Facebook Pixel

Bond Yield คืออะไร: ความหมาย วิธีคำนวณ และตัวอย่าง

Date Icon 5 พฤศจิกายน 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 5 นาที read

สารบัญ

Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินว่าการลงทุนในพันธบัตรให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ โดยช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบพันธบัตรแต่ละประเภทได้ยังไง และตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูล บทความนี้จะอธิบายความหมายของ Bond Yield, การคำนวณ Bond Yield และ ยกตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจง่าย พร้อมนำไปใช้จริงในการลงทุน

สาระสำคัญ

  • Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร ทั้งดอกเบี้ยและส่วนต่างราคา

  • ช่วยให้นักลงทุนประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน

  • การวิเคราะห์ Bond Yield เพื่อการลงทุน ช่วยคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

  • ความเข้าใจ Bond Yield เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ลงทุนตราสารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

Bond Yield คืออะไร?

Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทน ที่นักลงทุนจะได้รับจากการลงทุนในพันธบัตร ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ต่อปี ตัวชี้วัดนี้ ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพชัดเจนว่าพันธบัตรนั้น ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่

Bond Yield มีหลายประเภท เช่น Current Yield ที่คำนวณจากดอกเบี้ยเทียบกับ ราคาปัจจุบันของพันธบัตร และ Yield to Maturity (YTM) ซึ่งเป็นการวัดผลตอบแทนรวมทั้งหมดจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ทั้งสองประเภทนี้ ช่วยให้นักลงทุนประเมินผลตอบแทน และ ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

 

ประเภทของ Bond Yield ที่นักลงทุนควรรู้

เมื่อพูดถึง Bond Yield นักลงทุนควรทำความเข้าใจประเภทหลัก ๆ ที่ใช้วัดผลตอบแทนจากพันธบัตร ซึ่งแต่ละประเภทมีจุดเด่นและวิธีใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

Nominal Yield (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว)

Nominal Yield คือ อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนพันธบัตรหรือที่เรียกว่า “คูปอง” ซึ่งเป็นจำนวนดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรในแต่ละปี โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหน้าตั๋วของพันธบัตร

 

Current Yield (ผลตอบแทนปัจจุบัน)

Current Yield คือ อัตราผลตอบแทนที่คำนวณจากดอกเบี้ยที่ได้รับเทียบกับราคาปัจจุบันของพันธบัตร ซึ่งราคาพันธบัตรในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ Current Yield สะท้อนผลตอบแทนจริง ณ เวลานั้น

 

Yield to Maturity (YTM) (ผลตอบแทนจนครบกำหนดไถ่ถอน)

Yield to Maturity หรือ YTM คือ อัตราผลตอบแทนรวมทั้งหมดที่นักลงทุนจะได้รับหากถือพันธบัตรจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน โดยรวมทั้งดอกเบี้ยและกำไรหรือขาดทุนจากราคาซื้อขายพันธบัตร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญและแม่นยำที่สุดในการประเมินผลตอบแทนของพันธบัตร

 

Bond Yield กับ Dividend Yield: ความแตกต่างที่สำคัญ

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Bond Yield และ Dividend Yield เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน อ่านต่อในตารางเพื่อดูความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างได้เลย

Bond Yield

Dividend Yield

Bond Yield จะได้รับผลตอบแทนที่ได้จากการถือพันธบัตร

Dividend Yield ได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้ผู้ถือหุ้น

Bond Yield มาจากดอกเบี้ยที่จ่ายจากพันธบัตร

Dividend Yield มาจากเงินปันผลของหุ้น

Bond Yield คำนวณจากดอกเบี้ยประจำปีหารด้วยราคาพันธบัตร

Dividend Yield คำนวณจากเงินปันผลต่อหุ้นหารด้วยราคาหุ้น

Bond Yield มีความเสี่ยงต่ำกว่าเพราะพันธบัตรมักมั่นคง

Dividend Yield มีความเสี่ยงสูงกว่าเพราะขึ้นอยู่กับผลประกอบการบริษัท

Bond Yield มีผลตอบแทนคงที่และผันผวนน้อย

Dividend Yield มีผลตอบแทนผันผวนสูงเพราะเงินปันผลขึ้นกับกำไรบริษัท

Bond Yield เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและรายได้ประจำ

Dividend Yield เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากหุ้นและการเติบโตของบริษัท

 

วิธีการคำนวณ Bond Yield

การคำนวณ Bond Yield เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจผลตอบแทนจากพันธบัตรได้ชัดเจนขึ้น โดยมีสูตรหลัก ๆ ดังนี้

current-yield-formula

ตัวอย่าง:

พันธบัตรมีดอกเบี้ยปีละ 50 บาท ราคาปัจจุบันในตลาดคือ 950 บาท

Current Yield = (50 ÷ 950) × 100 ≈ 5.26%

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield และราคาพันธบัตร

Bond Yield และ ราคาพันธบัตร มีความสัมพันธ์ที่สวนทางกันอย่างชัดเจน คือ เมื่อราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น Bond Yield จะลดลง และเมื่อราคาพันธบัตรลดลง Bond Yield จะเพิ่มขึ้น

การคำนวณ Bond Yield จากดอกเบี้ยที่ได้รับเทียบกับราคาซื้อขายจริงของพันธบัตร หากราคาพันธบัตรสูงขึ้น นักลงทุนต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยเท่าเดิม จึงทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง และในทางกลับกัน ราคาพันธบัตรลดลงก็จะทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

ราคาพันธบัตร (Bond)

Bond Yield

ความสัมพันธ์

เพิ่มขึ้น

ลดลง

เมื่อราคาพันธบัตรสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนจะลดลง

ลดลง

เพิ่มขึ้น

เมื่อราคาพันธบัตรลดลง อัตราผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่าง

พันธบัตรจ่ายดอกเบี้ยปีละ 50 บาท ถ้าราคาพันธบัตรคือ 1,000 บาท Bond Yield จะเท่ากับ 5% แต่ถ้าราคาพันธบัตรเพิ่มเป็น 1,100 บาท Bond Yield จะลดลงเหลือประมาณ 4.55% เพราะนักลงทุนจ่ายเงินมากขึ้นแต่ได้รับดอกเบี้ยเท่าเดิม

 

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: Bond Yield ในตลาดไทยและตลาดสหรัฐฯ

Bond Yield ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในตำราเท่านั้น แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินและการลงทุนในชีวิตจริง ในส่วนนี้เราจะยกตัวอย่างสถานการณ์ล่าสุดของ Bond Yield ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เห็นภาพว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในตลาดอย่างไร

 

Bond Yield ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย

ในช่วงปีหลัง ๆ Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลไทยมีความผันผวนตามสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ตัวอย่างเช่น:

  • เมื่อ BOT มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ Bond Yield ของพันธบัตรระยะสั้นและระยะกลางมักลดลงตามไปด้วย เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมถูกลง นักลงทุนจึงรับผลตอบแทนน้อยลงแต่แลกกับความเสี่ยงที่ต่ำลง

  • ในทางกลับกัน เมื่อมีสัญญาณเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หรือเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว Bond Yield จะปรับตัวสูงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น

ล่าสุด Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 3.0 - 3.5% ซึ่งสะท้อนทั้งนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อตลาดทุนไทย

 

Bond Yield ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ U.S. Treasury Bonds เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากถือเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง

  • ในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากระดับต่ำกว่า 1% ในช่วงวิกฤตโควิด 19 เป็นระดับ 4% ขึ้นไปในช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

  • Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นนี้สะท้อนความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นในการถือครองพันธบัตร

ล่าสุด Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ในช่วง 4.0 - 4.5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังประเมินความเข้มงวดของนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

 

ความสำคัญของ Bond Yield ต่อการลงทุน

Bond Yield เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนพันธบัตร เพราะช่วยประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนได้อย่างแม่นยำ โดยมีความสำคัญในหลายด้าน ดังนี้

 

บ่งบอกผลตอบแทนที่แท้จริง

Bond Yield แสดงถึงอัตราผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองพันธบัตร รวมทั้งดอกเบี้ยและส่วนต่างของราคาพันธบัตรในตลาด การทราบ Bond Yield ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมของรายได้ที่คาดว่าจะได้รับจริง ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน

 

ช่วยเปรียบเทียบการลงทุน

Bond Yield ทำให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนของพันธบัตรแต่ละประเภท เช่น พันธบัตรรัฐบาลกับพันธบัตรบริษัท หรือตัวเลือกการลงทุนอื่น เช่น หุ้นหรือเงินฝากออมทรัพย์ โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงและระยะเวลาการลงทุน นักลงทุนจึงสามารถเลือกสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินได้ดีที่สุด

 

สะท้อนความเสี่ยงของตลาด

Bond Yield มักสะท้อนภาพรวมความเชื่อมั่นและความเสี่ยงในตลาด เช่น เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงสูงขึ้น นักลงทุนจะเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงนี้ ส่งผลให้ Bond Yield สูงขึ้น การติดตาม Bond Yield จึงช่วยให้นักลงทุนรับรู้ถึงสภาพตลาดและประเมินความเสี่ยงได้ทันสถานการณ์

 

ช่วยในการวางแผนการเงินและบริหารพอร์ต

การเข้าใจ Bond Yield ช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนรับผลตอบแทนตามเป้าหมายทางการเงิน เช่น การวางแผนเกษียณหรือจัดการกระแสเงินสดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยในการบริหารพอร์ตลงทุนโดยการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

 

เป็นตัวชี้วัดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

Bond Yield โดยเฉพาะ Yield Curve เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ใช้คาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจในอนาคต เช่น Yield Curve ที่ชันขึ้นแสดงถึงการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตและอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ Yield Curve ผันกลับ (Inverted) มักเป็นสัญญาณเตือนภาวะเศรษฐกิจถดถอย การใช้ข้อมูลนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา

 

ปัจจัยที่ส่งผลให้ Bond Yield เปลี่ยนแปลง

Bond Yield คือ ตัวชี้วัดที่ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา เพราะได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาพันธบัตรและอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ

 

ความต้องการของนักลงทุน

ความต้องการพันธบัตรในตลาดส่งผลโดยตรงต่อราคาและ Bond Yield เมื่อมีนักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมาก ราคาจะเพิ่มขึ้น ทำให้ Bond Yield ลดลงเพราะผลตอบแทนเทียบกับราคาซื้อจะน้อยลง ในทางกลับกัน หากนักลงทุนขายพันธบัตรมาก ราคาจะลดลงและ Bond Yield จะสูงขึ้น เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อ

 

การเปลี่ยนแปลงในสภาพเศรษฐกิจและการเมือง

สภาวะเศรษฐกิจ เช่น การเติบโตชะลอตัวหรือภาวะถดถอย ทำให้นักลงทุนมองหาความปลอดภัย จึงนิยมซื้อพันธบัตร ส่งผลให้ Bond Yield ลดลง ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น Bond Yield ก็จะสูงขึ้น นอกจากนี้ เหตุการณ์ทางการเมือง เช่น ความไม่แน่นอน หรือความขัดแย้ง สามารถทำให้ตลาดมีความผันผวน และกระทบต่อ Bond Yield ได้เช่นกัน

 

นโยบายการเงินและการคลัง

ธนาคารกลางใช้การปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเศรษฐกิจ เมื่อขึ้นดอกเบี้ย Bond Yield จะปรับสูงขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การใช้จ่ายของรัฐบาลและการกู้ยืมเพิ่มขึ้นผ่านนโยบายการคลัง จะเพิ่มอุปสงค์เงินทุนในตลาด ส่งผลให้ Bond Yield มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน

 

สรุป

Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ความเข้าใจใน Bond Yield จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวางแผนการเงินได้ดีขึ้น ดังนั้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Bond Yield ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ทุกครั้ง เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิผล

สรุปเนื้อหาด้วย AI

พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

no-risk
Calculator Icon
เครื่องคำนวณการเทรด

คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง

Converter Icon
หน้าแปลงสกุลเงิน

แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด

Glossary Icon
คลังคำศัพท์การเทรด

รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

เพราะ Yield คำนวณจากดอกเบี้ยเทียบกับราคาพันธบัตร เมื่อราคาพันธบัตรสูงขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริงต่อเงินลงทุนจึงต่ำลง

ราคาพันธบัตรและ Bond Yield มีความสัมพันธ์ผกผันกัน เมื่อราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น Yield จะลดลง และในทางกลับกัน

เมื่อความเสี่ยงในตลาดสูงขึ้น นักลงทุนจะเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น ทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้นเป็นการชดเชยความเสี่ยง

การรู้ Bond Yield ช่วยให้นักลงทุนประมาณรายได้จากพันธบัตร วางแผนกระแสเงินสด และจัดสรรพอร์ตลงทุนได้เหมาะสมกับเป้าหมาย

นักลงทุนใช้ Bond Yield เปรียบเทียบกับผลตอบแทนหุ้น เงินฝาก หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง

Current Yield คำนวณจากดอกเบี้ยเทียบกับราคาปัจจุบันเท่านั้น ส่วน YTM คำนวณรวมทั้งดอกเบี้ยและกำไร/ขาดทุนจากราคาซื้อขายจนถึงวันครบกำหนด

แบ่งปันบล็อกนี้:
Itsariya Doungnet

Itsariya Doungnet

นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค

อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น

Risk Warning Icon

เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

เรียนรู้เพิ่มเติม

แพทเทิร์นแท่งเทียนค้อนกลับหัว : คู่มือสำหรับนักเทรด

รูปแบบแท่งเทียนค้อนกลับหัวเป็นสัญญาณกลับตัวขาขึ้นที่ปรากฏที่ด้านล่างของแนวโน้มขาลง โดยมีลักษณะเป็นลำตัวแท่งเทียนเล็กมีไส้ยาวด้านอยู่ด้านบและมีไส้ด้านล่างน้อยหรือไม่มีเลย เป็นสัญญาณที่ดีของการกลับตัวขาขึ้นที่เป็นไปได้ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นโอกาสในตลาดมากขึ้น สาระสำคัญ แท่งเทียนค้อนกลับหัวเป็นแพทเทิร์นการกลับตัวขาขึ้นที่ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดที่เป็นไปได้ มีลำตัวแท่งเทียนเล็ก มีไส้ยาวอยู่ด้านบนยาว และมีไส้ด้านล่างน้อยหรือไม่มีเลย เพื่อรอแท่งเทียนยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้นก่อนการเทรดตามแท่งเทียนค้อนกลับหัว ผสมผสานกับตัวบ่งชี้อื่น ๆ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages), RSI หรือ MACD เพื่อความแม่นยำที่ดียิ่งขึ้น แท่งเทียนค้อนกลับหัวคืออะไร? แท่งเทียนค้อนกลับหัวเป็นรูปแบบการกลับตัวขาขึ้นที่เทรดเดอร์ชื่นชอบเพราะสามารถส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดที่เป็นไปได้ คุณจะพบรูปแบบนี้ในตอนท้ายของแนวโน้มขาลงซึ่งเสมือนบอกเป็นนัยว่าตลาดอาจกำลังเตรียมตัวสำหรับการเคลื่อนไหวขึ้น ทำไมถึงเรียกว่าค้อนกลับหัว? เพราะมันดูเหมือนค้อนกลับหัวโดยมีไส้ยาวอยู่ด้านบนลำตัวแท่งเทียนเล็กที่อยู่ใกล้ส่วนล่างของช่วงการซื้อขายและมีไส้ล่างน้อยหรือไม่มีเลย รูปแบบแท่งเทียนค้อนกลับหัวช่วยให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในตลาดในช่วงแนวโน้มขาลง...

XS Editorial Team 11 กรกฎาคม 2024

อัตราส่วนหนี้ต่อทุนคืออะไร? ความหมาย สูตร และการวิเคราะห์

อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (Gearing) เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญซึ่งประเมินสัดส่วนของเงินที่บริษัทกู้ยืมมาเมื่อเทียบกับทุนของบริษัท อัตราส่วนนี้มีความสำคัญมากสำหรับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทางการเงิน เนื่องจากให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทและการพึ่งพาการจัดหาเงินทุนจากหนี้สิน บทความนี้จะสำรวจเกี่ยวกับอัตราส่วนหนี้ต่อทุน วิธีการคำนวณ และวิธีการวิเคราะห์ สาระสำคัญ อัตราส่วนหนี้ต่อทุนจะวัดเลเวอเรจทางการเงินโดยการเปรียบเทียบหนี้สินกับทุน อัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่สูงขึ้นสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงทางการเงินด้วย อัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่ต่ำกว่าแสดงถึงโครงสร้างที่ปลอดภัยกว่าซึ่งใช้ทุนเป็นแหล่งเงินทุนหลัก อัตราส่วนหนี้ต่อทุนคืออะไร? อัตราส่วนหนี้ต่อทุนเป็นมาตรวัดเลเวอเรจทางการเงิน โดยบ่งบอกถึงสัดส่วนที่บริษัทใช้หนี้สินเมื่อเทียบกับทุนในการดำเนินงาน อัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่สูงขึ้นบ่งชี้ว่าบริษัทมีหนี้สินในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มผลตอบแทนต่อทุนได้ ในทางกลับกันอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่ต่ำกว่าบ่งบอกว่ามีสัดส่วนทุนที่สูง ซึ่งมักถือว่าปลอดภัยกว่าแต่ก็อาจจำกัดโอกาสในการเติบโต คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับอัตราส่วนหนี้ต่อทุน ต่อไปนี้คือคำศัพท์บางอย่างที่คุณต้องรู้เพื่อเข้าใจอัตราส่วนหนี้ต่อทุน: หนี้สินรวม: รวมถึงหนี้สินระยะสั้นและระยะยาวทั้งหมดของบริษัท ทุนรวม:...

XS Editorial Team 5 กันยายน 2024
scroll top