ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
เราเชื่อว่านักลงทุนก็คงเคยเห็น YTD (Year to Date) กันมาบ้างแล้ว และ เคยสงสัยกันไหมว่า เราสามารถใช้งานยังไง? เพราะ YTD คือ เครื่องมือสำคัญในการใช้คำนวณหาผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน ช่วยให้นักลงทุนสามารเห็นข้อมูลทั้งหมดเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ เรามาอ่านรายละเอียดกันต่อเลยค่ะ
YTD คือ ตัวเลขที่ช่วยให้คุณเห็นผลตอบแทนหุ้นตลอดทั้งปีนี้
การใช้งาน YTD ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจการลงทุน
YTD ช่วยให้คุณเห็นกำไรการลงทุน แนวโน้มของหุ้น และ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน
YTD คือ ช่วงเวลาที่ใช้คำนวณหาผลตอบแทนการลงทุนของคุณ เริ่มตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์ว่า YTD ย่อมาจาก Year to Date ซึ่งหุ้นตัวนี้ยังควรลงทุนต่อไปไหม หรือ ควรขายออก อาจะด้วยเพราะผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ หรือ ผลแสดงการเติบโตไม่ค่อยเพิ่มขึ้นเท่าที่ควร
ซึ่งแน่นอนว่า เพียงแค่ YTD ก็อาจจะไม่ได้แสดงข้อมูลที่แม่นยำได้เท่ากับ การใช้ข้อมูลอื่นๆ เข้าประกอบเช่น
ผลตอบแทนย้อนหลัง
ข้อมูลทางการเงินของบริษัท
ผลประกอบการของบริษัท
รายจ่ายของบริษัท
ราคาซื้อหุ้น
ปกติแล้ว Year to date คือ การใช้ข้อมูลดูผลการดำเนินงาน 3-5 ปีย้อนหลัง ช่วยให้คุณสามารถเห็นการเติบโตของบริษัทตามช่วงเวลาต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนมองเห็นผลการดำเนินงานในอดีต ตั้งแต่เริ่มซื้อหุ้นนี้ ราคาเพิ่มหรือลดเท่าไหร่ การดำเนินการบริษัทเป็นไปตามที่คาดหวังไหมในแต่ละไตรมาส เพื่อให้คุณเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เรามาดูตัวอย่างกันจากข่าวจริงกันเลย
แหล่งที่มา: https://www.infoquest.co.th/2025/517205
จากรายงานข่าว SCC ตอนนี้ ติดลบ 4.35% หลังจากที่ YTD ขึ้นมา 23% ส่งผลให้นักลงทุนขายออกระหว่างวันในช่วงนี้ จากราคาเปิด 201 ตอนนี้อยู่ที่ 198 บาท
หมายความว่ายังไง?
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ข่าวนี้รายงานการเคลื่อนไหวของวันนี้เท่านั้น เรามาดูกันว่าในทาง YTD เราจะแปลออกเป็นยังไง
ตั้งแต่ต้นปีถึงวันนี้ หุ้น SCC ขึ้นมา 23%
ตอนนี้นักลงทุนบางกลุ่มขายออกเพื่อทำกำไรระยะสั้น ทำให้ราคาลง -4.35%
ภาพรวม ราคาหุ้น SCC ปีมีราคาเพิ่มสูงขึ้น
ควรรอจังหวะย่อ เพื่อรอซื้อหากคุณยังไงมีหุ้นนี้
หุ้นนี้เหมาะกับการถือไว้ระยะกลาง
เรามาดูกันก่อนว่า สิ่งที่คุณควรรู้ไว้ ก่อนที่จะคำนวณ YTD มีอะไรบ้าง
1. เริ่มแรกตัดสินใจว่า คุณจะกำหนดวันเริ่มต้นคำนวณวันไหนก่อนดี เช่น 1 มกราคม หรือ ปีงบการเงิน 1 กรกฎาคม
2. หาราคาหุ้นของวันเริ่มต้น หรือ ยอดคงเหลือในวันเริ่มต้น
3. หาราคาหุ้น หรือ ยอดคงเหลือปลายปีจะมีราคาเท่าไหร่
4. เลือกใช้สูตรคำนวณ Return YTD ตามด้านล่างนี้ได้เลย
เพื่อหาคำตอบว่า สรุปแล้วการลงทุนหุ้นตัวนั้นช่วยให้คุณได้กำไรหรือขาดทุน เราสามารถคำนวณได้ดังนี้
Return YTD = (ราคาปิดปัจจุบัน - ราคาปิดณ.สิ้นปี)/ราคาปิดสิ้นปีx100
แหล่งที่มา: https://www.set.or.th/th/market/product/stock/overview
ตัวอย่าง สมมุติว่า เราปิด SET สิ้นปีอยู่ที่ 1,200
Return YTD = (1,273.40 - 1,200)x1,200x100 = 6.12%
นี่ก็หมายความว่า คุณมีกำไรเพิ่มขึ้นจากหุ้นตัวนี้ 6.12% ในปีนี้
จริงๆ แล้ว การคำนวณหา YTD เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักลงทุน ซึ่งหากคุณเป็นมือใหม่และยังไม่แน่ใจว่า YTD มีข้อดีและประโยชน์อะไรบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันต่อเลย
YTD แสดงให้คุณเห็นตัวเลขในช่วงระหว่างการดำเนินการ ระหว่างระยะสั้น ถึง ระยะกลาง เพื่อให้คุณเห็นแนวโน้มจริงของทางบริษัทว่า ในช่วงระหว่างปีนี้ที่คุณลงทุนไป จะได้กำไรมาประมาณกี่เปอเซ็นต์ แล้ว คุณควรจะลงทุนต่อไหม ช่วยให้คุณประเมินการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
บริษัทแต่ละบริษัทมักจะมีการออกนโยบายมาว่า ปีนี้เขาจะมีโปรเจ็คอะไรบ้าง แต่ละไตรมาสได้ผลกำไรกลับเข้าบริษัทจากโปรเจ็คนี้เท่าไหร่ หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้ คุณก็สามารถประเมินความคืบหน้า จากการคำนวณ YTD ได้ เพื่อให้คุณสามารถปรับให้ตรงกับกลยุทธ์การลงทุนของตัวเอง
ยิ่งคุณมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้ว การที่คุณมีข้อมูล YTD นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นแล้ว การใช้ YTD ร่วมกับ ตัวชี้วัดอื่นๆ ก็จะยิ่งช่วยให้คุณปรับสัดส่วนการลงทุนหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เพื่อการลงทุนอย่างปลอดภัยในระยะยาว
YTD มีข้อจำกัดในการใช้งานในบางส่วน เช่น หากคุณเลือกคำนวณหา YTD ตั้งแต่ช่วงต้นปี คุณอาจจะไม่ได้เห็นผลชัดเจนมากนัก เพราะข้อมูลการเงินและราคามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจจะทำให้ตัวเลข YTD มีความคลาดเคลื่อน นอกจากนี้แล้ว การใช้ YTD นี้ ไม่สามารถเปรียบเทียบการดำเนินงานข้ามปีได้ค่ะ
เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อให้นักลงทุนสามารถใช้งาน YTD ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คุณควรเลือกใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ด้วยเช่น YOY, MTD, MOM และอื่นๆ
Month to Date (MTD) คือ ยอดขายสะสม ตั้งแต่วันแรกของเดือนไปจนถึงวันที่ก่อนสุดท้ายในเดือนเดียวกัน เพื่อขยายความ เรามาดูกันต่อเลย
สมมุติว่าวันนี้เป็นวันที่ 20 ธันวาคม เราจะคำนวณตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ไปจนถึง 19 ธันวาคม
ยอดขายสะสม MTD คล้ายกับ YTD ที่มักจะใช้ในการวัดผลการดำเนินการ แต่จะใช้ในช่วงเวลาที่สั้นกว่า
เช่น YTD จะคำนวณด้วยผลการดำเนินการตั้งแต่ต้นปี จนถึง 19 ธันวาคม
YTD คือ เครื่องมือที่ช่วยให้คุณเห็นผลตอบแทนสะสม ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน เพื่อให้คุณเห็นว่า หุ้นตัวนี้มีการดำเนินการเป็นอย่างไร และ ควรลงทุนต่อไหม หรือ ควรขายออก นอกจากนี้แล้ว ก็ยังช่วยให้คุณเห็นการดำเนินการระหว่างหุ้นตัวนี้กับดัชนีตัวอื่นๆ เพื่อให้คุณวางแผน และ ปรับพอร์ตได้ต่อ แน่นอนว่า นอกจาก Year to Date นี้แล้ว คุณควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ เพื่อช่วยในการจัดสินใจในการลงทุนได้ดีขึ้น
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
ไม่เหมือนค่ะ YTD จะใช้คำนวณผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ส่วน YOY เป็นการคำนวณผลเติบโตช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อน
เพราะ YTD ช่วยให้คุณเห็นกำไรหรือขาดทุนสะสมตลอดในปีนี้ ช่วยให้คุณเห็นแนวโน้มของบริษัทว่า การดำเนินการในปีนี้เป็นยังไง และ ควรลงทุนต่อไปไหม
จริงๆ แล้ว ค่า YTD เชื่อถือได้ค่ะ คุณสามารใช้ ตรวจสอบภาพรวม และ แนวโน้มตลาด ได้ แต่เพื่อให้แน่ใจ และ ได้รับรายละเอียดครบถ้วนมากกว่าเดิม ก็ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ
เมื่อคุณคำนวณหาค่า YTD มาแล้ว มีผลเป็น + นี่ก็หมายความว่า มีนักลงทุนเข้าซื้อเพิ่มขึ้น หาก YTD ต่ำลง ก็อาจจะเป็นจังหวะที่ นักลงทุนกำลังขายออก
คุณสามารถคำนวณหา กำไร ขาดทุน YTD ตามสูตรนี้ได้เลย (ราคาปิดปัจจุบัน - ราคาปิดณ.สิ้นปี)/ราคาปิดสิ้นปีx100
YTD แสดงให้คุณเห็นถึง ผลตอบแทนหุ้น ที่คุณลงทุนไป ซึ่งหุ้นตัวนี้ยังมีความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนคนอื่นๆ ไหม แล้วแนวโน้มหุ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป
Itsariya Doungnet
นักเขียนการเงินเชิงเทคนิค
อิสสริยา ดววเนตร มีประสบการณ์ตรงในการซื้อขายและลงทุนในตลาดการเงินหลายประเภท ในฐานะนักเขียนการเงินเชิงเทคนิคของบริษัท XS.com เธอถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการลงทุนให้เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทางการเงินที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
Eose บริษัทอะไร? บริษัท EOS เริ่มต้นขึ้นในปี 2008 เป็นบริษัทที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายระบบจัดเก็บพลังงานและแบตเตอรี่สำหรับธุรกิจและยูทิลิตี้ พร้อมการบริการติดตั้ง และจำหน่ายซอฟแวร์ที่ใช้ติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีสังกะสีแบบน้ำที่ปลอดภัย ที่ช่วยให้คุณประหยัดพลังงาน พร้อมกับประสิทธิภาพสูงในการใช้งาน บริษัท Eos Energy ไม่ได้ขายสินค้าแบบอุปโภคทั่วไป แต่ขายระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในระดับอุตสาหกรรมและยูทิลิตี้ เช่น: เทคโนโลยี Eos Z3™ battery module...
พันธบัตร คืออะไร? พันธบัตร คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาลหรือเอกชน เพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน โดยผู้ที่ซื้อพันธบัตรจะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” และมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด (Coupon Rate) เป็นงวด ๆ เช่น ทุก 6 เดือน หรือ ปีละครั้ง ซึ่งผลตอบแทนมักอยู่ที่ 2-5% ต่อปี สูงกว่าเงินฝากทั่วไป พันธบัตรจะมีการกำหนด มูลค่าที่ตราไว้...
รูปแบบแท่งเทียนดาวตกคืออะไร? แท่งเทียนดาวตก (Shooting Star) เป็นรูปแบบแท่งเทียนกลับตัวขาลงและถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิค รูปแบบแท่งเทียนกลับตัวขาลงเป็นลักษณะของกราฟที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่แนวโน้มขาขึ้นอาจเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง รูปแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนจากภาวะกระทิง (Bullish) ไปเป็นภาวะหมี (Bearish) ซึ่งหมายความว่าราคาที่เคยปรับตัวสูงขึ้นอาจเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โครงสร้างของรูปแบบแท่งเทียนดาวตก รูปแบบแท่งเทียนดาวตก (Shooting Star) ได้รับการตั้งชื่อตามลักษณะที่คล้ายกับดาวตกโครงสร้างของแท่งเทียนนี้มีเอกลักษณ์และสามารถสังเกตได้ง่ายโดยประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่: ตัวแท่งเทียนขนาดเล็ก: ตัวแท่งเทียนมีขนาดเล็กและอยู่ใกล้กับราคาต่ำสุดของช่วงการซื้อขายแสดงให้เห็นว่าระหว่างราคาเปิดและปิดมีความแตกต่างกันน้อย ไส้เทียนบนยาว: ไส้เทียนด้านบนยาวอย่างน้อย 2...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ