ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
การซื้อขายระยะสั้นเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาขนาดเล็กภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์ กลยุทธ์นี้ต้องการความแม่นยำสูงและเครื่องมือที่เหมาะสม
บทความนี้จะอธิบายแนวคิดของการซื้อขายระยะสั้นพร้อมแนะนำกลยุทธ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อเริ่มต้นซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ
การซื้อขายระยะสั้นมุ่งเน้นการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงไม่กี่ชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์
ประเภทที่พบบ่อย ได้แก่ การเทรดรายวัน การเทรดแบบสวิง การเทรดแบบเก็งกำไรระยะสั้น และการเทรดระหว่างวัน
เครื่องมือสำคัญที่ใช้ ได้แก่ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) RSI MACD และ Bollinger Bands
การซื้อขายระยะสั้นคือการซื้อและขายตราสารทางการเงิน เช่น หุ้น หรือ ฟอเร็กซ์ ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งอาจเป็น ไม่กี่ชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์
เป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้คือการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงสั้น ๆ
ความแตกต่างหลักระหว่างการซื้อขายระยะสั้นและระยะยาวอยู่ที่ระยะเวลาและเป้าหมาย
การซื้อขายระยะสั้นเน้นการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือวัน ขณะที่การซื้อขายระยะยาวมักใช้ระยะเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี
นอกจากนี้การซื้อขายระยะสั้นมักอาศัยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคและข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ ขณะที่การซื้อขายระยะยาวเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการถือครองสินทรัพย์ผ่านความผันผวนของตลาด
ตัวอย่างเช่น นักเทรดเดอร์ทำการเทรดสั้นอาจทำกำไรจากความผันผวนของตลาดหุ้นที่เกิดจากรายงานผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนระยะยาวจะรอให้บริษัทเติบโตและเพิ่มมูลค่าในระยะยาว
การเทรดระยะกลางเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างการเทรดระยะสั้นและระยะยาว โดยมีระยะเวลาการถือสถานะตั้งแต่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
กลยุทธ์นี้มีความเข้มข้นน้อยกว่าการเทรดระยะสั้นแต่ยังต้องมีการบริหารจัดการมากกว่าการลงทุนระยะยาว
นักเทรดระยะกลางมักใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานควบคู่กันเพื่อค้นหาโอกาสในการเทรดที่เหมาะสม
การเทรดระยะสั้นมีหลากหลายแนวทางโดยแต่ละแบบเหมาะกับสไตล์การเทรดและสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน โดยหลัก ๆ ได้แก่ การเทรดรายวัน การเทรดแบบสวิง การเทรดแบบเก็งกำไรระยะสั้น และการเทรดระหว่างวัน
การเทรดรูปแบบนี้เน้นการปิดทุกสถานะก่อนสิ้นสุดการซื้อขายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงข้ามคืน
นักเทรดเดอร์รายวันจะติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดตลอดทั้งวัน โดยมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นที่เคลื่อนไหวแรง หรือ คู่สกุลเงินฟอเร็กซ์ที่มีความผันผวนสูง
ความสำเร็จของการเทรดรายวันขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ทางเทคนิค และความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
นักเทรดแบบสวิงจะถือสถานะเป็นเวลาหลายวัน โดยมีเป้าหมายทำกำไรจากการแกว่งตัวของราคาในระยะสั้น
การเทรดรูปแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจังหวะการเทรดที่ผ่อนคลายกว่าการเทรดรายวันแต่ยังคงให้ผลลัพธ์ที่เร็วกว่าการลงทุนระยะยาว
นักเทรดแบบสวิงมักใช้ทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเพื่อคาดการณ์แนวโน้มของตลาด
นักเทรดแบบ Scalping มุ่งทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาขนาดเล็กโดยดำเนินการซื้อขายหลายครั้งภายในไม่กี่นาทีหรือแม้แต่ไม่กี่วินาที
กลยุทธ์นี้ต้องอาศัย สมาธิ ความเร็วในการดำเนินคำสั่งซื้อขายสูง และวินัยที่เคร่งครัดเพื่อจำกัดการขาดทุน
Scalping เหมาะกับตลาดที่มีสภาพคล่องสูง เช่น ฟอเร็กซ์ หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการซื้อขายสูง
การเทรดระหว่างวันมีความคล้ายคลึงกับการเทรดรายวันโดยเน้นการซื้อและขายหลักทรัพย์ภายในวันเดียวกัน
นักเทรดระหว่างวันมุ่งทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระหว่างวัน และมักใช้กลยุทธ์การเทรดระหว่างวันร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ เช่น กราฟแท่งเทียน และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages)
แต่ละประเภทของการเทรดระยะสั้นต้องอาศัยกลยุทธ์เฉพาะเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค และความเข้าใจด้านจิตวิทยาการเทรดเพื่อให้สามารถรับมือกับความรวดเร็วของตลาดระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเริ่มต้นไม่ซับซ้อนอย่างที่คิดทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
เลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสม: ศึกษาและเลือกแพลตฟอร์มสำหรับการเทรดระยะสั้นที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เครื่องมือที่ครบครัน และความเร็วในการดำเนินคำสั่ง
เรียนรู้พื้นฐาน: ทำความเข้าใจกลยุทธ์การเทรดระยะสั้นสำหรับมือใหม่ และศึกษาเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค
ฝึกฝนด้วยบัญชีทดลอง: แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีบัญชีทดลองให้ใช้ ซึ่งช่วยให้คุณทดสอบทักษะโดยไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน
กำหนดงบประมาณ: ตัดสินใจว่าคุณต้องการใช้เงินทุนเทรดเท่าไร—และมีวินัยในการรักษาข้อจำกัดนี้
การเทรดระยะสั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องตัดสินใจภายในระยะเวลาอันสั้น
ดังนั้นการรู้จักรูปแบบราคาที่ต้องจับตา และอินดิเคเตอร์ที่ควรใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงในการเทรด
อินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดระยะสั้นช่วยให้นักเทรดเดอร์สามารถระบุแนวโน้มในตลาดที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วต่อไปนี้คืออินดิเคตอร์ที่ได้รับความนิยม
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยลดความผันผวนของราคาในช่วงเวลาที่กำหนดทำให้นักเทรดเดอร์ต่างมองเห็นทิศทางโดยรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (Simple Moving Average - SMA): คำนวณราคาปิดเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนดให้ภาพแนวโน้มที่เรียบง่าย
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Moving Average - EMA): ให้ความสำคัญกับข้อมูลล่าสุดมากกว่าทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้รวดเร็วขึ้น
นักเทรดเดอร์ใช้ SMA และ EMA เพื่อระบุแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง และช่วยตัดสินใจจุดเข้าและจุดออกจากการซื้อขาย
ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) เป็นอินดิเคเตอร์ที่วัดโมเมนตั้มของหุ้นหรือสินทรัพย์โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100
ค่า RSI สูงกว่า 70: อาจบ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) และมีโอกาสปรับฐานลง
ค่า RSI ต่ำกว่า 30: อาจบ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และมีโอกาสดีดตัวกลับ
อินดิเคเตอร์นี้นี้ช่วยให้นักเทรดเดอร์สามารถคาดการณ์การกลับตัวของราคาและประเมินว่าตลาดมีการขยายตัวมากเกินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
MACD เป็นอินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดระยะสั้นที่ใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น
อินดิเคเตอร์นี้ช่วยให้นักเทรดเดอร์สามารถทำการระบุการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตั้มและความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
สัญญาณขาขึ้น (Bullish Signal): เมื่อเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณอาจบ่งชี้ถึงโมเมนตั้มขาขึ้น
สัญญาณขาลง (Bearish Signal): ในทางกลับกันหากเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้นสัญญาณอาจบ่งชี้ถึงโมเมนตั้มขาลง
MACD เป็นเครื่องมือสำคัญที่รวมการวิเคราะห์แนวโน้มและโมเมนตั้มเข้าด้วยกันทำให้เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ยอดนิยมของนักเทรดเดอร์ระยะสั้น
Bollinger Bands เป็นอินดิเคเตอร์ที่ช่วยแสดงความผันผวนของราคาโดยสร้างเส้นขอบบนและขอบล่างรอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
ราคาที่อยู่ใกล้เส้นขอบบน: อาจบ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)
ราคาที่อยู่ใกล้เส้นขอบล่าง: อาจเป็นสัญญาณว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold)
Bollinger Bands ช่วยให้นักเทรดเดอร์สามารถคาดการณ์ การทะลุแนวหรือการกลับตัวของราคาโดยเฉพาะในตลาดที่มีความผันผวนสูง
รูปแบบทางเทคนิคในตลาดช่วยให้นักเทรดเดอร์ระบุแนวโน้มและจังหวะการเข้าออกที่เหมาะสมต่อไปนี้คือรูปแบบสำคัญที่ควรจับตา:
Flags (ธง): มักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการต่อเนื่องของแนวโน้มเดิมทำให้นักเทรดเดอร์สามารถใช้เป็นจุดเข้าซื้อหรือขายตามแนวโน้มที่กำลังดำเนินอยู่
Pennants (ธงสามเหลี่ยม): คล้ายกับธงแต่มีรูปทรงเป็นสามเหลี่ยมขนาดเล็กมักเกิดขึ้นหลังจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง และบ่งชี้แนวโน้มที่อาจต่อเนื่องไปในทิศทางเดิม
Double Tops และ Double Bottoms: Double Top เป็นสัญญาณกลับตัวขาลงหลังจากแนวโน้มขาขึ้น Double Bottom เป็นสัญญาณกลับตัวขาขึ้นหลังจากแนวโน้มขาลง
การเทรดระยะสั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะตลาดหุ้นแต่ยังรวมถึงตลาดอื่น ๆ ที่เปิดโอกาสให้นักเทรดซื้อขายสินทรัพย์อย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงเล็กน้อย
ต่อไปนี้คือตลาดการเทรดระยะสั้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด:
ตลาดหุ้น (Stock Market): เป็นตัวเลือกหลักของนักเทรดเดอร์โดยการซื้อขายหุ้นของบริษัทต่าง ๆ มักเกิดขึ้นภายในวันเดียวหรือไม่กี่สัปดาห์
ตลาดฟอเร็กซ์ (Forex Market): ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงและเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับการเทรดคู่เงิน เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และยูโร (EUR)
ตลาดฟิวเจอร์ส (Futures Market): ตลาดที่ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าซึ่งนักเทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากราคาสินทรัพย์ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีหุ้น หรือสกุลเงิน
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency Market): ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีความผันผวนสูงและให้โอกาสในการซื้อขายเหรียญดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ (Bitcoin) และอีเธอเรียม (Ethereum)
แต่ละตลาดมีทั้งความเสี่ยงและโอกาสในแบบของตัวเองการทำความเข้าใจลักษณะของแต่ละตลาดจะช่วยให้นักเทรดเดอร์เลือกตลาดที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเองได้ดีที่สุด
ในการเทรดระยะสั้นค่าธรรมเนียมอาจลดกำไรของคุณลงอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี
ต่อไปนี้คือค่าธรรมเนียมที่ควรพิจารณา:
ค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ : แพลตฟอร์มส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่คุณทำการซื้อหรือขาย
ค่าสเปรด : ในฟอเร็กซ์และตลาดบางประเภทคุณต้องจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายซึ่งเรียกว่าสเปรด
ค่าคอมมิชชั่น : โบรกเกอร์บางรายคิดค่าคอมมิชชั่นต่อคำสั่งซื้อขาย ซึ่งอาจส่งผลต่อกำไรของนักเทรดเดอร์ที่ทำการซื้อขายบ่อย
ค่าธรรมเนียมถือสถานะข้ามคืน: หากคุณถือสถานะข้ามคืนบางแพลตฟอร์มอาจเรียกเก็บ ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมถือสถานะ
เพื่อเพิ่มกำไรสูงสุดควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้ และพิจารณาความถี่ในการเทรดของคุณแม้แต่การประหยัดค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความแตกต่างได้ในระยะยาว
ไม่ใช่ทุกหุ้นที่เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้น หุ้น Blue-chip เช่น Apple หรือ Microsoft มีความมั่นคงแต่ยังคงมีการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับนักเทรดเดอร์ที่กระตือรือร้น
หุ้นขนาดเล็กมักมีความเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงขึ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้น
หุ้นเทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยได้รับอิทธิพลจากข่าวสารหรือรายงานผลประกอบการ ขณะที่หุ้น penny แม้ว่าจะมีความผันผวนสูงแต่ก็สามารถให้ผลตอบแทนที่มากเป็นพิเศษ
การเทรดระยะสั้นที่ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการวิจัยหุ้นที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและกลยุทธ์ของคุณ
การเทรดระยะสั้นสามารถเป็นทั้งความท้าทายและให้ผลตอบแทนที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตัดสินใจที่รวดเร็วข้อดีหลัก ๆ ได้แก่:
ผลตอบแทนที่รวดเร็ว: ต่างจากการลงทุนระยะยาวการเทรดระยะสั้นช่วยให้คุณทำกำไรได้ภายในไม่กี่วันหรือแม้แต่ไม่กี่ชั่วโมง
ความยืดหยุ่น: การเทรดระยะสั้นช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาวะตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องยึดติดกับการลงทุนระยะยาว
โอกาสทำกำไรในทุกสภาวะตลาด: คุณสามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลงผ่านกลยุทธ์ เช่น การขายชอร์ตหรือการเทรดตราสารอนุพันธ์
แม้ว่าการเทรดระยะสั้นจะมีข้อดีหลายประการแต่ก็มีความท้าทายที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ข้อเสียที่สำคัญ ได้แก่:
ความเสี่ยงสูง: การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การขาดทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะสำหรับนักเทรดเดอร์ที่ไม่มีประสบการณ์
ความเครียด: ตลาดที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วต้องการการติดตามอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ
ต้นทุนการเทรดที่เพิ่มขึ้น: การซื้อขายบ่อยครั้งมักทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าสเปรด หรือค่าธรรมเนียมถือสถานะข้ามคืน
การเทรดระยะสั้นเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้อย่างรวดเร็วแต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ วินัย และการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ เครื่องมือ รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา และตลาดที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้นักเทรดเดอร์สามารถตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและรับมือกับความท้าทายของกลยุทธ์การเทรดที่รวดเร็วนี้ได้อย่างมั่นใจ
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
การเทรดระยะสั้นหมายถึงการซื้อและขายตราสารทางการเงิน เช่น หุ้น สกุลเงิน หรือฟิวเจอร์ส ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจอยู่ในช่วงไม่กี่นาทีถึงไม่กี่สัปดาห์
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้การเทรดระยะสั้นสามารถสร้างกำไรได้สำหรับนักเทรดเดอร์ที่มีวินัย มีข้อมูลที่ดี และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคนเนื่องจากความเครียดสูงและความเสี่ยงในการขาดทุน
ใช่แล้ว นักเทรดระยะสั้นหลายคนสามารถทำกำไรได้ แต่ต้องอาศัยทักษะ กลยุทธ์ที่ชัดเจน และการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด ควรเข้าใจว่าการเทรดทุกครั้งอาจไม่ได้กำไรเสมอไปและความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมักต้องอาศัยประสบการณ์
จำนวนเงินเริ่มต้นขึ้นอยู่กับตลาดและโบรกเกอร์ที่เลือกบางตลาด เช่น ฟอเร็กซ์หรือคริปโตเคอร์เรนซี สามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียง $100 ในขณะที่ตลาดหุ้นอาจต้องใช้เงินทุนมากกว่าเนื่องจากมีข้อกำหนดขั้นต่ำของบัญชีและค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
Rising Wedge คืออะไร? Rising Wedge คือ รูปแบบกราฟที่ช่วยให้นักเทรดสามารถรู้แนวโน้มราคาลงได้ ถ้าคุณเจอรูปแบบ Rising Wedge ปรากฎขึ้นในขณะที่กราฟกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็เป็นการบ่งบอกถึงขาลง แต่หากคุณเห็นในช่วงจังหวะขาลง ก็จะบ่งบอกได้ว่า กราฟพักตัวและจะลงต่อ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดระยะสั้น Scalping, นักเทรดรายวัน หรือ จะเป็นนักลงทุนระยะยาว การที่คุณเข้าใจรูปแบบนี้ ก็จะช่วยให้คุณวิเคราะห์การเทรดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ลักษณะ Rising...
Price Action คืออะไร? Price Action คือ การวิเคราะห์พฤติกรรมของราคาที่เคลื่อนไหวบนกราฟ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้ Indicator เข้ามาช่วย เป็นการอ่านแท่งเทียนที่จะใช้ในการตีความพฤติกรรมตลาด เพื่อจับสัญญาณคำสั่งซื้อเข้า-ออกได้อย่างแม่นยำ นักเทรด Price Action จะโฟกัสไปที่สิ่งที่ตลาดกำลังบอกผ่านการเคลื่อนไหวของราคา เช่น แนวรับแนวต้าน price action เป็นอย่างไร, มีแรงซื้อหรือแรงขายชัดเจนแค่ไหน หรือแท่งเทียนรูปแบบใดบ้างที่บอกใบ้ว่าราคากำลังจะกลับตัวหรือไปต่อ หลักการพื้นฐานของ...
GDP คือ อะไร ? ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร GDP คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ คำนวณมาจากมูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยในช่วงเวลานั้นๆ เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความแข็งเกร่งของเศรษฐกิจประเทศ มีปลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนและ ตลาดหุ้น หากเศรษฐกิจขยายตัว ก็สามารถผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น แต่หากลดลง ก็จะเพิ่มความเสี่ยงการลงทุนเพิ่มขึ้น วิธีการคำนวณ GDP GDP สามารถคำนวณได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็ให้มุมมองที่แตกต่างกันต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ การคำนวณ GDP มี...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ