Facebook Pixel
Logo

EPS คืออะไร? หาหุ้นที่มีผลตอบแทนที่ดีที่สุดยังไง?

Date Icon 21 กรกฎาคม 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 5 นาที read

สารบัญ

    EPS คือ ตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์หุ้น แต่การเลือกหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ EPS เพียงอย่างเดียว คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยอื่ยๆ ร่วมด้วย เช่น สถานะทางการเงินบริษัท, แนวโน้มธุรกิจ และอื่นๆ ที่ส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของหุ้นบริษัท บทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า EPS คืออะไร มีความสำคัญกับนักลงทุนอย่างไร และ การวิเคราะห์งบการเงิน เพื่อหาหุ้นที่มีผลตอบแทนที่ดีที่สุด

    สาระสำคัญ

    • EPS คือ ตัวชี้วัดสำคัญของกำไรต่อหุ้น ซึ่งช่วยให้นักลงทุนประเมินศักยภาพบริษัทว่ามีกำไรเท่าไรต่อหุ้นหนึ่งตัว

    • EPS มีหลายประเภท เช่น Basic, Diluted และ Adjusted EPS ซึ่งช่วยให้เข้าใจมุมมองที่แตกต่างกันของผลประกอบการ

    • การเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีไม่ดูแค่ EPS อย่างเดียว ต้องพิจารณาควบคู่กับ P/E, EPS Growth และนโยบายปันผล

    EPS คืออะไร?

    EPS คือ กำไรต่อหุ้น ซึ่ง EPS ย่อมาจาก Earning Per Share หรือ อัตราส่วนทางการเงินที่เราใช้วิเคราะห์การเงินของบริษัทที่เราลงทุน โดยอัตราการเงินนี้จะแสดงทั้งงบกำไรและงบขาดทุน นี่จะเป็นตัวช่วยบ่งบอกผลตอบแทนของนักลงทุน ยิ่ง EPS สูง ก็หมายความว่า บริษัทให้กำไรสูง

     

    ประเภทของ EPS มีอะไรบ้าง?

    EPS แบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ละแบบมีมุมมองแตกต่างกัน ซึ่งด้านล่างนี้คือ 3 ประเภทที่พบบ่อยสุด

     

    Basic EPS

    Basic EPS คือ กำไรต่อหุ้น ในรูปแบบ EPS พื้นฐาน ที่สุด เป็นการคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่มีอยู่ทั้งหมด โดยไม่สนใจว่าบริษัทจะมีหุ้นอื่นที่อาจถูกแปลงเป็นหุ้นสามัญในอนาคตหรือไม่ เป็นตัวเลขที่ดูง่าย เหมาะกับการเริ่มต้นวิเคราะห์

     

    Diluted EPS

    Diluted EPS คือ กำไรต่อหุ้นแบบปรับลด ที่ดูรอบคอบกว่า เป็นการคำนวณเผื่อไว้ หากหุ้นอื่น ๆ เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ หรือ ออปชันพนักงาน ถูกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญจริง ๆ EPS ปรับลดเท่าไร ตัวเลขนี้จึงมักจะต่ำกว่า Basic EPS และถือว่าสะท้อนความจริงได้ชัดขึ้น เพราะดูภาพรวมแบบแย่ที่สุดไว้ก่อน

     

    Adjusted EPS

    Adjusted EPS คือ กำไรต่อหุ้นที่ถูกปรับแต่ง เพื่อให้เห็นกำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัท ไม่รวมรายได้หรือรายจ่ายที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน หรือ ค่าปรับพิเศษ ตัวเลขนี้ช่วยให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัททำกำไรได้จริงจากธุรกิจหลักหรือไม่

     

    EPS คำนวณยังไง?

    เรามาดูสูตรการคำนวณ EPS เพื่อวิเคราะห์หุ้นของคุณกันต่อเลย:

     

    สูตร EPS พื้นฐาน

    สูตร EPS ใช้ในกรณีที่ บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ หรือ ไม่มีการจ่ายปันผลจากหุ้นบุริมสิทธิ

    สูตร-EPS-พื้นฐาน

    • กำไรสุทธิ คือ กำไรที่บริษัทได้หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไปแล้ว เช่น ภาษี, ดอกเบี้ย ฯลฯ

    • จำนวนหุ้นสามัญที่ออกจำหน่าย คือ จำนวนหุ้นที่ออกและอยู่ในมือผู้ถือครองหุ้นทั่วไป

     

    การตรวจดูค่า EPS

    • EPS > 0 คือ กำไร

     

    EPS > 0 หมายความว่าอะไร?

    บริษัทมีความสามารถทำกำไร หากมีนโยบายจ่ายเงินปันผล ก็อาจจะได้เพิ่ม เหมาะกับการลงทุนระยะยาว

    • EPS < 0 คือ ขาดทุน

     

    EPS < 0 หมายถึงอะไร?

    บริษัทอยู่ในช่วงขาดทุน ราคาหุ้นลดลง และอาจจะไม่แน่นอนในอนาคต

     

    วิธีคำนวณ EPS แบบง่าย

    เราจะมาคำนวณ EPS พร้อมกับ จากข้อมูลจริง:

    ขั้นตอนแรก-หารายรับสุทธิ-ของบริษัท

     

    ขั้นตอนแรก: หารายรับสุทธิของบริษัท

    เลือกรายรับสุทธิของบริษัท ที่เป็น อัตรากำไรสุทธิ ในปีล่าสุด  จะมีค่าเท่ากับ 93,736 ล้านบาท

     

    ขั้นตอนที่สอง-หาค่าเฉลี่ย-ถ่วงน้ำหนัก-จำนวนหุ้น-ที่คงค้าง-เบื้องต้น

     

    ขั้นตอนที่สอง: หาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจำนวนหุ้นที่คงค้างเบื้องต้น

    เราใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จำนวนหุ้นที่คงค้างเบื้องต้น ที่เป็นจำนวนหุ้นบริษัทที่ชำระแล้ว มีค่าเท่ากับ 15,343.78 ล้านหุ้น

     

    ขั้นตอนที่สาม: ใช้สูตรคำนวณ EPS

    • รายได้สุทธิผู้ถือหุ้นไม่รวมรายการพิเศษ = 93,736 ล้านบาท

    • ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจำนวนหุ้นที่คงค้างเบื้องต้น = 15,343.78 ล้านหุ้น

    EPS = 93,736/15,343.78

    EPS ต่อหุ้น = 6.11 ล้านบาทต่อหุ้น

     

    ทำไม EPS เป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม?

    EPS เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกหุ้นเพื่อใช้ในการลงทุน และเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองหา เพราะด้วยเหตุใดนั้นเรามาอ่านกันต่อเลย

     

    ชี้วัดความสามารถของบริษัทในการทำกำไรต่อหุ้น

    EPS ช่วยให้เราเห็นว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรได้มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นที่มีอยู่ หาก EPS สูง แปลว่า บริษัททำกำไรได้ดีต่อหุ้น และนั่นคือสัญญาณเชิงบวกสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจซื้อหุ้นเพื่อผลตอบแทนในระยะยาว

     

    ใช้เปรียบเทียบกับอดีตหรือบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

    EPS ยังเป็นเครื่องมือที่ดีในการดูแนวโน้มของบริษัท เช่น EPS เพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหากเปรียบเทียบ EPS ของบริษัทหนึ่งกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็จะช่วยให้รู้ว่าบริษัทนั้นทำได้ดีกว่าหรือแย่กว่าคู่แข่งอย่างไร

     

    ข้อจำกัดในการใช้ EPS

    EPS ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่คุณควรรู้ เพื่อไม่ให้ตัดสินผิดพลาดการตรวจดูตัวเลขเพียงแค่ตัวเดียว

     

    ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว

    EPS บอกได้ว่าบริษัทมีกำไรต่อหุ้นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าธุรกิจมีความแข็งแกร่งหรือมีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น การดู EPS เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ นักลงทุนควรดูตัวเลขอื่นประกอบด้วย เช่น รายได้, กระแสเงินสด, หนี้สิน, หรืออัตราการเติบโต

     

    ไม่เหมาะสำหรับบริษัทที่ไม่มีกำไร

    สำหรับบริษัทที่ยังขาดทุน EPS จะติดลบ ทำให้ใช้เปรียบเทียบได้ยาก โดยเฉพาะกับหุ้นกลุ่มสตาร์ทอัปหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งแม้จะมีโอกาสเติบโตสูง แต่ EPS อาจยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง

     

    EPS สูงอาจหลอกตา ถ้าจำนวนหุ้นมีการเปลี่ยนแปลง

    บางครั้งบริษัทซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นลดลง ส่งผลให้ EPS ดูสูงขึ้น ทั้งที่กำไรจริงอาจไม่เพิ่ม หรืออาจแค่ทรงตัว ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของ EPS ไม่ได้แปลว่าบริษัททำกำไรได้ดีขึ้นเสมอไป ต้องดูด้วยว่าตัวเลขนี้มาจากการดำเนินงานจริงหรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้น

     

    เปรียบเทียบ EPS กับอัตราส่วนอื่นๆ

    อัตราส่วน

    คำอธิบาย

    ความสัมพันธ์กับ EPS

    ใช้เพื่อดูอะไร

    EPS

    กำไรสุทธิต่อหุ้น

    เป็นพื้นฐานของหลายอัตราส่วนทางการเงิน

    ดูว่าบริษัททำกำไรได้เท่าไหร่ต่อหุ้นหนึ่งตัว

    P/E Ratio

    วัดค่าราคาหุ้นแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับกำไร

    ยิ่ง EPS สูง = P/E ต่ำ

    ประเมินความถูก-แพงของหุ้นและความคาดหวังของนักลงทุน

    EPS Growth

    การเติบโตกำไรต่อหุ้นเมื่อเทียบกับอดีต

    เปรียบเทียบ EPS หลายงวด

    ตรวจสอบว่าบริษัทมีการเติบโตต่อเนื่องหรือไม่

    Dividend Payout Ratio

    สัดส่วนกำไรที่นำไปจ่ายเป็นเงินปันผล

    คำนวณจาก เงินปันผล/EPS

    ดูว่านโยบายปันผลของบริษัทจะจ่ายมากหรือจ่ายน้อย

     

    สรุป

    EPS คือ ตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยให้เรารู้ว่าบริษัทมีกำไรต่อหุ้นเท่าไหร่ แต่ไม่ควรใช้แยกเดี่ยว ควรดูควบคู่กับอัตราส่วนอื่น เช่น P/E, EPS Growth และ Dividend Payout Ratio เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งด้านกำไร การเติบโต และนโยบายปันผลของบริษัทอย่างรอบด้าน การวิเคราะห์ EPS อย่างรอบคอบช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการตัดสินใจลงทุนที่แม่นยำ

    สรุปด้วย AI

    พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

    เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

    no-risk
    Calculator Icon

    เครื่องคำนวณการเทรด

    คำนวณขนาดล็อตและความเสี่ยง

    สำรวจตอนนี้
    Converter Icon

    หน้าแปลงสกุลเงิน

    แปลงสกุลเงินแบบเรียลไทม์

    สำรวจตอนนี้
    Glossary Icon

    ศัพท์การเทรด

    เรียนรู้คำศัพท์และแนวคิดสำคัญของการเทรด

    เรียนรู้เพิ่มเติม

    คำถามที่พบบ่อย

    กำไรต่อหุ้นพื้นฐานดี (Basic EPS) คือ กำไรสุทธิที่บริษัทสร้างได้ หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่มีอยู่ ให้เห็นว่าหุ้นหนึ่งตัวทำกำไรได้เท่าไร

    EPS = กำไรสุทธิ/จำนวนหุ้นสามัญที่มีอยู่ หากใช้แบบ Diluted EPS จะรวมหุ้นที่อาจเพิ่มในอนาคต

    EPS บอกว่าหุ้นหนึ่งตัวทำกำไรได้เท่าไร ส่วน ROE (Return on Equity) บอกว่าบริษัทใช้เงินทุนของผู้ถือหุ้นสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ทั้งสองตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไร แต่ใช้คนละมุมมอง

    EPS Growth คือ การวัดว่า EPS ของบริษัทเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาก่อนหน้าหรือไม่ เช่น ไตรมาสก่อนหรือปีก่อน เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของกำไรในระยะยาว

    EPS เป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรได้มากน้อยแค่ไหนต่อหุ้นหนึ่งตัว ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน และเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

    ความหมายของ EPS คือ กำไรต่อหุ้น เป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ว่าแต่ละหุ้นให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ โดยดูจากกำไรสุทธิต่อหุ้น

    แบ่งปันบล็อกนี้:

    Itsariya Doungnet

    Itsariya Doungnet

    SEO Content Writer

    อิสสริยา ดวงเนตร เป็นนักเขียนคอนเท้นต์ SEO ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้ เรื่องตลาดเทรด และ การลงทุน เน้นสไตล์การเขียนที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และเนื้อหาความรู้จัดเต็ม พร้อมกับการผสมผสานเทคนิค SEO ที่ช่วยให้ผู้อ่านค้นหาบทความได้ง่าย อย่าลืมติดตามกันนะคะ

    Risk Warning Icon

    เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

    เรียนรู้ต่อไป

    แพทเทิร์นธง: วิธีการสังเกตและเทรดด้วยแพทเทิร์นรูปธง

    แพทเทิร์นธงเป็นรูปแบบการต่อเนื่องระยะสั้นที่บ่งบอกถึงการหยุดชะงักชั่วคราวในแนวโน้มปัจจุบันก่อนที่ราคาจะทะลุไปในทิศทางเดิมอีกครั้ง บทความนี้จะสำรวจแพทเทิร์นรูปธง วิธีการระบุ และวิธีการเทรดด้วยแพทเทิร์นรูปธงอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นเรียนรู้ไปกับเรา! สาระสำคัญ แพทเทิร์นธงประกอบด้วยเสาธงและตัวธงซึ่งบ่งบอกถึงการหยุดชะงักในแนวโน้มก่อนที่จะเกิดการทะลุในทิศทางเดิม ธงขาขึ้นส่งสัญญาณการต่อเนื่องในแนวโน้มขาขึ้น; ธงขาลงบ่งบอกถึงการต่อเนื่องในแนวโน้มขาลง เพื่อเทรดด้วยแพทเทิร์นรูปธงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ระบุเสาธงและตัวธง รอการทะลุที่ได้รับการยืนยันจากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นและใช้เทคนิคการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม แพทเทิร์นธงคืออะไร? แพทเทิร์นธง (flag pattern) เป็น แพทเทิร์นกราฟ ทางเทคนิคที่เป็นที่นิยมซึ่งนักเทรดใช้ในการคาดการณ์การต่อเนื่องของแนวโน้มที่มีอยู่ ด้านล่างนี้คือรายละเอียดของวิธีการทำงาน: เสาธง: แพทเทิร์นธงเริ่มต้นด้วยการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง ซึ่งเรียกว่าเสาธง ระยะการพักชะลอตัว (ธง):...

    XS Editorial Team 29 สิงหาคม 2024
    หุ้น Time Icon5 นาที read

    ROE คืออะไร? สรุปอัตราตอบแทนของผู้ถือหุ้น ทั้งหมดที่คุณต้องรู้

    ROE คืออะไร? ROE คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากเงินทุน ที่ผู้ถือหุ้นลงทุนเข้ามา บริษัทจะเริ่มต้นด้วย การระดมทุนจากผู้ถือหุ้น (Equity) เพื่อนำไปสร้างทรัพย์สิน (Asset) ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ สร้างรายได้ (Revenue) หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รายได้ที่เหลือคือ อัตรากำไรสุทธิ หากบริษัทไม่จ่ายเงินปันผล กำไรส่วนนี้จะถูกสะสม และเพิ่มเข้าไปในส่วนของผู้ถือหุ้น ทำให้ทุนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าบริษัทขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น ก็จะลดลงตามไปด้วย...

    Itsariya Doungnet 30 กรกฎาคม 2025
    scroll top