คู่เทรดคริปโตและคำสั่งซื้อขายแบบ Market Order - แนะนำการเทรดคริปโต
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  Introduction to crypto trading   Breadcrumb right  Crypto trading pairs and market orders

คู่เทรดคริปโตและคำสั่งซื้อขายแบบ Market Order

ถึงเวลาแล้วที่จะลงลึกว่า การซื้อขายคริปโตเกิดขึ้นจริงอย่างไร เพราะการเทรดไม่ได้เป็นแค่การซื้อหรือขายแบบสุ่ม ๆ แต่คุณจะต้องทำรายการผ่าน คู่เทรด และเลือกใช้ รูปแบบคำสั่งซื้อขายที่แตกต่างกัน เพื่อให้การเทรดมีประสิทธิภาพ

บทเรียนนี้จะอธิบายว่า คู่เทรดคืออะไร, คำสั่งซื้อแบบ Market Order ทำงานอย่างไร, และยังรวมถึงคำสั่งประเภทอื่น ๆ ที่คุณสามารถใช้ในการบริหารการซื้อขายอย่างมีระบบ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล และช่วยลดความผิดพลาดที่อาจมีต้นทุนสูง

 

คู่เทรดคริปโตคืออะไร?

คู่เทรด (Trading Pair) คือการจับคู่ระหว่างคริปโตสองสกุลที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้บนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต โดยทั่วไปแล้ว แทนที่คุณจะซื้อคริปโตด้วยเงินสกุลทั่วไป (เช่น USD, EUR ฯลฯ) โดยตรง ส่วนใหญ่คุณจะต้องแลกเปลี่ยนคริปโตหนึ่งกับอีกคริปโตหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อ Bitcoin โดยใช้ USDT (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่หรือ Stablecoin) คุณจะต้องเลือกคู่เทรด BTC/USDT แต่ถ้าคุณต้องการซื้อ Ethereum ด้วย Bitcoin แทน คุณก็จะต้องใช้คู่เทรด ETH/BTC

 

คู่เทรดทำงานอย่างไร?

แต่ละคู่เทรดจะประกอบด้วย:

  • สกุลเงินหลัก (คือสินทรัพย์ที่คุณต้องการซื้อหรือขาย)

  • สกุลเงินอ้างอิง (คือสินทรัพย์ที่คุณใช้ในการแลกเปลี่ยน)

ในคู่เทรด BTC/USDT Bitcoin (BTC) คือสกุลเงินหลัก และ USDT (Tether) คือสกุลเงินอ้างอิง หากราคาของคู่ BTC/USDT อยู่ที่ $50,000 ดอลลาร์ หมายความว่า 1 BTC มีมูลค่าเท่ากับ 50,000 USDT ถ้าคุณต้องการซื้อ 0.1 BTC คุณจะต้องใช้ 5,000 USDT ในการทำรายการนั้น

 

ประเภทของคู่เทรด

แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตส่วนใหญ่จะมี 2 ประเภทของคู่เทรดหลัก ได้แก่:

 

1. คู่เทรดระหว่างคริปโตกับเหรียญมั่นคง: เป็นการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีกับเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ เช่น USDT, USDC หรือ BUSD คู่ประเภทนี้ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยให้ประเมินมูลค่าเหรียญได้ง่ายในหน่วย USD หรือสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพอื่น ๆ

  • ตัวอย่างเช่น: BTC/USDT, ETH/USDC, SOL/BUSD

 

2. คู่เทรดระหว่างคริปโตกับคริปโต: คือการซื้อขายระหว่างเหรียญคริปโตสองสกุล โดยไม่เกี่ยวข้องกับเหรียญที่อ้างอิงกับเงินสกุลทั่วไป (Fiat-backed) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหนึ่งไปเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งโดยตรง

  • ตัวอย่างเช่น: ETH/BTC, ADA/SOL, DOT/BNB

การเลือกคู่เทรดที่เหมาะสมมีความสำคัญเพราะส่งผลต่อ สภาพคล่อง, ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย, และ ความแม่นยำของราคา คู่เทรดยอดนิยมที่มีปริมาณการซื้อขายสูง เช่น BTC/USDT และ ETH/USDT มักมีสภาพคล่องดีที่สุดและมีความคลาดเคลื่อนของราคาระหว่างซื้อขายน้อย

 

ทำความเข้าใจคำสั่ง Market Order

Market Order คือประเภทคำสั่งซื้อขายที่ง่ายที่สุดในการเทรดคริปโต ผู้ใช้งานสามารถซื้อหรือขายคริปโตเคอร์เรนซีได้ ทันที ตามราคาตลาด ณ ขณะนั้น โดยไม่ต้องระบุราคาเอง

 

วิธีทำงานของ Market Order

เมื่อคุณส่งคำสั่งแบบ Market Order แพลตฟอร์มจะค้นหาราคาที่มีอยู่ในตลาด ณ ขณะนั้น และดำเนินการซื้อขายให้คุณทันที

ถ้าคุณส่งคำสั่งซื้อ ระบบจะจับคู่กับราคาขายที่ต่ำที่สุด เพื่อให้คุณได้สินทรัพย์อย่างรวดเร็ว

ถ้าคุณส่งคำสั่งขาย ระบบจะจับคู่กับราคาซื้อที่สูงที่สุด และดำเนินการขายทันที คำสั่งแบบ Market Order เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการให้คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยแลกกับการที่คุณอาจไม่ได้ควบคุมราคาที่แน่นอนเหมือนคำสั่งประเภทอื่น

 

ข้อดีและข้อเสียของ Market Order

 

ข้อดี:

  • ดำเนินการได้ทันที เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องรีบซื้อหรือขาย

  • รับประกันว่าจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นแน่นอน

 

ข้อเสีย:

  • ราคาผันผวนอาจทำให้เกิดการคาดเคลื่อนของราคา (slippage) ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว เช่น อาจซื้อได้ในราคาที่สูงกว่าที่คิด หรือขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้

  • ไม่สามารถควบคุมราคาซื้อขายได้เลย เพราะระบบจะจับคู่ตามราคาที่มีอยู่ในขณะนั้น

Market Order เหมาะกับสถานการณ์ที่คุณต้องการเข้าหรือออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เหมาะหากคุณต้องการกำหนดราคาที่แน่นอนในการซื้อขาย

 

คำสั่งซื้อขายประเภทอื่น ๆ 

 

1. Limit Order

คำสั่ง Limit Order ช่วยให้คุณสามารถกำหนดราคาที่ต้องการ ในการซื้อหรือขายคริปโตได้อย่างชัดเจน คำสั่งจะถูกดำเนินการเฉพาะเมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวมาถึงระดับที่คุณตั้งไว้เท่านั้น

 

ตัวอย่างของ Limit Order:

  • คุณต้องการซื้อ Bitcoin แต่ไม่อยากจ่ายในราคาตลาดปัจจุบันที่ $50,000 คุณจึงตั้ง คำสั่ง Limit Order ให้ซื้อที่ $48,000 หากราคาของ Bitcoin ลดลงมาถึง $48,000 ระบบจะดำเนินการซื้อให้อัตโนมัติ

 

ข้อดี:

  • ควบคุมราคาที่คุณต้องการจ่ายได้อย่างเต็มที่

  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการคาดเคลื่อนของราคา

 

ข้อเสีย:

  • คำสั่งอาจไม่ถูกดำเนินการเลย หากราคาตลาดไม่เคยแตะในระดับราคาที่คุณระบุไว้

คำสั่ง Limit Order เหมาะสำหรับกรณีที่คุณมี ราคาที่ตั้งไว้ในใจ และไม่จำเป็นต้องรีบให้การซื้อขายเกิดขึ้นทันที

 

2. คำสั่ง Stop-Loss

คำสั่ง Stop-Loss ช่วยให้นักเทรดสามารถบริหารความเสี่ยงได้ โดยระบบจะขายคริปโตอัตโนมัติเมื่อราคาตกลงมาถึงระดับที่กำหนดไว้ ช่วยป้องกันการขาดทุนหนักในกรณีที่ตลาดร่วงอย่างฉับพลัน

 

ตัวอย่างคำสั่ง Stop-Loss:

  • คุณซื้อ Ethereum ที่ราคา $3,500 ดอลลาร์ แต่ไม่ต้องการขาดทุนมากหากราคาลดลง คุณจึงตั้งคำสั่ง Stop-Loss ไว้ที่ $3,200 ดอลลาร์ หากราคา ETH ลดลงถึง $3,200 ดอลลาร์ ระบบจะขาย ETH ของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อจำกัดการขาดทุน

 

ข้อดี :

  • ช่วยลดโอกาสขาดทุนหนัก โดยตั้งระบบให้ออกจากการเทรดที่เริ่มขาดทุนโดยอัตโนมัติ

  • เหมาะสำหรับนักเทรดที่ไม่สามารถเฝ้าหน้าจอได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ข้อเสีย :

  • คำสั่งอาจถูกดำเนินการในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หากตลาดผันผวนอย่างรุนแรง

คำสั่ง Stop-loss ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง และควรใช้ในทุกการเทรด

 

3. คำสั่ง Take-Profit

คำสั่ง Take-Profit คือคำสั่งที่ตรงข้ามกับ Stop-Loss โดยจะขายคริปโตอัตโนมัติเมื่อราคาขึ้นไปถึงเป้าหมายกำไรที่ตั้งไว้

 

ตัวอย่างคำสั่ง Take-Profit:

  • คุณซื้อ Bitcoin ที่ราคา $45,000 ดอลลาร์ และตั้ง คำสั่ง Take-Profit ไว้ที่ $50,000 ดอลลาร์ หากราคา BTC ขึ้นไปแตะที่ $50,000 ดอลลาร์ แพลตฟอร์มจะขาย BTC ของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อเก็บกำไรไว้

 

ข้อดี:

  • ช่วยให้คุณล็อกกำไรได้ก่อนที่ตลาดจะกลับตัว

  • เหมาะกับการเทรดแบบมีวินัย— เพราะช่วยตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ

 

ข้อเสีย:

  • อาจขายเร็วเกินไป ถ้าราคายังพุ่งขึ้นต่อ

คำสั่ง Take-Profit ช่วยให้ ทำกำไรได้สูงสุด และลดความผิดพลาดที่เกิดจากอารมณ์ระหว่างการเทรด

 

สรุปบทเรียน

  • คู่เทรดคริปโตคือการจับคู่ระหว่างสินทรัพย์ 2 รายการที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น BTC/USDT และ ETH/BTC

  • คำสั่ง Market Order จะดำเนินการซื้อขายทันทีตามราคาตลาด ณ ขณะนั้น แต่มีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนของราคา

  • คำสั่ง Limit Order ช่วยให้ตั้งราคาซื้อหรือขายได้เอง ทำให้ควบคุมการเทรดได้ดีขึ้น

  • คำสั่ง Stop-Loss ช่วยป้องกันการขาดทุนหนัก โดยขายอัตโนมัติเมื่อราคาลงถึงจุดที่กำหนด

  • คำสั่ง Take-Profit จะขายทำกำไรให้อัตโนมัติเมื่อราคาขึ้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

  • การเข้าใจคำสั่งซื้อขายแต่ละประเภท จะช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

ตอนนี้คุณเข้าใจเรื่องคู่เทรดและคำสั่งซื้อขายต่าง ๆ แล้ว บทเรียนถัดไป บทที่ 5 เราจะพาคุณไปรู้จักกับการวิเคราะห์กราฟราคา เช่น กราฟแท่งเทียน, แนวรับแนวต้าน และเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิค (Indicators) เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ถัดไป: การอ่านกราฟราคาและข้อมูลตลาดคริปโต
บทเรียนถัดไป