การใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในสินทรัพย์แต่ละประเภท - บทนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  Introduction to fundamental analysis   Breadcrumb right  การใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในสินทรัพย์แต่ละประเภท

การใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในสินทรัพย์แต่ละประเภท

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่หลักการสำคัญของมัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความเข้าใจมูลค่าที่แท้จริง การศึกษาปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังของสินทรัพย์ และการระบุโอกาสที่สินทรัพย์ถูกประเมินราคาผิด สามารถนำไปใช้ได้กับตลาดการเงินอื่น ๆ ด้วย เช่น สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ พันธบัตร และสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ

แม้สินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีปัจจัยขับเคลื่อน แหล่งข้อมูล และวิธีการประเมินมูลค่าที่แตกต่างกัน แต่แนวคิดพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม คือมูลค่าที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากกระแสหรือความนิยมในตลาด หากแต่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่รองรับมันอยู่

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานไปประยุกต์ใช้กับตลาดการเงินประเภทต่าง ๆ

พร้อมทั้งเข้าใจว่าข้อมูลใดมีความสำคัญในแต่ละตลาด ควรตีความข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร และตลาดต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร จนกลายเป็นระบบการเงินโลกในภาพรวม

 

พื้นฐาน: การปรับใช้ปัจจัยพื้นฐานข้ามตลาด

แก่นของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นเรียบง่าย คือการประเมินปัจจัยที่กำหนด “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินทรัพย์ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับราคาตลาด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า “มูลค่า” นั้นแตกต่างกันไปตามประเภทของสินทรัพย์ ดังนี้

  • สำหรับหุ้น: จะพิจารณาจากกำไร การเติบโต และความสามารถในการแข่งขันของบริษัท

  • สำหรับสกุลเงิน: จะพิจารณาจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

  • สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์: จะพิจารณาจากอุปสงค์และอุปทาน

  • สำหรับพันธบัตร: จะพิจารณาจากความน่าเชื่อถือด้านเครดิตและอัตราผลตอบแทน

การเข้าใจว่า ตัวแปรใดมีความสำคัญในแต่ละตลาด และปัจจัยเหล่านั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร จะช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถสลับไปมาระหว่างตลาดต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว โดยยังคงยึดอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์เชิงข้อมูลเป็นหลัก

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในหุ้น

หุ้นถือเป็น “สนามคลาสสิก” ของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพราะมันสะท้อนความเป็นเจ้าของในธุรกิจจริง ๆ เมื่อคุณซื้อหุ้น เท่ากับว่าคุณกำลังถือส่วนแบ่งในกำไรของบริษัทในอนาคต

การวิเคราะห์หุ้นเชิงปัจจัยพื้นฐานจะเน้นอยู่ 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

ผลประกอบการทางการเงิน

นักวิเคราะห์จะศึกษางบการเงินหลักทั้ง 3 ส่วน คือ งบกำไรขาดทุน (income statement) งบดุล และงบกระแสเงินสด (cash flow statement) เพื่อทำความเข้าใจความสามารถในการทำกำไร ระดับหนี้สิน และกระแสเงินสดของบริษัท

ตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ ได้แก่

  • Earnings per Share (EPS): กำไรต่อหุ้น ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในรูปแบบต่อหุ้น

  • Return on Equity (ROE): วัดประสิทธิภาพว่าบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นได้ดีแค่ไหน

  • Debt-to-Equity Ratio: อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ใช้วัดความสมดุลระหว่างเงินกู้และเงินของผู้ถือหุ้น

  • Free Cash Flow (FCF): กระแสเงินสดอิสระ คือเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและการลงทุนกลับในธุรกิจแล้ว

ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยสะท้อนว่าบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแรงหรืออยู่ในภาวะที่ตึงตัวเกินไป

 

ตัวชี้วัดมูลค่า

เมื่อคุณเข้าใจผลการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการประเมิน “มูลค่าที่เหมาะสม” ของหุ้น โดยใช้ตัวชี้วัดและโมเดลต่าง ๆ เช่น

  • Price-to-Earnings (P/E)

  • Price-to-Book (P/B)

  • Discounted Cash Flow (DCF)

เป้าหมายของการวิเคราะห์ในส่วนนี้ คือการพิจารณาว่าราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทแล้วหรือไม่ หรือยังมี “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” (margin of safety) อยู่

ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเข้าซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และขายทำกำไรในอนาคต โดยอิงจากปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่การเก็งกำไร

 

ความแข็งแกร่งเชิงคุณภาพ

อย่างที่ได้กล่าวไปในบทที่ 7 ภาวะผู้นำ ชื่อเสียงของแบรนด์ และศักยภาพด้านนวัตกรรม ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเติมเต็มภาพรวมของบริษัท

บริษัทอาจดูเหมือน “ราคาถูก” บนกระดาษ แต่หากขาดวิสัยทัศน์หรือความสามารถในการปรับตัว ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นก็อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว

การวิเคราะห์หุ้นจึงเป็นการผสมผสานระหว่างข้อมูลทางการเงินและมุมมองเชิงกลยุทธ์ ทำให้เป็นหนึ่งในรูปแบบการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่ครอบคลุมที่สุด

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในสกุลเงิน

ต่างจากหุ้น สกุลเงินไม่ได้แทนความเป็นเจ้าของในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สะท้อนถึง “ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ” ของประเทศหรือภูมิภาคนั้น ๆ

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในตลาด Forex จะเน้นไปที่ปัจจัยมหภาค (macroeconomic factors) ที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน

สกุลเงินจะถูกซื้อขายเป็น “คู่เงิน” เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY ดังนั้นการวิเคราะห์ทุกครั้งจึงเป็นการเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของสองเศรษฐกิจ

 

ตัวขับเคลื่อนสำคัญ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด ได้แก่

  • อัตราดอกเบี้ย: ธนาคารกลางกำหนดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน ซึ่งดึงดูดหรือผลักดันเงินทุนระหว่างประเทศ อัตราที่สูงมักทำให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้น

  • เงินเฟ้อ: เงินเฟ้อสูงทำให้กำลังซื้ออ่อนลง ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าในระยะยาว

  • การเติบโตของ GDP: เศรษฐกิจที่ขยายตัวมักดึงดูดนักลงทุน ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น

  • ข้อมูลการจ้างงาน: ตลาดแรงงานที่แข็งแรงสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ

  • ดุลการค้า: หากส่งออกมากกว่านำเข้า (เกินดุล) จะช่วยสนับสนุนความต้องการเงินสกุลนั้น

  • เสถียรภาพทางการเมือง: นักลงทุนมักเลือกประเทศที่มีความเสถียรและคาดการณ์ได้ง่าย

 

ตัวอย่าง: ดอลลาร์สหรัฐ (USD)

หากธนาคารกลางสหรัฐ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ยุโรปยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนทั่วโลกอาจย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่อิงดอลลาร์มากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร

ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์อาจอ่อนลง และทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้

 

แหล่งข้อมูล

นักเทรดในตลาดฟอเร็กซ์อาศัยปฏิทินเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ที่แสดงการประกาศข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เช่น:

  • ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP)

  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

  • ถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐ หรือธนาคารกลางยุโรป (ECB)

เมื่อผู้เทรดตีความรายงานเหล่านี้ผ่านมุมมองของปัจจัยพื้นฐาน พวกเขาจะสามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินได้ล่วงหน้า ก่อนที่ตลาดจะสะท้อนข้อมูลเหล่านั้นอย่างเต็มที่

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในสินค้าโภคภัณฑ์

สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตร เป็นสินค้าที่จับต้องได้ ซึ่งมูลค่าของมันขึ้นอยู่กับพลวัตของอุปสงค์และอุปทาน

ต่างจากบริษัทหรือสกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้สร้างรายได้หรือเงินปันผล ราคาของมันจึงสะท้อนถึงความขาดแคลน แนวโน้มการบริโภค และแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ

 

ปัจจัยด้านอุปทาน

  • ระดับการผลิต: ปริมาณการผลิตจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น โควตาการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก

  • สภาพอากาศและธรรมชาติ: มีผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ และพลังงาน

  • เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้ง การคว่ำบาตร หรือมาตรการทางการค้าสามารถกระทบต่อการผลิตได้

  • ระดับสินค้าคงคลัง: หากมีปริมาณสำรองสูง มักกดดันให้ราคาลดลง แต่หากขาดแคลน ราคามักปรับตัวสูงขึ้น

 

ปัจจัยด้านอุปสงค์

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจที่ขยายตัวจะเพิ่มความต้องการพลังงาน โลหะ และวัตถุดิบ

  • การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม: ความต้องการทองแดงหรือเหล็กจะเพิ่มขึ้นตามการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

  • แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค: เช่น ความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นในช่วงความไม่แน่นอนหรือภาวะเงินเฟ้อ

 

ตัวอย่าง: ราคาน้ำมัน

น้ำมันเป็นสินค้าที่สะท้อนความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างชัดเจน

หากความต้องการทั่วโลกเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มโอเปกลดกำลังการผลิต ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หรือพลังงานทางเลือกเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้น ราคาน้ำมันก็อาจปรับตัวลดลงได้ แม้ว่าอุปทานจะยังคงตึงตัวก็ตาม

 

บทบาทของดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ถูกตั้งราคาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ความแข็งแกร่งของดอลลาร์จึงมีผลโดยตรงต่อระดับราคา

เมื่อดอลลาร์แข็งค่า สินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการลดลงและกดดันราคาสินค้า

 

การประยุกต์ใช้ปัจจัยพื้นฐาน

นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จะติดตามรายงานด้านอุปทาน เช่น รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (U.S. Energy Information Administration) สำหรับตลาดน้ำมัน รวมถึงตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของราคา

นอกจากนี้ยังอาจนำข้อมูลจากตลาดฟิวเจอร์ (futures market) มาใช้เพื่อประเมินความคาดหวังของตลาด ทำให้การวิเคราะห์มีความครบถ้วนทั้งในมิติของตัวเลขและภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในพันธบัตร

พันธบัตรเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัท เพื่อระดมเงินทุนเข้ามาใช้ในกิจการหรือการใช้จ่ายของรัฐ

ต่างจากหุ้นที่ให้สิทธิความเป็นเจ้าของ พันธบัตรจะให้ผลตอบแทนในรูปแบบรายได้คงที่ผ่านดอกเบี้ยที่จ่ายเป็นงวด ๆ และจะมีการคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด

ดังนั้น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในพันธบัตรจึงเน้นไปที่ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร รวมถึงสภาพแวดล้อมของอัตราดอกเบี้ยโดยรวมในระบบเศรษฐกิจ

 

ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา

1. ความน่าเชื่อถือด้านเครดิต:

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น มูดี้ส์ เอสแอนด์พี และฟิทช์ จะทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ และให้ระดับคะแนนกับผู้ออกพันธบัตร

พันธบัตรที่อยู่ในระดับ “น่าลงทุน” (ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป) จะมีความปลอดภัยมากกว่า แต่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ขณะที่พันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) จะมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ชดเชยด้วยผลตอบแทนที่สูงขึ้น

 

2. อัตราดอกเบี้ย:

ราคาพันธบัตรมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ราคาของพันธบัตรเดิมจะลดลง เพราะพันธบัตรใหม่ในตลาดจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

นักวิเคราะห์จึงมักใช้ข้อมูลจากนโยบายของธนาคารกลาง แนวโน้มเงินเฟ้อ และข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น GDP เพื่อคาดการณ์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

 

3. ฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสาร:

กรณีของพันธบัตรภาคเอกชน จำเป็นต้องวิเคราะห์งบการเงิน เช่น งบดุล อัตราความสามารถในการชำระหนี้ และความมั่นคงของกระแสเงินสด

ลักษณะการวิเคราะห์จะคล้ายกับหุ้น แต่จะเน้นไปที่ “ความสามารถในการชำระหนี้” และความมั่นคงทางการเงินมากกว่าการเติบโต

 

4. ระยะเวลาและเส้นอัตราผลตอบแทน:

พันธบัตรที่มีระยะเวลายาวจะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า

หากเส้นอัตราผลตอบแทนแบนหรือกลับหัว ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว มักเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจอาจกำลังชะลอตัว

 

ตัวอย่าง: พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำคัญของตลาดการเงินโลก เนื่องจากถูกใช้เป็นมาตรฐานในการวัดความเสี่ยงและผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่น ๆ

อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจ และยังส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินทั้งหมด เช่น อัตราสินเชื่อบ้านและต้นทุนการกู้ยืมของบริษัท

หากอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น มักสะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแรง แต่หากลดลง มักสะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น หรือความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง

 

ความเชื่อมโยงระหว่างตลาด

ไม่มีตลาดใดที่ทำงานอย่างโดดเดี่ยว เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทล้วนเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น

  • เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น มักจะช่วยหนุนให้ค่าเงินแข็งค่า แต่ในขณะเดียวกันก็อาจกดดันตลาดหุ้นและพันธบัตรให้ปรับตัวลดลง

  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงสามารถกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

  • หากเศรษฐกิจเติบโตช้า ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลง แต่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาลมักได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

การเข้าใจความสัมพันธ์ข้ามตลาดเหล่านี้ จะช่วยให้นักวิเคราะห์มองเห็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจโลกได้ แทนที่จะมองเพียงข้อมูลแยกส่วนเพียงอย่างเดียว

 

การใช้ปัจจัยพื้นฐานเพื่อกระจายความเสี่ยง

การนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมาใช้กับสินทรัพย์หลายประเภท ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสินทรัพย์แต่ละชนิดมีการตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

ตลาด

ตัวขับเคลื่อนหลัก

บทบาทในพอร์ตการลงทุน

หุ้น

กำไรและการเติบโต

การเพิ่มมูลค่าในระยะยาว

พันธบัตร

อัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงเครดิต

รายได้และความมั่นคง

สกุลเงิน

ภาวะเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน

การป้องกันความเสี่ยงและการลงทุนระดับ

สินค้าโภคภัณฑ์

อุปสงค์และอุปทาน

ป้องกันเงินเฟ้อและกระจายความเสี่ยง

เมื่อเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของแต่ละตลาด นักลงทุนจะสามารถบริหารความเสี่ยงและโอกาสได้อย่างสมดุล และวางตำแหน่งพอร์ตให้สามารถรับมือกับวัฏจักรของตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

 

ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ: สถานการณ์ช็อกของเศรษฐกิจโลก

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ธนาคารกลางในหลายประเทศจึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับราคา ซึ่งส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวในตลาดต่าง ๆ ดังนี้

  • ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

  • สกุลเงินของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

  • สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

  • หุ้นในกลุ่มที่เติบโตสูงแต่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลงจากภาวะการเงินที่ตึงตัว

นักวิเคราะห์ที่ใช้หลักการของปัจจัยพื้นฐานจะสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ล่วงหน้า แทนที่จะรอให้ตลาดเกิดการเคลื่อนไหวแล้วค่อยตอบสนอง

ทั้งหมดนี้คือพลังของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบหลายสินทรัพย์ ที่ช่วยเชื่อมโยงภาพรวมของตลาดต่าง ๆ เข้าด้วยกันแบบเรียลไทม์ ไม่ได้มองเพียงแค่ตลาดใดตลาดหนึ่งอย่างแยกส่วน

 

สรุปบทเรียน

  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสามารถนำมาใช้ได้กับสินทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือพันธบัตร แม้ว่าแต่ละประเภทจะมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แตกต่างกันก็ตาม

  • หุ้นจะอิงกับกำไร การประเมินมูลค่า และคุณภาพการบริหารจัดการ ส่วนสกุลเงินจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ

  • สินค้าโภคภัณฑ์เคลื่อนไหวตามอุปสงค์ อุปทาน และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่พันธบัตรจะตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านเครดิตและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

  • เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้ นักลงทุนจะสามารถกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนได้ดีขึ้น และคาดการณ์ได้ว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีปฏิกิริยาอย่างไรในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน

ถัดไป: การผสานปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด