คำสั่ง Market, Limit และ Stop คืออะไร? - คู่มือแนะนำแพลตฟอร์มการเทรด
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  คู่มือแนะนำแพลตฟอร์มการเทรด   Breadcrumb right  คำสั่ง Market, Limit และ Stop คืออะไร

คำสั่ง Market, Limit และ Stop คืออะไร?

ในบทเรียนที่ 3 คุณได้เรียนรู้วิธีวางคำสั่งซื้อขายผ่านแผงคำสั่ง และได้รู้จักคำสั่งซื้อขายหลัก 3 ประเภท ได้แก่ Market, Limit และ Stop

ในบทเรียนนี้ เราจะเจาะลึกคำสั่งแต่ละประเภทมากขึ้น เพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในกลยุทธ์การเทรดของคุณ

ประเภทคำสั่งไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์ทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณควบคุมการเทรดได้มากขึ้น การเข้าใจว่าควรใช้คำสั่งใด และใช้เมื่อใด จะช่วยให้การส่งคำสั่งแม่นยำขึ้น บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายการเทรดของคุณ

 

Market Orders: ความเร็วมาก่อนความแม่นยำของราคา

Market order คือ คำสั่งซื้อหรือขายที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด โดยเป็นการสั่งให้แพลตฟอร์มดำเนินการซื้อหรือขายทันที ตามราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น

คำสั่งประเภทนี้เหมาะในกรณีที่คุณให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาหุ้นหรือสินทรัพย์กำลังเคลื่อนไหวแรง และคุณต้องการเข้าเทรดเพื่อจับโมเมนตัม คำสั่ง Market จะช่วยให้คุณเข้าออเดอร์ได้อย่างรวดเร็ว

 

ควรใช้ Market order เมื่อ:

  • คุณต้องการเข้า หรือออกจากการเทรดทันที

  • คุณเทรดในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งความคลาดเคลื่อนของราคาอยู่ในระดับต่ำ

  • คุณให้ความสำคัญกับการได้เข้าออเดอร์ มากกว่าราคาที่เป๊ะที่สุด

 

สิ่งที่ควรพิจารณา:

  • คำสั่งจะถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ราคาอาจไม่ตรงกับที่คุณเห็นบนหน้าจอเสมอไป

  • ในตลาดที่ผันผวน ราคาอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างช่วงที่คุณส่งคำสั่งและคำสั่งถูกดำเนินการจริง. สิ่งนี้อาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Slippage ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะดำเนินการคำสั่งซื้อขายกับราคาจริงที่คำสั่งถูกดำเนินการ

 

Limit Orders: ควบคุมราคาและใช้ความอดทน

Limit order คือ คำสั่งที่ให้คุณกำหนดราคาซื้อหรือขายล่วงหน้า โดยคำสั่งจะถูกดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาตลาดมาถึงระดับที่คุณตั้งไว้ หรือดีกว่านั้นเท่านั้น

คำสั่งประเภทนี้เหมาะเมื่อคุณมีจุดเข้า หรือจุดออกที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากราคาหุ้นกำลังซื้อขายอยู่ที่ 55 ดอลลาร์ แต่คุณต้องการซื้อก็ต่อเมื่อราคาลดลงมาที่ 50 ดอลลาร์ คุณสามารถตั้งคำสั่งซื้อแบบ Limit ที่ราคา 50 ดอลลาร์ได้

when-to-use-a-limit-order

ควรใช้ Limit order เมื่อ:

  • คุณต้องการควบคุมราคาที่คำสั่งจะถูกดำเนินการ

  • คุณยอมรอให้ตลาดมาถึงราคาที่ต้องการได้

  • คุณมีระดับราคาเข้า หรือออกจากตลาดที่ชัดเจนอยู่แล้ว

 

สิ่งที่ควรพิจารณา:

  • ไม่มีการรับประกันว่าคำสั่งจะถูกดำเนินการ หากราคาตลาดไม่ถึงระดับที่ตั้งไว้

  • เหมาะสำหรับสภาวะตลาดที่ไม่ผันผวนมาก หรือการวางแผนการเทรดล่วงหน้า

 

Stop Orders: การทำงานอัตโนมัติเพื่อบริหารความเสี่ยงและเป้าหมาย

Stop order คือ คำสั่งที่จะเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวมาถึงระดับราคาที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า Stop price เมื่อคำสั่งถูกกระตุ้นแล้ว คำสั่งจะเปลี่ยนเป็นคำสั่งตามราคาตลาด และถูกดำเนินการที่ราคาถัดไปซึ่งมีอยู่ในขณะนั้น

โดยทั่วไป Stop orders ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ การจำกัดการขาดทุน และการรักษากำไรที่ทำได้

 

คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-loss order):

เป็นการตั้งคำสั่งไว้ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน (ในกรณีเปิดสถานะซื้อ) เพื่อจำกัดการขาดทุนหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับที่คาดไว้ ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อหุ้นที่ราคา 70 ดอลลาร์ คุณอาจตั้ง Stop-loss ไว้ที่ 65 ดอลลาร์ เมื่อราคาลดลงมาถึงระดับนี้ คำสั่งจะถูกกระตุ้นและระบบจะขายสถานะออกโดยอัตโนมัติ

 

คำสั่งทำกำไร (Take-profit order):

เป็นการตั้งคำสั่งไว้สูงกว่าราคาปัจจุบัน (ในกรณีเปิดสถานะซื้อ) เพื่อปิดสถานะและล็อกกำไรเมื่อราคาตลาดถึงเป้าหมายที่กำหนด จากตัวอย่างเดียวกัน คุณอาจตั้ง Take-profit ไว้ที่ 75 ดอลลาร์ เพื่อให้ระบบขายอัตโนมัติเมื่อราคาปรับตัวขึ้นถึงระดับนั้น

 

ควรใช้ Stop orders เมื่อ:

  • คุณต้องการปกป้องเงินทุนจากการขาดทุนในระดับที่สูงเกินไป

  • คุณมีราคาเป้าหมายที่ต้องการออกจากการเทรดอย่างชัดเจน

  • คุณไม่ได้ติดตามตลาดตลอดเวลา และต้องการระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการออเดอร์

 

สิ่งที่ควรพิจารณา:

  • เนื่องจาก Stop order จะถูกเปลี่ยนเป็นคำสั่งตามราคาตลาด ราคาที่ได้จริงอาจแตกต่างจาก Stop price เล็กน้อย

  • ในตลาดที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ราคาอาจกระโดดข้ามระดับ Stop ที่ตั้งไว้ ซึ่งเรียกว่าความคลาดเคลื่อนของราคา (Slippage)

 

คู่มือสรุปแบบรวดเร็ว: ควรใช้คำสั่งแต่ละประเภทเมื่อใดและเพราะอะไร

เมื่อคุณเข้าใจรายละเอียดของคำสั่งแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการเปรียบเทียบแบบสั้น ๆ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์

ประเภทคำสั่ง

สิ่งที่คำสั่งทำ

เหมาะสำหรับ

ข้อจำกัด

Market Order

ดำเนินการทันทีตามราคาตลาดปัจจุบัน

ความรวดเร็วและความแน่นอน

ควบคุมราคาได้น้อยกว่า

Limit Order

ดำเนินการเฉพาะเมื่อราคามาถึงระดับที่ตั้งไว้หรือดีกว่า

ความแม่นยำ และการวางแผนจุดเข้าออกล่วงหน้า

อาจไม่ได้รับการดำเนินการหากราคาไม่ถึงระดับที่กำหนด

Stop Order

เริ่มทำงานเมื่อราคาถึงระดับที่ตั้งไว้ และเปลี่ยนเป็นคำสั่งตามราคาตลาด

การปิดออเดอร์แบบอัตโนมัติและการบริหารความเสี่ยง

อาจเกิดความคลาดเคลื่อนของราคา (Slippage)

การเข้าใจการทำงานของคำสั่งเหล่านี้ช่วยให้คุณควบคุมการเทรดได้ดีขึ้น แม้ในสภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวรวดเร็วหรือคาดเดายาก คำสั่งแต่ละประเภทมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้คุณยึดตามแผนการเทรด และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สรุปบทเรียน

  • Market orders ดำเนินการทันทีตามราคาตลาดปัจจุบัน

  • Limit orders จะดำเนินการเฉพาะเมื่อราคามาถึงระดับที่คุณตั้งไว้หรือดีกว่า

  • Stop orders จะเริ่มทำงานเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด และจากนั้นจึงถูกดำเนินการ

  • คำสั่งหยุดขาดทุนและคำสั่งทำกำไรเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงแบบอัตโนมัติ

  • การเข้าใจและใช้งานคำสั่งเหล่านี้ได้อย่างชำนาญ เป็นพื้นฐานสำคัญของการส่งคำสั่งเทรดที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ถัดไป: คุณฝึกเทรดโดยไม่ต้องเสี่ยงได้อย่างไร?
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด