ์ตามแนวโน้ม
3. เลือกคู่สกุลเงินตามระดับ ADX
เมื่อตลาดฟอเร็กซ์มีแนวโน้มที่แข็งแกร่งคู่สกุลเงินที่มีค่า ADX สูงมักมีการเคลื่อนไหวของราคาที่สำคัญ
ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงิน EUR/USD หรือ GBP/JPY มักแสดงแนวโน้มที่ชัดเจนในช่วงที่มีความผันผวนสูงซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันได้ด้วย ADX
อินดิเคเตอร์ ADX จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่น ๆ ที่ช่วยลดข้อจำกัดของ ADX เช่น การไม่สามารถระบุทิศทางของแนวโน้มหรือจุดเข้าและออกที่แม่นยำ
นี่คือตัวอย่างอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับ ADX:
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) เป็นอินดิเคเตอร์ที่นิยมใช้ร่วมกับ ADX เพื่อกำหนดทิศทางของแนวโน้มโดย Moving averages แสดงให้เห็นว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง
ตัวอย่างเช่น: หากราคาเคลื่อนที่อยู่เหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่กำลังเพิ่มขึ้นและค่า ADX สูงกว่า 25 แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
อีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ที่มีประโยชน์คือ Relative Strength Index (RSI) ที่ซึ่งใช้วัดโมเมนตั้มของตลาดและระบุสภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ในขณะที่ ADX ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม RSI สามารถช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการเข้าเทรดเมื่อราคาขยายตัวมากเกินไปและมีโอกาสกลับตัว
ตัวอย่างเช่น หาก ADX แสดงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งแต่ RSI สูงกว่า 70 (บ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป) เทรดเดอร์อาจหลีกเลี่ยงการเปิดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการกลับตัวของราคา
อินดิเคเตอร์ MACD ทำงานร่วมกับ ADX ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยช่วยระบุทิศทางของแนวโน้มและสัญญาณการกลับตัว สัญญาณ MACD Crossover สามารถใช้เป็นจุดเข้าเทรดและ ADX ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
ตัวอย่าง: หาก MACD ตัดขึ้น (Bullish Crossover) และค่า ADX สูงกว่า 25 หมายถึงมีโอกาสสูงที่แนวโน้มขาขึ้นจะแข็งแกร่งทำให้เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าเทรดฝั่งซื้อ
Bollinger Bands เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ที่ทำงานร่วมกับ ADX ได้ดีเนื่องจากช่วยวัดความผันผวนของตลาดและระบุจุดที่อาจเกิด Breakout หาก ADX เริ่มเพิ่มขึ้นจากค่าต่ำและราคาทะลุออกจากกรอบ Bollinger Bands มักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่แนวโน้มที่แข็งแกร่ง
สุดท้ายระดับ Fibonacci Retracement ช่วยระบุแนวรับและแนวต้านสำคัญในช่วงที่เกิดแนวโน้มหาก ADX ยืนยันว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มที่แข็งแกร่งสามารถใช้ระดับ Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่เหมาะสม
ตัวอย่างเช่นในช่วงแนวโน้มขาขึ้นที่มีค่า ADX สูง เทรดเดอร์อาจมองหาโอกาสในการเข้าซื้อใกล้ระดับ 50% Fibonacci Retracement เพื่อใช้เป็นจุดกลับตัวในแนวโน้มขาขึ้น
สำหรับการเทรดระหว่างวันอินดิเคเตอร์ ADX มักต้องมีการปรับแต่งเพื่อให้ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของตลาดที่รวดเร็วขึ้นค่าเริ่มต้น 14-period ใช้งานได้ดีบนกราฟเวลาระหว่างวัน เช่น กรอบเวลา 5 นาทีหรือ 15 นาที แต่ช่วงเวลาที่สั้นลง เช่น 7 หรือ 9-period จะเหมาะสมกว่าในการจับแนวโน้มที่เกิดขึ้นเร็ว
ADX 7-period ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้รวดเร็วเหมาะสำหรับการระบุแนวโน้มระยะสั้นในขณะที่ ADX 9-period ให้ความสมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำ
ค่า ADX ที่สูงกว่า 25 ยังคงบ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งในขณะที่ค่าต่ำกว่า 20 ชี้ให้เห็นว่าตลาดไม่มีแนวโน้มหรืออยู่ในช่วงไซด์เวย์
นักเทรดระหว่างวันควรใช้ ADX ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพ เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) หรือ RSI และทดลองใช้การตั้งค่าเหล่านี้กับสินทรัพย์และกรอบเวลาที่ต้องการเพื่อปรับแต่งให้เหมาะสมกับการเทรดของตนเอง
อินดิเคเตอร์ ADX เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในการวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มแต่เช่นเดียวกับอินดิเคเตอร์อื่น ๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด
วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้อย่างชัดเจน: ADX แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มมีความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถมุ่งเน้นไปที่การตั้งค่าการเทรดที่มีโอกาสสูง
มีความยืดหยุ่นสูง: สามารถใช้งานได้กับตลาดที่หลากหลาย เช่น ฟอเร็กซ์ หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ และสามารถนำไปใช้ได้กับหลายกรอบเวลา
เสริมประสิทธิภาพของอินดิเคเตอร์อื่น: ADX สามารถใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ที่วัดทิศทางแนวโน้มหรือโมเมนตั้ม เช่น RSI MACD หรือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages)
ไม่มีอคติด้านทิศทางตลาด: เนื่องจาก ADX มุ่งเน้นเฉพาะความแข็งแกร่งของแนวโน้มโดยไม่ระบุทิศทางทำให้ช่วยให้เทรดเดอร์วิเคราะห์ภาพรวมของตลาดได้โดยไม่มีอคติจากการคาดการณ์ทิศทางของราคา
มีความล่าช้า: เนื่องจาก ADX เป็นอินดิเคเตอร์ที่ทำให้ค่าเฉลี่ยสมูท (Smoothed Indicator) จึงตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคาที่ผ่านมาซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งสัญญาณโดยเฉพาะในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ไม่ระบุทิศทางแนวโน้ม : ADX วัดเพียงความแข็งแกร่งของแนวโน้มแต่ไม่ได้บอกว่าแนวโน้มนั้นเป็นขาขึ้น (Bullish) หรือขาลง (Bearish) เทรดเดอร์จำเป็นต้องใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นเพื่อระบุทิศทางของตลาด
ซับซ้อนสำหรับมือใหม่ : การทำความเข้าใจและตีความค่า ADX ร่วมกับเส้น +DI และ -DI อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่เนื่องจากต้องอาศัยการฝึกฝนในการอ่านค่าและวิเคราะห์แนวโน้ม
มีประโยชน์น้อยในตลาดไซด์เวย์ : ในตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบด้านข้าง (Range-Bound Market) อินดิเคเตอร์ ADX มักให้ข้อมูลที่นำไปใช้ได้น้อยในการตัดสินใจเทรด
สำหรับมือใหม่ อินดิเคเตอร์ ADX อาจดูซับซ้อนแต่การปฏิบัติตามเคล็ดลับง่ายๆ ต่อไปนี้จะช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นและปรับปรุงผลลัพธ์ในการเทรด
เริ่มต้นด้วยการตั้งค่าเริ่มต้น: ใช้ค่าเริ่มต้น 14-period ADX ก่อนแล้วค่อยปรับแต่งเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น
โฟกัสที่ระดับสำคัญ: ค่า ADX สูงกว่า 25 บ่งบอกถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งขณะที่ ต่ำกว่า 20 ชี้ว่าตลาดไม่มีแนวโน้มหรืออยู่ในช่วงไซด์เวย์
ใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่น: จับคู่ ADX กับเครื่องมืออย่าง ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) หรือ RSI เพื่อยืนยันทิศทางแนวโน้มและจุดเข้าเทรด
หลีกเลี่ยงการเทรดมากเกินไป: ยืนยันสัญญาณจาก ADX ด้วยการวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากสัญญาณเท็จ
ฝึกฝนและทดสอบย้อนหลัง: ใช้บัญชีเดโม่และทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลัง (Backtest) เพื่อเรียนรู้ว่า ADX ทำงานอย่างไรในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน
อินดิเคเตอร์ ADX เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้สำหรับการวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มและสามารถนำไปใช้ได้กับตลาดและกรอบเวลาที่หลากหลายการทำความเข้าใจค่าหลักของ ADX และการใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นและการปรับแต่งค่าตามสไตล์การเทรดจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุแนวโน้มที่แข็งแกร่งและตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ติดตาม XS เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเทรดเพิ่มเติม!
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินแบบเรียลไทม์
เรียนรู้คำศัพท์และแนวคิดสำคัญของการเทรด
อินดิเคเตอร์ ADX ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม โดยระบุว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มที่แข็งแกร่งหรือไม่มีแนวโน้มหากค่า ADX สูงกว่า 25 หมายถึงแนวโน้มแข็งแกร่งในขณะที่ค่าต่ำกว่า 20 บ่งชี้ว่าตลาดไม่มีแนวโน้มหรืออยู่ในช่วงไซด์เวย
ค่า ADX สูงกว่า 25 ถือว่าเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งและเหมาะสำหรับกลยุทธ์ตามแนวโน้มในขณะที่ค่าต่ำกว่า 20 บ่งบอกว่าตลาดไม่มีแนวโน้มชัดเจน
RSI ใช้วัดโมเมนตัมและระบุจุดที่ตลาดอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ในขณะที่ ADX ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มทั้งสองอินดิเคเตอร์มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันและทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกัน
ADX ไม่ได้ระบุทิศทางของแนวโน้ม แต่ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม โดยเทรดเดอร์ต้องดูเส้น +DI และ -DI เพื่อระบุว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง
อินดิเคเตอร์ ADX ประกอบด้วย 3 เส้นหลัก: ADX (วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม) +DI (ทิศทางขาขึ้น) -DI (ทิศทางขาลง) ทั้งสามเส้นช่วยให้เทรดเดอร์สามารถประเมินทั้งทิศทางและความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
Flag Pattern คืออะไร? Flag Pattern คือ รูปแบบของ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) มีอีกชื่อเรียกว่า แพทเทิร์นธง ช่วยให้นักเทรดสามารถระบุช่วงพักตัวชั่วคราวของราคาก่อนที่แนวโน้มหลักจะดำเนินต่อไป มักพบในกราฟราคาของหุ้น, คริปโต, Forex หรือสินทรัพย์การเงินอื่น ๆ รูปแบบนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคามีการเคลื่อนไหวรุนแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เรียกว่า "เสาธง" แล้วตามด้วยช่วงพักตัวที่ราคาขยับขึ้น–ลงในกรอบแคบ เรียกว่า "ตัวธง" ...
ค่า Spread คืออะไร? ค่า Spread คือส่วนต่างระหว่าง ค่า Bid และ Ask ที่เป็นราคาซื้อและราคาขาย ของสินทรัพย์ในการเทรด เช่น ฟอเร็กซ์ หุ้น หรือคริปโต ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฝงที่โบรกเกอร์ใช้ในการทำกำไร ค่า spread แปรผันตามตลาด ยิ่งค่า Spread แคบ (น้อย) ก็ยิ่งดีสำหรับนักเทรด...
ตลาดหมีคืออะไร? ตลาดหมี (Bear Market) หมายถึงช่วงเวลาหนึ่งในตลาดการเงินที่ราคาหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดล่าสุดและยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลงเป็นเวลานาน การลดลงนี้มักสะท้อนถึงความรู้สึกกังวลและความกลัวอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุน ซึ่งมักเกิดจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์ระดับโลก หรือสภาวะตลาดที่อ่อนแอ ตลาดหมีมักมาพร้อมกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงกำ ไรของบริษัทที่ต่ำลง และในบางกรณีการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน คำว่า "ตลาดหมี" ได้รับแรงบันดาลใจจากลักษณะการโจมตีของหมีที่ใช้กรงเล็บฟาดลงจากบนลงล่าง ซึ่งเปรียบเสมือนการเคลื่อนตัวลงของราคาหุ้นในตลาด ลักษณะเด่นของตลาดหมี (Bear Market)...
รับทราบประกาศล่าสุด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และข้อมูลเชิงลึกพิเศษของเรา ส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ