Facebook Pixel

ROA คืออะไร? อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ พร้อมสูตร และ ตัวอย่าง

Date Icon 20 พฤศจิกายน 2025
Review Icon เขียนโดย : Itsariya Doungnet
Time Icon 5 นาที read

สารบัญ

การทำความเข้าใจในโลกของการลงทุน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูผลกำไรหรือรายได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง การจับสัญญาณสำคัญจากตัวเลขในงบการเงิน เพื่อตัดสินใจอย่างแม่นยำ นักลงทุนมืออาชีพมักให้ความสนใจกับตัวชี้วัดที่สามารถสะท้อนประสิทธิภาพของธุรกิจได้ชัดเจน หนึ่งในตัวเลขที่มักถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ คือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์

ROA คือ ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของบริษัทต่าง ๆ ภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน และมองเห็นศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่แท้จริง การทำความเข้าใจตัวเลขนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจลงทุน มีความมั่นใจมากขึ้น

บทความนี้จะพาไป เจาะลึกเรื่อง ROA คืออะไร ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน สูตรคำนวณ วิธีอ่านค่า และ แนวทางตีความเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์ และตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาระสำคัญ

  • ROA คือ ตัวชี้วัดที่บอกว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้มากน้อยเพียงใด

  • การเปรียบเทียบ ROA ระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันช่วยให้เห็นว่าบริษัทใดใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • นักลงทุนสามารถใช้ ROA ประเมินความสามารถของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนและช่วยในการตัดสินใจลงทุน

  • การวิเคราะห์ ROA ควรทำร่วมกับตัวชี้วัดทางการเงินอื่น ๆ เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แม่นยำและครบถ้วน

ROA คืออะไร?

ROA คือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่บอกว่า บริษัทสามารถสร้างกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน

  • ROA สูง: บริษัทใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ROA ต่ำ: บริษัทอาจมีสินทรัพย์มาก แต่ไม่สามารถสร้างกำไรได้เต็มที่

 

วิธีคำนวณ ROA

การใช้งาน ROA คือ วิธีการวัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ของบริษัทเพื่อสร้างกำไร เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากงบการเงิน เช่น กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษี รวมถึงสินทรัพย์รวมของบริษัท จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อประเมินว่าบริษัทสามารถใช้สินทรัพย์ของตนได้อย่างคุ้มค่าเพียงใด

ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้ลงทุนเข้าใจถึงประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กรได้ชัดเจนมากขึ้น การเปรียบเทียบผลลัพธ์ของ ROA กับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือกับผลลัพธ์ในอดีตของบริษัทเองจะช่วยให้เห็นภาพรวมและแนวโน้มในการบริหารจัดการสินทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น

 

สูตร ROA

สูตร-roa

roa คำนวณยังไง?

สมมติบริษัท A มี

  • กำไรสุทธิ = 200,000 บาท

  • สินทรัพย์รวม = 2,000,000 บาท

roa-formula-calculate

สรุป:

บริษัท A สามารถสร้างกำไร 10 บาทต่อสินทรัพย์ 100 บาท ถือว่าการใช้สินทรัพย์ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

 

ROA สำคัญยังไง?

ROA หรือ Return on Assets เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ การใช้ ROA มีความสำคัญหลายประการ

 

ประเมินประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์

ROA คือ ตัวชี้วัดที่ตรงไปตรงมาในการวัดประสิทธิภาพของสินทรัพย์ หมายความว่า ROA สูงแสดงว่าสินทรัพย์ของบริษัท เช่น เครื่องจักร อาคาร หรือเงินลงทุน สามารถสร้างรายได้หรือกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน ROA ต่ำอาจบ่งบอกถึงการใช้ทรัพยากรที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ได้สร้างรายได้เพียงพอ

 

เปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ROA ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทต่างๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันมักใช้สินทรัพย์และทรัพยากรในลักษณะคล้ายกัน การเปรียบเทียบ ROA จึงช่วยให้เห็นว่าใครใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และใครควรปรับปรุงการจัดการสินทรัพย์

 

ช่วยตัดสินใจลงทุนและวางแผนธุรกิจ

นักลงทุนมักใช้ ROA คือ หนึ่งในตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เพื่อประเมินว่าการลงทุนในบริษัทนั้นคุ้มค่าหรือไม่ สำหรับผู้บริหาร ROA เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนธุรกิจ เช่น การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ การปรับโครงสร้างสินทรัพย์ หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพของทรัพยากรที่มีอยู่

 

ปัจจัยที่มีผลต่อ ROA คือ

ROA เกิดจากสมการพื้นฐาน คือ กำไรสุทธิ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ดังนั้น ทุกสิ่งที่มีผลต่อ “กำไรสุทธิ” หรือ “มูลค่าสินทรัพย์” ย่อมส่งผลโดยตรงต่อ ROA ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

 

ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์

หากองค์กรสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ เช่น เครื่องจักร อาคาร หรือเงินทุนหมุนเวียน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยสร้างรายได้มากขึ้น และทำให้ ROA สูงขึ้น การบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ เช่น หมุนเวียนสินค้าคงคลังให้เร็ว ใช้เครื่องจักรอย่างคุ้มค่า หรือบริหารลูกหนี้ให้เก็บเงินได้ตรงเวลา ล้วนช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนขององค์กรได้

 

โครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่าย

การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิ หากสามารถลดต้นทุนโดยไม่กระทบต่อคุณภาพสินค้า ก็จะทำให้ ROA ดีขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าต้นทุนสูงเกินไป หรือใช้จ่ายไม่คุ้มค่า จะทำให้กำไรลดลงและ ROA ต่ำลงได้

 

นโยบายทางการเงินและการลงทุน

นโยบายด้านการเงินและการลงทุนมีผลต่อ ROA โดยตรง หากลงทุนในสินทรัพย์ที่ใช้เวลาคืนทุนนาน อาจทำให้ ROA ลดลงในช่วงแรก แต่ถ้าเป็นการลงทุนที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง เช่น เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะช่วยให้ ROA ดีขึ้นในระยะยาว ดังนั้นองค์กรควรพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนอย่างรอบคอบ

 

ระดับของรายได้และยอดขาย

เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น โดยที่ต้นทุนคงที่หรือเพิ่มขึ้นน้อย กำไรก็จะเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์ ส่งผลให้ ROA สูงขึ้น การขยายตลาด การเพิ่มช่องทางการขาย หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มสินทรัพย์มากนัก ทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

สภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันในอุตสาหกรรมมีผลต่อรายได้และกำไรขององค์กรโดยตรง หากเศรษฐกิจชะลอตัว หรือความต้องการของตลาดลดลง ก็อาจทำให้ ROA ลดลงได้ แต่ถ้าองค์กรสามารถปรับตัว เช่น ลดต้นทุนหรือพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ก็จะช่วยรักษาระดับ ROA ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้

 

วัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์

ROA แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรได้เท่าไรต่อสินทรัพย์ที่มีอยู่ หาก ROA สูง แสดงว่าสินทรัพย์ถูกใช้เต็มศักยภาพ เช่น เครื่องจักร อาคาร หรือเงินลงทุน ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารทราบว่าควรปรับปรุงการจัดการสินทรัพย์ส่วนใดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ข้อจำกัดของ ROA

แม้ว่า ROA จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ได้ดี แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณาก่อนนำไปใช้ในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนี้

 

ไม่สะท้อนโครงสร้างเงินทุนของบริษัท

ROA ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินทุนจากเจ้าของหรือจากการกู้ยืมมากน้อยเพียงใด ดังนั้น การเปรียบเทียบ ROA ระหว่างบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้แตกต่างกันอาจให้ผลที่คลาดเคลื่อน หรือไม่สะท้อนความจริงทางการเงินได้ครบถ้วน

 

ไม่สะท้อนมูลค่าตลาดของสินทรัพย์จริง

สินทรัพย์ในงบดุลมักถูกบันทึกตามราคาทางบัญชี ซึ่งอาจต่ำกว่ามูลค่าตลาดในปัจจุบัน ทำให้ค่า ROA ที่คำนวณออกมาอาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์มานาน ดังนั้น ผู้วิเคราะห์ควรใช้ข้อมูลมูลค่าตลาดมาประกอบการประเมินเพื่อให้เห็นภาพที่ถูกต้องมากขึ้น

 

ไม่เหมาะกับการเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรม

ธุรกิจแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้สินทรัพย์ไม่เหมือนกัน เช่น ธุรกิจการผลิตหรือพลังงานต้องใช้สินทรัพย์จำนวนมาก จึงมักมี ROA ต่ำกว่าธุรกิจบริการหรือเทคโนโลยี แม้ว่าจะมีกำไรใกล้เคียงกันก็ตาม ดังนั้น ควรเปรียบเทียบ ROA เฉพาะกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อให้ผลลัพธ์มีความแม่นยำและยุติธรรม

 

ได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษทางบัญชี

บางครั้งค่า ROA อาจเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุการณ์พิเศษ เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์ หรือการตัดจำหน่ายหนี้สูญ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทำให้ค่า ROA ในปีนั้นไม่สะท้อนผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท ดังนั้น ควรปรับปรุงข้อมูลให้สะท้อนผลการดำเนินงานจริงก่อนนำไปเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์แนวโน้ม

 

ข้อจำกัดของ ROA

แม้ว่า ROA จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ได้ดี แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณาก่อนนำไปใช้ในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนี้

 

ไม่สะท้อนโครงสร้างเงินทุนของบริษัท

ROA ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินทุนจากเจ้าของหรือจากการกู้ยืมมากน้อยเพียงใด ดังนั้น การเปรียบเทียบ ROA ระหว่างบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้แตกต่างกันอาจให้ผลที่คลาดเคลื่อน หรือไม่สะท้อนความจริงทางการเงินได้ครบถ้วน

 

ไม่สะท้อนมูลค่าตลาดของสินทรัพย์จริง

สินทรัพย์ในงบดุลมักถูกบันทึกตามราคาทางบัญชี ซึ่งอาจต่ำกว่ามูลค่าตลาดในปัจจุบัน ทำให้ค่า ROA ที่คำนวณออกมาอาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์มานาน ดังนั้น การประเมิน ROA ควรพิจารณามูลค่าทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ควบคู่กันไปด้วย

 

ไม่เหมาะกับการเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรม

ธุรกิจแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้สินทรัพย์ไม่เหมือนกัน เช่น ธุรกิจการผลิตหรือพลังงานต้องใช้สินทรัพย์จำนวนมาก จึงมักมี ROA ต่ำกว่าธุรกิจบริการหรือเทคโนโลยี แม้ว่าจะมีกำไรใกล้เคียงกันก็ตาม ดังนั้นควรเปรียบเทียบ ROA กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้นเพื่อความแม่นยำ

 

ได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษทางบัญชี

บางครั้งค่า ROA อาจเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุการณ์พิเศษ เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์ หรือการตัดจำหน่ายหนี้สูญ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทำให้ค่า ROA ในปีนั้นไม่สะท้อนผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท การวิเคราะห์จึงควรตัดผลกระทบจากรายการเหล่านี้ออกเพื่อดูผลการดำเนินงานที่แท้จริง

 

ข้อดีของ ROA

ROA (Return on Assets) มีข้อดีในการวัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ เปรียบเทียบบริษัท และสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน ทำให้เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนและผู้บริหารควรใส่ใจ

 

เปรียบเทียบระหว่างบริษัทได้ง่าย

ROA เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ง่าย การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัทใดใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และผู้บริหารสามารถเรียนรู้จากบริษัทที่ทำ ROA ได้สูงเพื่อนำมาปรับปรุงองค์กร

 

ช่วยตัดสินใจลงทุน

นักลงทุนสามารถใช้ ROA ประเมินความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากสินทรัพย์ บริษัทที่มี ROA สูงมักมีแนวโน้มสร้างกำไรได้ดีและมีความเสี่ยงต่ำ การวิเคราะห์ ROA จึงช่วยให้นักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่มีประสิทธิภาพจริง

 

สนับสนุนการวางแผนธุรกิจ

ROA เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนและตัดสินใจของผู้บริหาร เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ การปรับโครงสร้างสินทรัพย์ หรือการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรเดิม เพื่อให้บริษัทใช้สินทรัพย์ได้เต็มศักยภาพและเพิ่มผลกำไรสูงสุด

 

เปรียบเทียบ ROA กับตัวชี้วัดอื่น

ตัวชี้วัด

ความหมาย

จุดเด่น

วิธีใช้

ROA

ผลตอบแทนจากสินทรัพย์

วัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์

วิเคราะห์กำไรต่อสินทรัพย์

ROE

ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น

วัดความสามารถทำกำไรจากทุนของผู้ถือหุ้น

ประเมินผลตอบแทนของผู้ลงทุน

ROI

ผลตอบแทนจากการลงทุน

วัดความคุ้มค่าการลงทุนแต่ละโครงการ

ใช้วัดกำไรจากโครงการหรือสินทรัพย์เฉพาะ

 

สรุป

ROA คือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ช่วยวัดว่าบริษัทสร้างกำไรจากสินทรัพย์ได้มากน้อยแค่ไหน ค่า ROA สูงแสดงว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนค่า ROA ต่ำอาจบ่งบอกถึงการจัดการสินทรัพย์ไม่เต็มที่

การตีความ ROA ควรพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัดอื่น เช่น ROE, Margin หรืออัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ นักลงทุนควรเปรียบเทียบ ROA กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันและดูแนวโน้มระยะยาวเพื่อวิเคราะห์การลงทุนอย่างแม่นยำ

สรุปเนื้อหาด้วย AI

พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?

เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย

no-risk
Calculator Icon
เครื่องคำนวณการเทรด

คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง

Converter Icon
หน้าแปลงสกุลเงิน

แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด

Glossary Icon
คลังคำศัพท์การเทรด

รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

ควรดูหลายปีเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและความต่อเนื่องของผลตอบแทน การดูหลายปีช่วยให้เห็นว่าการใช้สินทรัพย์มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และช่วยลดความผิดพลาดจากตัวเลขปีเดียวที่อาจมีรายการพิเศษ

ควรใช้ร่วมกับ ROE, Margin และอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อการวิเคราะห์ครบถ้วน การใช้หลายอัตราส่วนร่วมกันช่วยให้เข้าใจภาพรวมทางการเงินทั้งประสิทธิภาพ กำไร และการใช้สินทรัพย์

ไม่เสมอไป เพราะ ROA สูงอาจเกิดจากรายการพิเศษหรือกำไรชั่วคราวที่ไม่สะท้อนประสิทธิภาพปกติ การวิเคราะห์ควรดูแนวโน้มหลายปีและเปรียบเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรม

นักลงทุน ผู้บริหาร และนักวิเคราะห์การเงินใช้ ROA เป็นตัวชี้วัดหลัก เพื่อประเมินความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากสินทรัพย์และตัดสินใจลงทุนหรือปรับกลยุทธ์

สะท้อนบางส่วน โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาและต้นทุนการดำเนินงาน แต่ไม่สะท้อนโครงสร้างเงินทุนหรือราคาตลาดของสินทรัพย์ จึงควรดูควบคู่กับอัตราส่วนอื่น

ไม่สะท้อนโดยตรง แต่การหมุนเวียนสินทรัพย์มีผลต่อ ROA การบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนที่ดีช่วยเพิ่ม ROA และลดความเสี่ยงทางการเงิน

แบ่งปันบล็อกนี้:
Itsariya Doungnet

Itsariya Doungnet

นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค

อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น

Risk Warning Icon

เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง

เรียนรู้เพิ่มเติม

วิธีการเทรดด้วยแพทเทิร์นดาวยามเช้า?

พทเทิร์นดาวยามเช้าเป็นแพทเทิร์นแท่งเทียนที่บ่งบอกถึงการกลับตัวจากตลาดขาลงการระบุรูปแบบนี้ช่วยให้คุณสามารถเข้าสู่การเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างกำไรที่ดี ด้านล่างนี้เป็นการวิเคราะห์แพทเทิร์นดาวยามเช้าและวิธีการซื้อขายด้วยแพทเทิร์นดังกล่าว สาระสำคัญ แพทเทิร์นดาวยามเช้าเป็นรูปแบบการกลับตัวแบบกระทิง ประกอบด้วยแท่งเทียนสามแท่งที่บ่งบอกถึงว่าราคาอาจเพิ่มขึ้น การระบุรูปแบบนี้ช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล การใช้อินดิเคเตอร์ร่วมกับแพทเทิร์นดาวยามเช้าสามารถเพิ่มความแม่นยำได้ การเข้าใจข้อจำกัดของมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ แพทเทิร์นดาวยามเช้าคืออะไร? แพทเทิร์นดาวยามเช้าเป็นรูปแบบการกลับตัวของแพทเทิร์นกระทิงสุดคลาสสิกในด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค เทรดเดอร์ใช้รูปแบบนี้เพื่อบ่งบอกว่าตลาดหมีจะเห็นการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางขาขึ้น ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าการกลับตัวของตลาดกระทิง ตลาดหมี (Bearish Market): สภาวะของตลาดที่ราคากำลังลดลงและคาดว่าจะลดลงต่อไป ดังนั้น "แท่งเทียนหมี" จะส่งสัญญาณถึงการลดลงของราคา ตลาดกระทิง (Bullish Market): ตรงข้ามกับตลาดหมี ซึ่งราคากำลังเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไป ดังนั้น...

XS Editorial Team 1 สิงหาคม 2024

คำสั่ง Stop Loss คืออะไร? ความหมาย ตัวอย่าง และการใช้งาน

คำสั่ง Stop Loss คืออะไร? คำสั่ง Stop Loss คือคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อขายสินทรัพย์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด เป้าหมายหลักคือเพื่อป้องกันการขาดทุนเพิ่มเติมหากราคาขยับสวนทางกับคุณ เมื่อคุณตั้งคำสั่ง Stop Loss คุณจะกำหนดราคาที่โบรกเกอร์ของคุณจะปิดตำแหน่งโดยอัตโนมัติวิธีนี้ช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการตัดสินใจตามอารมณ์และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น   คำสั่ง Stop Loss ทำงานอย่างไร? คำสั่ง Stop Loss จะเปิดคำสั่งmarket order โดยอัตโนมัติเมื่อราคาของสินทรัพย์ถึงระดับที่กำหนดไว้ ขั้นตอนการทำงาน:...

XS Editorial Team 14 มีนาคม 2025
scroll top