ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
TTM Squeeze เป็นตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อระบุโอกาสในการทะลุแนวโดยการวัดความผันผวนและโมเมนตัมของตลาด
ในบทความนี้เราจะสำรวจระบบการเทรดด้วยเทคนิค TTM Squeeze พูดคุยเกี่ยวกับการตั้งค่าตัวบ่งชี้ TTM Squeeze ที่หลากหลายและวิธีใช้ตัวบ่งชี้นี้ในการเทรดของคุณ!
สาระสำคัญ:
TTM Squeeze เป็นตัวบ่งชี้ที่รวม Bollinger Bands และ Keltner Channels เพื่อช่วยให้นักเทรดสังเกตช่วงเวลาที่มีความผันผวนต่ำและโอกาสในการทะลุแนว
ตัวบ่งชี้นี้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรอบเวลาต่างๆ และกลยุทธ์การเทรดหลายรูปแบบ ตั้งแต่กลยุทธ์ตามแนวโน้ม กลยุทธ์กลับตัว ไปจนถึงการเทรดในกรอบแคบ
ด้วยการจดจำสัญญาณที่สำคัญและการตั้งค่า TTM Squeeze อย่างเหมาะสม นักเทรดสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการเทรดและใช้ประโยชน์จากความเคลื่อนไหวของตลาดได้
TTM Squeeze เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดความผันผวนและโมเมนตัมโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้นักเทรดระบุช่วงเวลาที่ตลาดกำลังจะเกิดแนวทะลุหลังจากช่วงที่เคลื่อนไหวน้อยและกำลังอยู่ในช่วงพักชะลอตัว
ตัวชี้วัดนี้ถูกพัฒนาโดย John Carter โดยผสมผสานองค์ประกอบของ Bollinger Bands และ Keltner Channels เพื่อเน้นโอกาสในการเทรดที่มีศักยภาพ
เมื่อ TTM Squeeze ส่งสัญญาณ "ยิง" นั่นหมายถึงตลาดมีแนวโน้มที่จะเกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่มีนัยสำคัญทำให้เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าสำหรับนักเทรดที่ต้องการทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้
TTM Squeeze ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ได้แก่:
Bollinger Bands: วัดความผันผวนของตลาดโดยประกอบด้วยเส้นบนและเส้นล่างที่ล้อมรอบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
Keltner Channels: วัดความผันผวนเช่นกันแต่ใช้ค่า Average True Range (ATR) ซึ่งช่วยลดการแกว่งของราคา
Histogram: แสดงโมเมนตัมและทิศทางของการบีบตัวเมื่อฮิสโตแกรมเป็นสีแดงแสดงว่าตลาดอยู่ในช่วงบีบตัวเมื่อเปลี่ยนเป็นสีเขียวแสดงว่าส่งสัญญาณให้ "ยิง" แล้วสัญญาณบ่งบอกถึงโอกาสในการทะลุแนว
TTM Squeeze ทำงานโดยระบุตัวช่วงเวลาที่ความผันผวนต่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในเฟสสำหรับการพักชะลอตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ
TTM Squeeze จะระบุช่วงเวลาเหล่านี้โดยสังเกตความสัมพันธ์ระหว่าง Bollinger Bands และ Keltner Channels
เมื่อ Bollinger Bands ซึ่งวัดความผันผวนของตลาดด้วยการชี้ให้เห็นว่าราคาเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มากเพียงใด และย่อตัวเข้ามาภายใน Keltner Channels ซึ่งวัดความผันผวนตามค่า Average True Range (ATR) จะระบุสภาพที่เรียกว่า "การบีบตัว"
สภาวะการบีบตัวนี้บ่งชี้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่ความผันผวนลดลงและมีการพักชะลอตัว
ฮิสโตแกรมของ TTM Squeeze มีบทบาทสำคัญในการระบุช่วงเวลาเหล่านี้
เมื่อฮิสโตแกรมเป็นสีแดงหมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงการบีบตัว ซึ่งเป็นช่วงที่ความผันผวนต่ำและการเคลื่อนไหวของราคาถูกจำกัด
เมื่อฮิสโตแกรมเปลี่ยนเป็นสีเขียวหมายถึงการบีบตัวได้ "ยิง" แล้ว บ่งชี้ว่าตลาดมีแนวโน้มจะเกิดการ ทะลุแนวและเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
ในการตั้งค่า TTM Squeeze ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้:
เลือกแพลตฟอร์มการเทรด: เลือกแพลตฟอร์ม ที่รองรับ TTM Squeeze เช่น Thinkorswim, TradingView หรือ MetaTrader
เพิ่มตัวชี้วัดลงในกราฟ: ไปที่ห้องสมุดตัวชี้วัดของแพลตฟอร์มและเพิ่ม TTM Squeeze ลงในกราฟของคุณ
ปรับแต่งการตั้งค่า: คุณสามารถปรับแต่งการตั้งค่าให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ โดยการตั้งค่าทั่วไปคือ Bollinger Bands ที่มีช่วง 20 แท่งเทียน และ Keltner Channels ที่ 1.5 เท่า
การระบุสัญญาณการเทรดกับ TTM Squeeze ประกอบด้วย:
การระบุสภาพการบีบตัว: มองหาช่วงเวลาที่ Bollinger Bands ย่อตัวเข้ามาภายใน Keltner Channels ซึ่งบ่งชี้สภาพการบีบตัว
การตีความสีของฮิสโตแกรม: ให้ความสำคัญกับสีของฮิสโตแกรม สีแดงบ่งบอกการบีบตัวส่วนสีเขียวบ่งบอกว่าการบีบตัวได้ยิงแล้วและมีโอกาสเกิดการทะลุแนว
การยืนยันแนวทะลุ: ใช้ตัวชี้วัดเพิ่มเติม เช่น ปริมาณการซื้อขายหรือเส้นแนวโน้ม เพื่อยืนยันการ ทะลุแนวและเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ
การพัฒนากลยุทธ์การเทรดด้วยการสร้างผลกำไรโดยใช้ TTM Squeeze เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากความสามารถของตัวชี้วัดในการส่งสัญญาณการทะลุแนวและการเคลื่อนไหวของตลาดที่อาจเกิดขึ้น
กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้มโดยใช้ TTM Squeeze มุ่งเน้นไปที่การเข้าสู่การเทรดในทิศทางของแนวโน้มหลัก
TTM Squeeze สามารถช่วยระบุ continuation patterns เมื่อแนวโน้มของตลาดชัดเจน
เริ่มจากการระบุแนวโน้มโดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือเส้นแนวโน้ม (Trend Lines) เพื่อกำหนดทิศทางของตลาดจากนั้นเฝ้าดู TTM Squeeze เพื่อหาสัญญาณการบีบตัว โดยสังเกตจากการที่ Bollinger Bands ย่อตัวเข้ามาภายใน Keltner Channels และฮิสโตแกรมกลายเป็นสีแดง
เมื่อฮิสโตแกรมเปลี่ยนเป็นสีเขียวและการบีบตัว "ยิง" ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มให้เข้าสู่การเทรด
ซึ่งแสดงว่าแนวโน้มมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปการวางคำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-loss) ควรตั้งไว้ต่ำกว่าระดับแนวรับล่าสุด (สำหรับแนวโน้มขาขึ้น) หรือสูงกว่าระดับแนวต้านล่าสุด (สำหรับแนวโน้มขาลง)
กลยุทธ์การกลับตัวมีเป้าหมายในการระบุการกลับตัวของตลาดโดยใช้ TTM Squeeze
เริ่มจากการระบุสภาวะที่ซื้อมากเกินไปหรือลงทุนมากเกินไป (Overbought/Oversold) โดยใช้ตัวชี้วัดเช่น RSI หรือ Stochastics
จากนั้นเฝ้าดู TTM Squeeze เพื่อหาสัญญาณการบีบตัวในพื้นที่ที่มีการยืดตัวมากเกินไป
เมื่อการบีบตัวยิงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับแนวโน้มปัจจุบัน (ฮิสโตแกรมเปลี่ยนเป็นสีเขียว) ให้เข้าสู่การเทรดโดยคาดการณ์ว่าจะเกิดการกลับตัว
การวางคำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-loss) ควรตั้งไว้สูงกว่าระดับสูงสุดล่าสุด (สำหรับตำแหน่งขาย) หรือต่ำกว่าระดับต่ำสุดล่าสุด (สำหรับตำแหน่งซื้อ)
ในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวในกรอบราคา (Range-Bound Market) TTM Squeeze สามารถช่วยระบุการ ทะลุแนวจากระดับแนวรับและแนวต้านที่มีอยู่
เริ่มจากการกำหนดกรอบราคาด้วยการระบุระดับแนวรับและแนวต้านหลักที่ราคามักจะดีดตัวอย่างต่อเนื่อง
เฝ้าดู TTM Squeeze เพื่อหาสัญญาณช่วงเวลาที่มีความผันผวนต่ำภายในกรอบ
เมื่อเกิดสภาวะการบีบตัว:
เข้าซื้อ (Long) ใกล้ระดับแนวรับ
เข้าขาย (Short) ใกล้ระดับแนวต้านโดยคาดว่าราคาจะกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย
ทั้ง TTM Squeeze และ Bollinger Bands ต่างก็ใช้วัดความผันผวนของตลาด แต่ TTM Squeeze ให้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นโดยการรวม Bollinger Bands เข้ากับ Keltner Channels
Bollinger Bands พล็อตค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสองค่าด้านบนและด้านล่างของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย เมื่อมีความผันผวนสูงกราฟจะขยายตัวและย่อตัวเมื่อมีความผันผวนต่ำ
มีประโยชน์ในการระบุสภาวะการซื้อมากเกินไปหรือการขายมากเกินไปและการทะลุแนวที่อาจเกิดขึ้น
TTM Squeeze ตัวบ่งชี้นี้เน้นช่วงความผันผวนต่ำ หรือ "สภาวะบีบตัว" โดยสังเกตว่า Bollinger Bands หดตัวเข้ามาภายใน Keltner Channels
ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังพักชะลอตัวและอาจเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อส่งสัญญาณ "ยิง" (ฮิสโตแกรมเปลี่ยนสี) นั่นหมายถึงมีโอกาสที่ตลาดจะเกิดแนวทะลุ
ทั้ง TTM Squeeze และ RSI เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่มีประโยชน์แต่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
RSI จะวัดโมเมนตัมของตลาดและระบุภาวะที่ซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป (Overbought/Oversold) โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 ค่า RSI ที่มากกว่า 70 บ่งชี้ภาวะซื้อมากเกินไปและน้อยกว่า 30 บ่งชี้ภาวะ ขายมากเกินไป
นักเทรดเดอร์จะใช้ RSI เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของแนวโน้มและหาสัญญาณการกลับตัว
TTM Squeeze จะเน้นไปที่ความผันผวนและการทะลุแนวโดยรวม Bollinger Bands และ Keltner Channels เพื่อหาช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ หรือ "สภาวะบีบตัว" ที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น
โดยสรุประบบการเทรดด้วย TTM Squeeze ช่วยระบุโอกาสในการทะลุแนวและพัฒนากลยุทธ์การเทรดที่สร้างกำไรได้
การเข้าใจถึงเทคนิควิธีการใช้ TTM Squeeze การตั้งค่าตัวชี้วัดอย่างถูกต้องและการสังเกตสัญญาณสำคัญจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดของคุณเข้าร่วมกับ XS วันนี้เพื่อเริ่มต้นเส้นทางการเทรดของคุณ!
วิธีการ TTM Squeeze คืออะไร?
วิธีการ TTM Squeeze เป็นกลยุทธ์การซื้อขายทางเทคนิคที่ช่วยระบุช่วงที่มีความผันผวนต่ำหรือที่เรียกว่า "สภาวะการบีบตัว" โดยใช้การรวมกันของ Bollinger Bands และ Keltner Channels
เมื่อแถบเหล่านี้ย่อตัวภายในช่องจะส่งสัญญาณโอกาสในการเกิดการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่กลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่มีนัยสำคัญหลังจากช่วงที่มีความผันผวนต่ำเหล่านี้
กรอบเวลาที่ดีที่สุดสำหรับ TTM Squeeze คืออะไร?
กรอบเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ TTM Squeeze ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของนักเทรดเดอร์
ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีในหลายกรอบเวลาตั้งแต่กราฟระหว่างวัน เช่น กรอบเวลา 5 นาทีหรือ 15 นาทีสำหรับนักเทรดรายวัน ไปจนถึงกราฟรายวันหรือรายสัปดาห์สำหรับนักเทรดแบบสวิงหรือนัดดเทรดแบบถือออเดอร์ การเลือกกรอบเวลาควรสอดคล้องกับแผนการซื้อขายและเป้าหมายของนักเทรด
TTM Squeeze จะใช้เวลาได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาของ TTM Squeeze สามารถแตกต่างกันได้มากอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่แท่งในกรอบเวลาสั้นๆ หรือหลายวันถึงหลายสัปดาห์ในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น
สภาวะการบีบตัวจะยังคงอยู่ตราบใดที่ Bollinger Bands อยู่ภายใน Keltner Channels นักเทรดเดอร์จะตรวจสอบ histogram เพื่อดูสัญญาณว่าสภาวะการบีบตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่และเมื่อใดที่ราคามีแนวโน้มจะเกิดการทะลุแนว
อัตราความสำเร็จของ TTM Squeeze คืออะไร?
อัตราความสำเร็จของ TTM Squeeze ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและทักษะของนักเทรดเดอร์ในการตีความสัญญาณและการจัดการการเทรด
แม้ว่าจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการระบุโอกาสในการทะลุแนว ความสำเร็จก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การจัดการความเสี่ยง สภาพแวดล้อมตลาด และการใช้ตัวบ่งชี้ที่เสริมกัน ไม่มีตัวบ่งชี้ใดที่รับประกันความสำเร็จได้แต่ TTM Squeeze สามารถมีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ได้อย่างถูกต้อง
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
ลงทุนหุ้นปันผล คืออะไร? ลงทุนหุ้นปันผล คือ การที่คุณซื้อหุ้นบริษัทที่มีความมั่นคง เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ซึ่งเมื่อบริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินการ คุณก็จะได้เงินปันผลจากจำนวนเงินทุนที่ลงทุนไปนั่นเอง อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น โครงสร้างการเงินของบริษัท, กำไรสะสม, หนี้บริษัท, รายจ่ายบริษัท และอื่นๆ เราจะได้เงินปันผลยังไง? มาดูตัวอย่างกันค่ะ สมมุติว่า บริษัท A สร้างกำไรได้ 200 ล้าน...
การเลื่อนจุดหยุดขาดทุน (Trailing Stop Loss)เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการจัดการความเสี่ยงและปกป้องกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นวิธีในการทำให้การจัดการความเสี่ยแบบอัตโนมัติในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการเลื่อนจุดหยุดขาดทุน วิธีการทำงาน และเวลาที่ควรใช้ สาระสำคัญ การเลื่อนจุดหยุดขาดทุนเป็นคำสั่งหยุดขาดทุนแบบไดนามิกที่เคลื่อนที่ตามราคาตลาด ช่วยปกป้องกำไรและจำกัดการขาดทุนโดยการปรับระดับการหยุดขาดทุนตามการเคลื่อนไหวของตลาดในทิศทางที่คุณได้เปรียบ การเลื่อนจุดหยุดขาดทุนช่วยทำให้การจัดการความเสี่ยงเป็นแบบอัตโนมัติลดความจำเป็นในการตรวจสอบตลาดอย่างต่อเนื่อง การเลื่อนจุดหยุดขาดทุนคืออะไร? การเลื่อนจุดหยุดขาดทุน (Trailing Stop Loss) เป็นคำสั่งหยุดขาดทุนประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องกำไรของคุณและจำกัดการขาดทุน แตกต่างจากคำสั่งหยุดขาดทุนแบบดั้งเดิมที่คงอยู่ในระดับราคาที่กำหนด การเลื่อนจุดหยุดขาดทุนจะปรับตัวเองตามการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ของคุณ คำสั่งหยุดขาดทุนแบบไดนามิกนี้จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางของการเทรดของคุณตามเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินที่กำหนด ซึ่งช่วยให้คุณสามารถทำกำไรได้มากขึ้นในขณะที่ยังมีเครือข่ายความปลอดภัยหากตลาดกลับทิศทาง ตัวอย่างการตั้งจุดหยุดขาดทุนแบบเลื่อนจุด ลองพิจารณาตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อแสดงให้เห็นว่าการเลื่อนจุดหยุดขาดทุนทำงานอย่างไร: คุณซื้อหุ้นที่ราคา...
ROA คืออะไร? ROA คือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่บอกว่า บริษัทสามารถสร้างกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน ROA สูง: บริษัทใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROA ต่ำ: บริษัทอาจมีสินทรัพย์มาก แต่ไม่สามารถสร้างกำไรได้เต็มที่ วิธีคำนวณ ROA การใช้งาน ROA คือ วิธีการวัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ของบริษัทเพื่อสร้างกำไร เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากงบการเงิน เช่น กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษี รวมถึงสินทรัพย์รวมของบริษัท...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ