ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
เวลาเทรดหุ้น ฟอเร็กซ์ หรือทองคำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเข้าใจว่า Bullish Bearish คืออะไร ตลาดกำลังไปทิศทางไหน
Bullish แปล ว่า หุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้น หรือ “ตลาดกระทิง” ใช้เรียกภาวะตลาดขาขึ้น หมายถึงราคากำลังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง มีแรงซื้อหนุนตลาด
Bearish แปล ว่า หุ้นกำลังอยู่ในขาลง หรือ “ตลาดหมี” คือภาวะตลาดขาลง แรงขายมีมากกว่าแรงซื้อ ทำให้ราคามีโอกาสปรับตัวลดลง
บทความนี้จะช่วยให้คุณ เข้าใจความแตกต่างของตลาดกระทิงและตลาดหมี, สัญญาณสำคัญที่บอกว่าตลาดกำลังเปลี่ยนทิศทาง, และ เครื่องมือวิเคราะห์ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ เช่น Divergence, Order Block รวมถึงเคล็ดลับการวางแผนกลยุทธ์เทรดอย่างมั่นใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์
เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของตลาด ก็คือ Bullish และ Bearish ที่สะท้อนแรงซื้อแรงขายของนักลงทุน
การเข้าใจ Bullish VS Bearish จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นแนวโน้มหลักของตลาด ประเมินความเสี่ยง และวางกลยุทธ์ซื้อขายได้แม่นยำ
Bullish (ตลาดกระทิง) คือภาวะตลาดขาขึ้น ราคาสินทรัพย์มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง มีแรงซื้อหนุนตลาด นักลงทุนมั่นใจและมักถือยาวหรือทำ Swing Trading
Bearish (ตลาดหมี) คือภาวะตลาดขาลง ราคาสินทรัพย์ลดลงต่อเนื่อง แรงขายมากกว่าแรงซื้อ นักลงทุนมักขายทำกำไรหรือถือสินทรัพย์ปลอดภัย
การลงทุนที่ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทองคำ ฟอเร็กซ์ หรือคริปโต หนึ่งในเรื่องพื้นฐานที่นักเทรดทุกคนต้องเข้าใจคือ Bullish และ Bearish คำสองคำนี้ไม่ได้เป็นแค่ศัพท์ทางการเงิน แต่สะท้อนถึง สภาพตลาดและจังหวะการลงทุน
หัวข้อ
Bullish (ตลาดขาขึ้น)
Bearish (ตลาดขาลง)
ความหมาย
ตลาดมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมั่นและคาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น
ตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลง นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลและคาดว่าราคาจะลดลง
พฤติกรรมของนักลงทุน
มักเข้าซื้อ (Buy) เพื่อทำกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น
มักขาย (Sell) หรือชะลอการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
สภาพจิตวิทยาตลาด
เต็มไปด้วยความมั่นใจและความคาดหวังเชิงบวก
เต็มไปด้วยความกลัวและความไม่แน่นอน
ลักษณะกราฟราคา
ราคาเคลื่อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำจุดสูงใหม่
ราคาเคลื่อนที่ลดลงต่อเนื่อง ทำจุดต่ำใหม่
กลยุทธ์ที่นิยม
ซื้อสะสม ถือระยะกลาง-ยาว
ขายทำกำไร ถือเงินสด หรือเปิดสถานะ Short
ความเสี่ยงหากวิเคราะห์ผิด
ขายเร็วเกินไป ทำให้พลาดโอกาสกำไร
ซื้อสวนเทรนด์ ทำให้ขาดทุนต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ
ต้องแยก “แนวโน้มหลัก” ออกจากความผันผวนระยะสั้น เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสม
ต้องระวังการตัดสินใจผิดพลาด เช่น ซื้อสินทรัพย์ในช่วงขาลง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพอร์ตลงทุน
Bullish Trend คือ ช่วงตลาดมีแรงซื้อหนุนชัดเจน มักจะเคลื่อนที่ไปตาม Higher Highs และ Higher Lows
Bullish Market เป็นช่วงที่นักลงทุนมั่นใจและมีแรงซื้อเข้าตลาดมาก มักจะเกิดในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ดอกเบี้ยเหมาะสม เงินเฟ้อควบคุมได้ อัตราการว่างงานต่ำ นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุน
แหล่งที่มา: Reddit
ตัวอย่างจริงที่เห็นชัดคือ Bitcoin ใน Bull Run 2017 และทองคำในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ นักลงทุนมักเลือกถือยาวเพื่อเก็บกำไรในช่วงขาขึ้น หรือทำ Swing Trading จับจังหวะขึ้นลงสั้นๆ และหลายคนก็ขยายพอร์ตไปยังหุ้นเติบโตเพื่อลงทุนต่อเนื่อง
Bearish trend คือ ตลาดขาลงจากแรงขาย เคลื่อนที่ไปตามรูปแบบ Lower Lows และ Lower Highs นักลงทุนควรพิจารณาว่าจะขายออกหรือถือสินทรัพย์ไว้ดี ตลาดหมีส่วนมากจะเกิดในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยไม่เสถียร อัตราการว่างงานสูง กำไรธุรกิจลดลง
แหล่งที่มา: Marketeeronline
ตัวอย่างจริงเช่น หุ้นช่วงวิกฤต 2008 อย่าง Hamburger Crisis และ COVID-19 Crisis ในช่วงที่นักลงทุนขายทำกำไรหรือเก็งเงินสด นักลงทุนมักเลือกใช้กลยุทธ์ Short Selling หรือ Put Options เพื่อทำกำไรจากตลาดขาลง และบางครั้งก็เปลี่ยนไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำหรือพันธบัตร เพื่อป้องกันการขาดทุน
ตลาดไม่ได้ขึ้นลงเพราะโชคชะตา แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่นักลงทุนมืออาชีพคอยสังเกตเพื่อประเมินแนวโน้ม นักเทรดที่เข้าใจปัจจัยเหล่านี้ จะสามารถ จับจังหวะ Bullish และ Bearish ได้แม่นยำ มากขึ้น และวางแผนกลยุทธ์โดยไม่ตัดสินใจตามความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยเศรษฐกิจ เป็นตัวกำหนดทิศทางใหญ่ของตลาด ถ้า GDP เติบโตต่อเนื่อง อัตราการว่างงานต่ำ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับเหมาะสม ตลาดมักมีโอกาส Bullish นักลงทุนมั่นใจและพร้อมลงทุนเพิ่ม แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยไม่เสถียร ตลาดจะเข้าสู่โหมด Bearish แรงขายมีมากกว่าการซื้อ
ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ ก็ส่งผลทันที เช่น การประกาศกำไรของบริษัทใหญ่ ข่าวการเมือง หรือมาตรการภาครัฐบางอย่าง หากข่าวดีมักสร้างแรงซื้อและตลาด Bullish แต่ข่าวลบแรง ๆ ก็สามารถทำให้ตลาด Bearish ได้ในพริบตา
ปัจจัยตลาดเฉพาะตัว เช่น ปริมาณซื้อขาย (Volume) และความรู้สึกของนักลงทุนเป็นสัญญาณย่อย ที่ช่วยคาดการณ์จังหวะเข้าออก ตลาดที่มี Volume สูงพร้อมแรงซื้อชัดเจน มักอยู่ในขาขึ้น แต่ถ้าแรงขายเริ่มเพิ่มขึ้นและ Volume สูง นั่นคือสัญญาณ Bearish ที่นักลงทุนควรระวัง
การรู้ว่าแนวโน้มตลาดกำลังไปทางไหนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรด ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น, ตลาดคริปโต, ฟอเร็กซ์ หรือทองคำ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อหรือขายได้แม่นยำมากขึ้น
EMA (Exponential Moving Average) และ MA (Moving Average) เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยดูแนวโน้มหลักของราคา
EMA ตอบสนองเร็ว เหมาะกับการจับจังหวะสั้น หากราคาสินทรัพย์อยู่เหนือ EMA แสดงว่าตลาดกำลังมีแรงซื้อ Bullish
MA ให้ภาพรวมระยะยาว หากราคายังคงอยู่เหนือเส้น MA แสดงว่าแนวโน้มระยะยาวยังคง Bullish
ในทางกลับกัน หากราคาลดลงต่ำกว่า EMA หรือ MA แสดงว่าแรงขายเริ่มมีอิทธิพล และตลาดเข้าสู่โหมด Bearish
RSI เป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงของแนวโน้ม ช่วยบอกว่าตลาดกำลังซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป
RSI > 70 สัญญาณว่าตลาดอาจซื้อเกินไป แรงซื้อเริ่มลดลง ตลาดอาจเกิด Bearish Reversal
RSI < 30 สัญญาณว่าตลาดขายเกินไป แรงขายอ่อนตัว โอกาสเกิด Bullish Reversal
MACD เป็นตัววัดโมเมนตัมของราคา ใช้ดูการเปลี่ยนแปลงแรงซื้อและแรงขาย
เส้นเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณ บ่งบอกว่าโมเมนตัมกำลังเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณ Bullish
เส้นสัญญาณตัดลงต่ำกว่าเส้น MACD บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนตัว หรือแรงขายเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณ Bearish
Divergence ช่วยให้เราสังเกตแรงซื้อแรงขายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังราคาที่ดูเหมือนตรงกัน
Bullish Divergence คือ ช่วงที่ราคาลดลง แต่ตัวชี้วัดเช่น RSI ทำ Higher Low แสดงว่าแรงขายเริ่มอ่อนตัว เป็นสัญญาณตลาดกำลังเปลี่ยนจาก Bearish ไป Bullish
Bearish Divergence คือ ช่วงที่ราคาขึ้น แต่ตัวชี้วัดทำ Lower High บ่งบอกแรงซื้ออ่อนตัว ตลาดอาจกลับตัวจาก Bullish เป็น Bearish
Order Block คือโซนราคาที่นักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบันการเงินเคยซื้อหรือขายจำนวนมาก กลายเป็นแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ
หากราคาใกล้ Bullish OB คือ แนวรับ เป็นสัญญาณ Bullish
หากราคาใกล้ Bearish OB คือ แนวต้าน เป็นสัญญาณBearish
แหล่งที่มา: TradingView
จากกราฟราคาหุ้น Apple กรอบเวลา 5 นาที เราจะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า Volume เริ่มลดลง ซึ่งสังเกตได้จาก ความชันของเส้นราคาที่ลากเชื่อมจุดต่ำสุด (Price Lows)
เมื่อเราลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดของราคา จะเห็นได้ว่าแม้ราคาทำ Lower Low แต่แท่งเทียนเริ่มเล็กลงและห่างกันมากขึ้น นี่คือสัญญาณสำคัญในเชิง Momentum Deceleration
Volume ลดลง แสดงว่าแรงขายเริ่มหมด แม้ราคาจะถูกกดลง
RSI ทำ Higher Low เพราะ โมเมนตัมขาลงเริ่มอ่อนตัว เป็นสัญญาณเตือนว่าราคามีโอกาสกลับตัวขาขึ้น
นี่ก็หมายความว่า สถาบันการเงินหรือผู้เล่นรายใหญ่ เริ่มสะสมหุ้นในโซนนี้ ทำให้เกิด Liquidity Grab หรือการกวาด Stop Loss ของฝั่งขาลง
เมื่อผสมการวิเคราะห์เทคนิคอย่าง Volume + Price Lows + RSI เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า แม้ตลาดดูเหมือนขาลง แต่แรงขายเริ่มอ่อนกำลัง และกำลังจะเข้าสู่ จุดกลับตัวที่มีคุณภาพสูง
สรุปว่า: จากตัวอย่างนี้ เป็น สัญญาณกลับตัวขึ้น (Bullish Reversal) ไม่ใช่การลงต่อ แต่ยังต้องรอยืนยันด้วย Price Action
การรู้ว่าตลาดอยู่ในแนว Bullish หรือ Bearish เป็นเพียงก้าวแรก สิ่งสำคัญคือการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มจาก ตลาด Bullish เพราะอ่านสัญญาณง่ายและมีแรงซื้อสนับสนุน จะช่วยสร้างความมั่นใจ ก่อนค่อยเรียนรู้การจัดการ Bearish Market
หมายเหตุ: การบริหารความเสี่ยง เป็นหัวใจสำคัญในทุกสภาวะตลาด การตั้ง Stop Loss และการกระจายพอร์ต จะช่วยป้องกันการขาดทุนหนัก ทั้งในตลาด Bullish และ Bearish
นักลงทุนมักเลือกถือยาว เพื่อเก็บกำไรจากแนวโน้มขาขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถจับจังหวะขึ้นลงระยะสั้น หรือเพิ่มพอร์ตหุ้นเติบโตเพื่อขยายผลกำไร แต่ละวิธีต้องใช้การวิเคราะห์สัญญาณราคาและตัวชี้วัดอย่าง EMA, RSI, และ MACD เพื่อยืนยันแนวโน้มก่อนตัดสินใจ
ก่อนเข้าซื้อควรยืนยัน Bullish Trend ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ช่วงรีบาวด์ระยะสั้น
จากกราฟ Nasdaq 100 ช่วงเวลา 4 ชั่วโมง จะเห็นว่าราคาเคลื่อนตัวตามโครงสร้างขาขึ้น Higher High และ Higher Low คอนเฟิร์มอีกด้วย อินดิเคเตอร์ EMA 50 เริ่มโค้งขึ้น และ “ตัดขึ้นเหนือ” EMA 200 ที่จุด 23,000 - 24,000 หรือที่เราเรียกกันว่า จุด Golden Cross
ราคาย่อมาที่ EMA 50 ตรงนี้เราจะนับเป็นแนวรับสำคัญ เพื่อยืนยันราคาปิดกลับขึ้นให้เรามองหาแท่งเทียนกลับตัวอย่าง Hammer หรือ Bullish Engulfing
ซึ่งจากกราฟ เราจะเห็น Hammer ตามมาด้วย Spinning Top แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธการกลับตัว แต่แท่งเทียนตัวนี้ 4 ปิดราคาเหนือ Hammer และ Spinning Top ก่อนหน้า เป็นการยืนยันแรงซื้อ
ก่อนเข้าซื้อให้รอ Pull back เสมอ จากในภาพจะเห็นว่าแท่งเทียนที่กลับลงมายังคงเป็นแท่งเทียน Bullish ขนาดใหญ่ บ่งบอกว่า โมเมนตัมแรงซื้อยังมีอยู่พอที่จะดันขึ้นไปต่อได้ แต่หากลงมาใต้ Hammer ก่อนหน้าจะเป็นสัญญาณเทรนด์กลับตัวขาลงทันที
วัดขนาดที่ราคาขึ้นไปทำมุม Higher High และ Higher Low ก่อนหน้าด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Grid ด้านซ้ายมือ เพื่อคอนเฟิร์มการ Take-profit ของเรา ก็จะขนาดประมาณนี้
เคลื่อน Grid ที่เราร่างไว้ก่อนหน้ามาทาบจุดที่เราจะเข้าซื้อ เพื่อคาดคะเนว่าเราจะ Take-Profit ที่จุดสูงสุดของ Grid พอดี หรือ หากราคาตกลงที่ 0.5 ของ Grid ให้จบเทรดทันที
จุดเข้าเทรดวัดจาก Grid แล้วใส่ Stop-Loss ไว้ที่ใต้ Wick ของจุดต่ำสุด หรือ จะวางไว้ใต้ตัวแท่งเทียนก็ได้
นักลงทุนต้องระมัดระวังมากขึ้นในช่วงตลาดขาลง บางคนเลือก Short Selling หรือ Put Options เพื่อทำกำไรจากขาลง ขณะที่บางคนเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ พันธบัตร หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อลดความเสี่ยง การเข้าใจโครงสร้างราคาและสัญญาณตลาด เช่น Lower Lows และ Lower Highs ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำ
ก่อนเข้าขาย ควรยืนยัน Bearish trend ก่อนว่าตลาดเข้าสู่แนวโน้มขาลงจริง
จากกราฟ Gold Futures กรอบเวลาแบบ Daily จะเห็นได้ว่าตรงที่จุดตัดกัน กราฟเริ่มทำ Lower High และ Lower low อย่างต่อเนื่อง อินดิเคเตอร์ยืนยัน EMA 50 ตัดต่ำกว่าเส้น EMA200 ยืนยันว่าแรงขายเริ่มคุมตลาด
หลังจากราคาเคลื่อนที่ไปด้านข้างมาได้สักพัก แล้วมีแท่งเทียนปิดใต้เส้น EMA 50 เป็นสัญญาณ Pullback เป็นการยืนยันสัญญาณขาย $4,685 - $4,690
เราควรตรวจสอบจุดต่ำสุดก่อนหน้า เพื่อหาจุดเข้าขายที่ปลอดภัยที่สุด
จากกราฟ Gold ก็คือ โซนราคา $4,659 และยังเป็นจุด Pullback จุดที่ 2 ช่วยยืนยันกับแท่งเทียน Bearish แท่งใหญ่ยืนยันโมเมนตัมแรงขาย
สร้างแนวต้านที่จุดสูงสุดจุดแรกที่่ 4,783.00 จุดที่สองที่ 4,725.6 และแนวรับที่ 4,657.4 จากนั้นเลือกใช้ Grid ร่างจากจุดสูงสุดไปที่แนวรับ เพื่อวัด Take-profit
จากนั้นก็เลื่อนมาไว้จุดจะเข้าขาย จากแนวรับเปลี่ยนเป็นแนวต้าน ซึ่งจุดแนวต้านก็จะเปลี่ยนเป็นจุดที่ขาย
จุดขายจะเริ่มตั้งแต่ 4,656.4 วาง Stop-loss ไว้ที่ 4,669.6 และ 4,683.7 จุด Take profit จะใช้ไว้ที่ 4,531 ซึ่งจะเท่ากับที่วัดจากตาราง Grid และ เป็นจุดที่ปลอดภัย
นักเทรดหลายคนเข้าใจผิดระหว่างเทรนด์ Bullish และ Bearish เพราะตลาดอาจจะมีความซับซ้อนและคาดเดายาก โดยเฉพาะช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญที่กระทบต่อแรงซื้อแรงขายเกิดขึ้น
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด
ความจริง และ วิธีแก้
ตลาด Bullish หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะขึ้น
แม้ภาพรวมตลาดเป็นขาขึ้น แต่หุ้นบางตัวหรือสินทรัพย์บางประเภทอาจยังปรับตัวลงได้
ซื้อหุ้นอะไรก็ทำกำไรได้ในตลาดขาขึ้น
นักลงทุนควรเลือกสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี และมีสัญญาณแนวโน้มชัดเจน
เห็นราคาขึ้นแรงต้องรีบซื้อทันที
ควรรอจังหวะย่อตัว (Pullback) และรอสัญญาณยืนยันก่อนเข้าเทรด
ตลาด Bearish หมายความว่าทุกการลงทุนต้องขาดทุน
นักลงทุนยังสามารถทำกำไรจากขาลงได้ด้วย Short Selling หรือ Put Options
ตลาดขาลงควรหยุดลงทุนทั้งหมด
การถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น Gold พันธบัตร หรือกองทุนตลาดเงิน ช่วยลดความเสี่ยงและรักษาเงินทุนได้
ราคาลงแรงต้องรีบซื้อกลับทันที
ควรรอให้แนวโน้มเริ่มกลับตัว และมีสัญญาณยืนยันก่อนเข้าเทรด
ตลาดจะขึ้นหรือลงต่อเนื่องเสมอ
ตลาดสามารถเปลี่ยนทิศทางได้เร็วมาก จึงควรมีแผนรับมือและตั้ง Stop-Loss เสมอ
ดูแค่ข่าวหรือกราฟระยะสั้นก็พอ
การตัดสินใจจากข่าวหรือกราฟสั้น ๆ อาจทำให้เข้าเทรดผิดจังหวะและขาดทุนได้
ใช้อินดิเคเตอร์ตัวเดียวก็เพียงพอ
ควรใช้ EMA, RSI, MACD และ Volume ร่วมกัน เพื่อช่วยยืนยันแนวโน้มให้แม่นยำมากขึ้น
ดูแค่ราคาขึ้นหรือลงก็พอ
การเข้าใจ Bullish และ Bearish ต้องมองภาพรวมของตลาด ไม่ใช่ดูแค่การเคลื่อนไหวของราคา
ราคาขึ้นแรงแปลว่าตลาดแข็งแรงเสมอ
ควรวิเคราะห์แรงซื้อแรงขาย และโครงสร้างแนวโน้มร่วมด้วย เช่น Higher High หรือ Lower Low
ความผันผวนระยะสั้นคือเทรนด์หลัก
การแยกแนวโน้มหลักออกจากการแกว่งระยะสั้น ช่วยลดความเสี่ยงและวางกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น
การทำความเข้าใจ Bullish VS Bearish คืออะไร ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการลงทุนและเทรด ตลาด Bullish คือขาขึ้นที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนมีแรงซื้อสนับสนุน ส่วนตลาด Bearish คือขาลงที่แรงขายมีมากกว่า การวิเคราะห์ตลาดควรใช้เครื่องมือเชิงเทคนิค เช่น EMA, MA, RSI และ MACD ร่วมยืนยันแนวโน้ม
พร้อมยกอย่างกราฟ Apple แสดงว่าแม้ราคาทำ Lower Low แต่ Volume ลดลงและ RSI ทำ Higher Low เป็นสัญญาณกลับตัวขาขึ้น (Bullish Reversal) ที่ควรยืนยันด้วย Price Action ก่อนเข้าซื้อ การอ่านตลาดเชิงลึกช่วยให้นักเทรดเข้าใจกลไกเบื้องหลังราคา ลดความเสี่ยงจากการเทรดตามแรงตลาดเพียงอย่างเดียว
อ้างอิงจาก
SET
Investopedia
Intergold
IG
Finnomena
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
Bullish คือภาวะตลาดขาขึ้น ราคาสินทรัพย์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนมั่นใจและซื้อเข้าตลาด ส่วน Bearish คือภาวะตลาดขาลง ราคามีแนวโน้มลดลงและแรงขายมีมากกว่าแรงซื้อ
หุ้น Bullish คือหุ้นที่กำลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนคาดว่าราคาจะสูงขึ้นในระยะสั้นหรือกลาง จึงมักซื้อสะสมเพื่อทำกำไรจากแนวโน้มขาขึ้น
แนวคิด Bullish และ Bearish ใช้ได้กับทุกตลาดที่มีการซื้อขาย เช่น หุ้น ฟอเร็กซ์ ทองคำ ดัชนี หรือคริปโต เพราะสะท้อนทิศทางแนวโน้มราคาของสินทรัพย์
สัญญาณ Divergence เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์แนวโน้ม แต่ไม่แม่นยำ 100% ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น EMA, MA, RSI หรือสัญญาณราคาจริง เพื่อยืนยันทิศทาง
นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มจากตลาด Bullish เพราะแนวโน้มขาขึ้นเข้าใจง่าย มีแรงซื้อสนับสนุน และช่วยให้เรียนรู้จังหวะเข้าซื้อ-ขายได้ชัดเจนกว่า
ราคาทองคำสามารถอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) หรือขาลง (Bearish) ขึ้นกับแนวโน้มล่าสุดและแรงซื้อ-ขายในตลาด นักเทรดควรตรวจสอบกราฟและตัวชี้วัดแนวโน้มก่อนตัดสินใจ
Itsariya Doungnet
นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค
อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
PEG คืออะไร? Price per Earning to Growth Ratio หรือ PEG คือ การที่เราเอาค่า P/E มาหารกับ อัตราการเปลี่ยนแปลงกำไรสุทธิ หรือ Net Profit Growth Rate เพื่อวัดการเติบโตกำไร และ ประเมินราคาหุ้นว่าถูกหรือแพง เพราะฉะนั้นแล้ว ค่า...
เทรดทอง คืออะไร? เทรดทอง คือ การซื้อขายทองคำออนไลน์ เพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาดโลก ซึ่งการเทรดทองก็มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำสัญญาซื้อขายแบบล่วงหน้า, การทำสัญญาซื้อขาย ETFs, การซื้อขายแบบ CFD และ อื่นๆ ทองคำ ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Heaven ของนักลงทุน ซึ่งนอกจากจะได้รับความนิยมในการลงทุนระยะยาวแล้ว ก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับนักเทรดด้วยเช่นกัน...
Indicator คืออะไร? Indicator คือ เครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มราคาในตลาดการเงิน เช่น หุ้น ฟอเร็กซ์ คริปโต หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อหาจุดเข้าซื้อขายที่เหมาะสม Indicator ทำงานจากการคำนวณปริมาณซื้อขาย ช่วงเวลา และ ปริมาณสินทรัพย์ที่เคยเกิดขึ้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยยืนยันเทรนด์ตลาด เรามาดูรูปแบบ Indicator การวิเคราะห์ทางเทคนิค ในตลาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดกัน Indicators หุ้น...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ