ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
สารบัญ
คำสั่งซื้อขายเป็นคำสั่งที่คุณให้กับโบรกเกอร์เพื่อซื้อหรือขายในนามของคุณ อย่างไรก็ตามมีประเภทคำสั่งซื้อขายหลายประเภทแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ประโยชน์ และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
บทความนี้จะสำรวจ 4 ประเภทคำสั่งซื้อขายมาดูกันว่าคำสั่งต่างๆคืออะไร วิธีการใช้งาน และใช้เมื่อใดในแต่ละประเภทถึงจะเหมาะสมที่สุด
คำสั่งซื้อขายคือคำสั่งที่ให้กับโบรกเกอร์ในการซื้อหรือขายภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
Market orders ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ในขณะที่ limit orders เน้นการควบคุมราคา
Stop และ stop-limit orders ช่วยจัดการความเสี่ยงโดยการกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด
ประเภทคำสั่งขั้นสูงเสนอวิธีการที่ปรับแต่งเพื่อให้เหมาะกับความต้องการในการเทรดที่หลากหลาย
คำสั่งซื้อขายคือคำสั่งที่คุณให้กับโบรกเกอร์เพื่อซื้อหรือขายภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดหน้าที่ของโบรกเกอร์คือการดำเนินการตามประเภทคำสั่งและพารามิเตอร์ที่คุณตั้งไว้
ขึ้นอยู่กับประเภทคำสั่งซึ่งมันอาจถูกดำเนินการทันทีที่ราคาที่กำหนดหรือภายใต้เงื่อนไขของตลาดที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น
เพื่อดำเนินการซื้อขายคุณต้องรู้วิธีการวางคำสั่งซื้อขายอย่างถูกต้อง ต่อไปนี้คือขั้นตอนง่าย ๆ:
เลือกโบรกเกอร์: เลือกโบรกเกอร์หรือแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ที่เหมาะกับความต้องการของคุณและมีประเภทคำสั่งซื้อขายที่หลากหลาย
ตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทคำสั่ง: กำหนดว่าประเภทคำสั่งซื้อขายใดเหมาะสมกับเป้าหมายการเทรดของคุณ ไม่ว่าจะเป็น market order limit order หรือประเภทอื่น ๆ
ป้อนรายละเอียดคำสั่ง: กรอกรหัสสัญลักษณ์ จำนวน ประเภทคำสั่ง และรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ข้อจำกัดด้านราคาหรือวันหมดอายุ
ตรวจสอบและยืนยัน: ตรวจสอบรายละเอียดคำสั่งของคุณอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้องก่อนส่งคำสั่ง
จับตาดูตลาดและตรวจสอบสถานะของคำสั่งเพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการดำเนินการตามที่ตั้งใจไว้
มีคำสั่งซื้อขายหลายประเภทที่คุณสามารถใช้เพื่อซื้อหรือขายโดยแต่ละประเภทออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการในการเทรดที่แตกต่างกัน:
Market Orders: ใช้เพื่อซื้อหรือขายในทันทีที่ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้น
Limit Orders: อนุญาตให้คุณกำหนดราคาที่ต้องการซื้อหรือขาย
Stop Orders: กระตุ้นการซื้อหรือขายเมื่อถึงราคาถึงจุดที่กำหนด
คำสั่งซื้อขายขั้นสูง: คำสั่งที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น Good Till Canceled (GTC), Immediate-or-Cancel (IOC), และ Fill-or-Kill (FOK)
มาสำรวจประเภทคำสั่งซื้อขายต่างๆในแต่ละประเภทในโดยรายละเอียดกัน
Market order เป็นประเภทคำสั่งซื้อขายที่ง่ายที่สุดที่คุณสามารถวางสั่งซื้อได้
เมื่อคุณออก market order คุณกำลังสั่งให้โบรกเกอร์ซื้อหรือขายทันทีในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่
ต่างจากประเภทคำสั่งอื่น ๆ market order ไม่ได้กำหนดราคาที่แน่นอน แต่มันเพียงแค่รับประกันว่าการซื้อขายจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดโดยไม่คำนึงถึงราคาที่แน่นอนในขณะนั้น
นี่คือเหตุผลที่ market order เป็นที่ชื่นชอบของนักเทรดเดอร์ต่างให้ความสำคัญกับความเร็วมากกว่าความแม่นยำด้านราคา
ในการวางคำสั่งซื้อ market order เพียงแค่ระบุราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายและจำนวนที่ต้องการซื้อ
โบรกเกอร์จะดำเนินการคำสั่งที่ราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งเป็นราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้นหากมีผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดเพียงพอคำสั่งจะถูกดำเนินการเกือบจะในทันที
อย่างไรก็ตามราคาที่คำสั่งถูกดำเนินการอาจแตกต่างจากราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอ โดยเฉพาะในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว
สมมติว่าคุณต้องการซื้อหุ้นของบริษัท XYZ จำนวน 100 หุ้น ราคาซื้อขายล่าสุดของหุ้นอยู่ที่ $10 และคุณตัดสินใจวางคำสั่ง market order
โบรกเกอร์ของคุณรับคำสั่งและดำเนินการซื้อขายทันที หากมีผู้ขายเพียงพอคำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการใกล้กับราคา $10 มากที่สุด
อย่างไรก็ตามหากมีความต้องการซื้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาอาจสูงขึ้นก่อนที่คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการและคุณอาจต้องจ่าย $10.10, $10.20 หรือมากกว่านั้น
ในทางกลับกันหากตลาดตกอย่างรวดเร็วคุณอาจจ่ายน้อยกว่า $10
เช่นเดียวกับคำสั่งซื้อขายต่างๆในประเภทอื่นๆ คำสั่งในตลาดมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง
ดำเนินการในทันที: ช่วยให้การซื้อขายเสร็จสิ้นเกือบจะในทันทีที่ราคาดีที่สุดที่สามารถหาได้
ใช้งานง่าย: การใช้งานง่ายต่อการเข้าใจและดำเนินการเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
ความแน่นอนในการดำเนินการ: มีโอกาสสูงที่จะดำเนินการคำสั่งจนเสร็จสิ้น
ความไม่แน่นอนของราคา: ราคาสุดท้ายอาจแตกต่างจากที่คาดหวังเนื่องจากความผันผวนของตลาด
การเคลื่อนของราคา: ราคาที่ดำเนินการอาจแย่กว่าราคาที่มีการอ้างอิงล่าสุดในตลาดที่ผันผวน
ผลกระทบต่อตลาด: คำสั่งซื้อจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อราคาทำให้การดำเนินการได้ราคาที่ไม่ดีนัก
คำสั่งลิมิตออเดอร์ (Limit Order) คือคำสั่งซื้อหรือขายโดยราคาที่กำหนดไว้หรือดีกว่าซึ่งแตกต่างจากคำสั่งใน market order โดย Limit Order ช่วยให้คุณสามารถควบคุมราคาที่จะซื้อขายได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตามไม่มีการรับประกันว่าคำสั่งจะถูกดำเนินการเพราะคำสั่งจะดำเนินการก็ต่อเมื่อถึงราคาที่คุณกำหนด คำสั่ง Limit orders เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับราคามากและยินดีที่จะรอให้ตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ต้องการ
ในการวางคำสั่ง limit order คุณต้องระบุสิ่งที่ต้องการซื้อขาย จำนวน และราคาที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อหุ้นคุณสามารถกำหนดราคาสูงสุดที่คุณยินดีจะจ่ายในทางกลับกันหากคุณต้องการขายคุณสามารถกำหนดราคาขั้นต่ำที่คุณยินดีรับได้
คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการก็ต่อเมื่อหุ้นถึงราคาที่คุณกำหนดหรือดีกว่า
สมมติว่าคุณสนใจซื้อหุ้น 100 หุ้นของบริษัท XYZ แต่คุณคิดว่าราคาตลาดปัจจุบันที่ $55 สูงเกินไป
คุณจึงตั้งคำสั่งซื้อตาม limit order ที่ $50 ซึ่งหมายความว่าคุณจะยินดีซื้อหุ้นนี้เฉพาะเมื่อราคาลดลงถึง $50 หรือน้อยกว่านั้น โบรกเกอร์ของคุณจะรอจนกว่าราคาหุ้นจะลดลงถึง $50 หรือต่ำกว่านั้นเพื่อดำเนินการคำสั่งหากราคาหุ้นไม่ถึง $50 คำสั่งจะไม่ถูกดำเนินการ
แม้ว่าคำสั่ง Limit Order จะดูเหมือนมีประโยชน์มากแต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
การควบคุมราคา: คุณสามารถกำหนดราคาสูงสุดหรือราคาต่ำสุดในการซื้อหรือขาย
ป้องกันการจ่ายเกิน: ช่วยป้องกันการซื้อในราคาที่สูงเกินไปหรือขายในราคาที่ต่ำเกินไปในตลาดที่มีความผันผวน
ยืดหยุ่น: เหมาะกับกลยุทธ์ที่หลากหลายรวมถึงจุดเข้าหรือจุดออกตลาดในจุดราคาที่เฉพาะเจาะจง
ความไม่แน่นอนในการดำเนินการ: ไม่มีการรับประกันว่าคำสั่งจะถูกดำเนินการหากราคาตลาดไม่เคยถึงจุดที่กำหนด
การดำเนินการบางส่วน: คำสั่งอาจถูกดำเนินการเพียงบางส่วนหากไม่มีหุ้นเพียงพอในราคาที่กำหนด
ความไวต่อเวลา: คำสั่งจำกัดอาจหมดอายุหากไม่ได้ดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด (เช่น คำสั่งจะหมดอายุภายในวันนั้นๆ)
คำสั่ง Stop Order คือคำสั่งซื้อขายประเภทหนึ่งที่จะเปิดใช้งานเมื่อถึงราคาที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า stop price
คำสั่งนี้มักใช้เพื่อจัดการความเสี่ยงโดยจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นหรือการรักษากำไร
เมื่อถึงราคาที่กำหนดคำสั่ง stop order จะกลายเป็นคำสั่ง market order ทันทีหมายความว่าจะถูกดำเนินการในราคาที่ดีที่สุดที่หาได้ในขณะนั้น
มีคำสั่ง Stop Order หลากหลายประเภทซึ่งจะอธิบายรายละเอียดดังนี้
คำสั่ง sell-stop จะถูกวางต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันและจะมีผลเมื่อราคาหุ้นร่วงลงหรือใต้ stop price
คำสั่งนี้มักใช้เพื่อลดการขาดทุนในสถานะซื้อหุ้น (Long Position)
ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อหุ้นที่ราคา $50 และต้องการจำกัดการขาดทุนที่ $5 ต่อหุ้น คุณอาจตั้งคำสั่งขายหยุดที่ $45
หากราคาหุ้นตกลงถึง $45 หรือต่ำกว่า คำสั่งขายหยุดจะกลายเป็น market order และจะดำเนินการในราคาที่หาได้ในขณะนั้นช่วยป้องกันการขาดทุนเพิ่มเติม
จำกัดความเสี่ยงขาลง: ขายหุ้นโดยอัตโนมัติหากราคาลดลงถึงระดับที่กำหนดช่วยป้องกันการขาดทุนที่มากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องเฝ้าติดตามตลอดเวลา: ช่วยให้คุณกำหนดกลยุทธ์การออกล่วงหน้าไม่ต้องเฝ้าดูตลาดตลอดเวลา
ช่วยปกป้องกำไร: สามารถใช้เพื่อรักษากำไรโดยตั้งราคาหยุดไว้สูงกว่าราคาซื้อเมื่อหุ้นเคลื่อนไหวในทิศทางที่คุณต้องการ
ราคาเคลื่อน: ในตลาดที่ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาที่ดำเนินการอาจต่ำกว่าราคาหยุดอย่างมาก
สภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย: การลดลงของราคาชั่วคราวอาจทำให้คำสั่งถูกดำเนินการ ทำให้คุณขายขาดทุนแม้ว่าราคาหุ้นจะฟื้นตัวในภายหลัง
ไม่มีการควบคุมราคาดำเนินการ: เมื่อถึงราคาที่กำหนดคำสั่งจะกลายเป็น market order และดำเนินการในราคาที่หาได้ในขณะนั้น ซึ่งอาจไม่เป็นที่พอใจ
คำสั่ง Buy Stop Order จะถูกวางไว้สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันและจะมีผลเมื่อราคาสูงขึ้นถึงหรือเกินราคาหยุด คำสั่งนี้มักใช้เพื่อใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาขาขึ้นหรือจำกัดการขาดทุนในสถานะขายชอร์ต (Short Position) ตัวอย่างเช่น หากหุ้นปัจจุบันมีราคา $30 และคุณต้องการซื้อเมื่อแสดงความแข็งแกร่งโดยไปถึงราคา $35 คุณสามารถตั้งคำสั่งซื้อหยุดที่ $35 หากราคาหุ้นขึ้นถึง $35 หรือสูงกว่า คำสั่งจะเริ่มทำงานและคุณจะซื้อหุ้นในราคาที่หาได้ในขณะนั้น
จับโมเมนตัมตลาด: ช่วยให้คุณซื้อหุ้นเมื่อมีแนวโน้มขาขึ้น เพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากตลาดที่กำลังเติบโต
ควบคุมความเสี่ยงในสถานะขายชอร์ต: ช่วยจำกัดการขาดทุนในสถานะขายชอร์ต โดยตั้งให้ซื้อหากราคาหุ้นเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เครื่องมือกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น: สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การฝ่าแนวต้าน (Breakout) โดยเน้นการเข้าสถานะทันทีที่หุ้นทะลุแนวต้าน
ความผันผวนของราคา: ในตลาดที่ผันผวน ราคาที่ดำเนินการอาจสูงกว่าราคาหยุดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว
แนวทะลุหลอก: การเพิ่มขึ้นของราคาชั่วคราวอาจทำให้คำสั่งถูกดำเนินการทำให้คุณซื้อในราคาที่สูงก่อนที่หุ้นจะลดลง
ขาดการควบคุมราคา: เมื่อคำสั่งถูกเรียกใช้งาน คำสั่งจะกลายเป็นคำmarket order ซึ่งอาจทำให้ราคาที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
คำสั่ง limit order เป็นการผสมผสานระหว่างคำสั่ง stop order และคำสั่ง limit order โดยให้คุณมีการควบคุมราคาที่มากขึ้น
เมื่อถึงคำสั่งถึงจุดที่กำหนดคำสั่งจะเปลี่ยนเป็น limit order แทน market order
ซึ่งหมายความว่าคำสั่งจะถูกดำเนินการเฉพาะที่ limit price ที่คุณตั้งไว้หรือดีกว่าเท่านั้น ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาลื่นไหลแต่ก็มีความเสี่ยงที่คำสั่งอาจจะไม่ถูกดำเนินการ
ตัวอย่างเช่น หากคุณตั้งคำสั่ง stop-limit โดยมี stop price ที่ $50 และ limit price ที่ $48 เมื่อราคาหุ้นถึง $50 คำสั่งจะถูกเรียกใช้งาน
อย่างไรก็ตามคำสั่งจะถูกดำเนินการเฉพาะเมื่อราคายังคงอยู่ที่ $48 หรือต่ำกว่า สิ่งนี้ช่วยให้คุณสามารถกำหนดทั้ง stop price เพื่อป้องกันการขาดทุนและ limit price เพื่อไม่ให้ขายในราคาที่ไม่พึงประสงค์
การควบคุมราคา: ให้การควบคุมราคาที่จะดำเนินการได้มากกว่า stop order ทั่วไป
ป้องกันราคาเคลื่อน: ช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณจะไม่ซื้อหรือขายในราคาที่ห่างไกลจากราคาที่คุณตั้งใจไว้เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างรวดเร็ว
ผสมผสานเครื่องมือจัดการความเสี่ยง: ให้ประโยชน์ทั้งจาก stop orders และ limit orders ทำให้สามารถใช้กลยุทธ์การซื้อขายได้อย่างยืดหยุ่น
ไม่มีการรับประกันการดำเนินการ: คำสั่งอาจไม่ถูกดำเนินการหากราคาตลาดเคลื่อนผ่าน limit price อย่างรวดเร็ว
การดำเนินการบางส่วน: คล้ายกับ limit order ทั่วไป stop limit อาจถูกดำเนินการเพียงบางส่วนหากจำนวนหุ้นที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ
พลาดโอกาส: ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วคำสั่งของคุณอาจไม่ถูกดำเนินการเลยทำให้พลาดโอกาสในการเคลื่อนไหวของราคาที่ดี
คำสั่งการเลื่อนจุดหยุดขาดทุน คือการตั้ง stop price ที่เปอร์เซ็นต์คงที่หรือตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งจะปรับอัตโนมัติเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์กับคุณ
แตกต่างจาก stop order ปกติที่คงที่คำสั่งการเลื่อนจุดหยุดขาดทุน จะ "เลื่อนตาม" ราคาหุ้นเมื่อมันปรับตัวสูงขึ้นช่วยล็อกกำไรไว้ในขณะที่ยังเปิดโอกาสให้ราคาขึ้นต่อได้
ตัวอย่างเช่นหากคุณตั้งคำสั่งการเลื่อนจุดหยุดขาดทุนที่ 5% สำหรับหุ้นที่ซื้อขายอยู่ที่ราคา $100 stop price จะถูกตั้งไว้ที่ $95 ในตอนแรก
หากราคาหุ้นขึ้นไปที่ $110 stop price จะปรับอัตโนมัติเป็น $104.50 (5% ต่ำกว่าราคาสูงสุดใหม่)
ถ้าราคาหุ้นเริ่มตกลงและถึง $104.50 คำสั่งจะถูกกระตุ้นและกลายเป็นคำสั่ง Market Order เพื่อขาย
ปกป้องกำไร: ปรับอัตโนมัติเพื่อล็อกกำไรเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนไหวในทิศทางที่เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องคอยติดตามตลอดเวลา
กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น: เหมาะสำหรับตลาดที่มีความผันผวนเมื่อคุณต้องการปกป้องจากความเสี่ยงที่ราคาลดลงแต่ยังคงสามารถเข้าร่วมในแนวโน้มขาขึ้น
ลดการตัดสินใจทางอารมณ์: ช่วยป้องกันการตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์โดยการตั้งจุดออกอัตโนมัติตามการเคลื่อนไหวของราคา
ความไม่แน่นอนของการดำเนินการ: คำสั่งอาจถูกกระตุ้นในช่วงที่ราคาตกลงชั่วคราวซึ่งอาจทำให้ขายที่ราคาต่ำกว่าที่ตั้งใจไว้
ช่องว่างของราคา: ในตลาดที่เคลื่อนไหวรวดเร็วราคาหุ้นอาจเคลื่อนผ่าน stop price ซึ่งส่งผลให้ราคาขายแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้
การพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากเกินไป: แม้ว่าการใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยลดการซื้อขายที่เกิดจากอารมณ์แต่ก็อาจทำให้พลาดโอกาสหรือเกิดการดำเนินการที่ไม่เป็นที่ต้องการหากตั้งค่าไม่ดี
นอกจากคำสั่งซื้อขายพื้นฐานอย่าง market limit และ stop orders ยังมีคำสั่งซื้อขายขั้นสูงที่ให้การควบคุมกลยุทธ์การซื้อขายมากขึ้น:
คำสั่ง Batch Order: รวมคำสั่งหลายรายการเข้าเป็นชุดเดียวเพื่อดำเนินการในเวลาที่กำหนดมักใช้โดยนักลงทุนสถาบันเพื่อลดผลกระทบต่อราคาตลาด
คำสั่ง GTC (Good Till Canceled Order): คำสั่งที่ยังคงมีผลจนกว่าจะถูกดำเนินการหรือยกเลิกโดยผู้ซื้อขายไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน
คำสั่ง IOC (Immediate-or-Cancel Order): คำสั่งที่ต้องดำเนินการทันทีเท่าที่ทำได้ส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกยกเลิก
คำสั่ง AON (All-or-None Order): คำสั่งที่ดำเนินการได้เฉพาะเมื่อสามารถซื้อขายทั้งหมดในราคาที่กำหนดได้หากไม่สามารถทำได้คำสั่งจะไม่ถูกดำเนินการเลย
คำสั่ง FOK (Fill-or-Kill Order): คำสั่งที่ต้องดำเนินการทั้งหมดทันทีหากไม่สามารถทำได้คำสั่งจะถูกยกเลิกทั้งหมด
เพื่อช่วยให้คุณเปรียบเทียบประเภทคำสั่งซื้อขายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วนี่คือตารางที่สรุปคุณสมบัติประโยชน์ และความเสี่ยงของแต่ละประเภทคำสั่งซื้อ
ประเภทคำสั่งซื้อขาย
คำอธิบาย
ประโยชน์
ความเสี่ยง
คำสั่งซื้อขาย Market Order
ดำเนินการทันทีตามราคาที่ดีที่สุดในตลาด
- การดำเนินการทันที
- ใช้งานง่าย
- ความแม่นยำสูงในการดำเนินการ
- ความไม่แน่นอนของราคา
- การคลาดเคลื่อนของราคา (Slippage)
- ผลกระทบต่อตลาด
คำสั่งซื้อขาย Limit Order
กำหนดราคาที่จะซื้อหรือขาย
- ควบคุมราคาได้
- ป้องกันการจ่ายเงินเกิน
- ความยืดหยุ่น
- ความไม่แน่นอนในการดำเนินการ
- อาจไม่ได้ราคาและจำนวนทั้งหมดที่ต้องการ
- อ่อนไหวต่อเวลา
คำสั่งซื้อขาย Stop Order
มีผลเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด
- จำกัดความเสี่ยงในการขาดทุน
- ปกป้องกำไร
- ไม่ต้องเฝ้าติดตามตลาดตลอดเวลา
- การคลาดเคลื่อนของราคา
- การขาดการควบคุมการดำเนินการ
- สภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
คำสั่งซื้อขาย Stop Limit Order
กลายเป็นคำสั่งที่กำหนดราคาเมื่อราคาหยุดถูกกระตุ้น
- ป้องกันการคลาดเคลื่อน
- ผสมผสานเครื่องมือการจัดการความเสี่ยง
- ไม่มีการรับประกันว่าจะดำเนินการได้
- พลาดโอกาสในการซื้อขาย
คำสั่งซื้อขายการเลื่อนจุดหยุดขาดทุน (Trailing Stop Order)
สามารถตั้งราคาที่ปรับตามการเคลื่อนไหวของราคาตลาดได้โดยอัตโนมัติ
- กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น
- ป้องกันการซื้อขายด้วยอารมณ์
- ช่องว่างของราคา
- พึ่งพาระบบอัตโนมัติมากเกินไป
คำสั่งซื้อขายขั้นสูง (Advanced Orders)
มีคำสั่งที่ซับซ้อนและมีเงื่อนไขมากมาย (เช่น GTC, FOK)
- กลยุทธ์ที่ปรับแต่งได้
- ลดผลกระทบต่อตลาด
- เพิ่มการควบคุมการดำเนินการ
- ความซับซ้อน
- ความเป็นไปได้ในการพลาดโอกาสหรือยกเลิก
การทำความเข้าใจประเภทคำสั่งซื้อขายต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญในการนำทางตลาดหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าคุณต้องการดำเนินการซื้อขายทันที ในราคาที่กำหนดหรือภายใต้เงื่อนไขต่างแต่ก็มีประเภทคำสั่งที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณ
หากคุณกำลังมองหาแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินการซื้อขายเข้าร่วมกับ XS เรามอบประสบการณ์การซื้อขายที่ราบรื่นพร้อมเงื่อนไขพิเศษสำหรับคุณ
พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในการซื้อขายหรือยัง?
เปิดบัญชีและเริ่มต้นเลย
คำนวณขนาดล็อตและประเมินความเสี่ยง
แปลงสกุลเงินตามราคาล่าสุด
รวมคำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่นักเทรดควรรู้
คำสั่งซื้อขายหลัก 4 ประเภทในตลาดหุ้น ได้แก่ คำสั่งซื้อขาย Market Orders คำสั่งซื้อขาย Limit Orders คำสั่ง Stop Orders และคำสั่งซื้อขั้นสูง เช่น GTC หรือ Fill-or-Kill
คำสั่งซื้อขาย market order จะดำเนินการทันทีในราคาตลาดปัจจุบัน ขณะที่คำสั่งซื้อขาย limit order จะดำเนินการเฉพาะในราคาที่คุณระบุหรือดีกว่าเท่านั้น
นักเทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อขายเพื่อซื้อหรือขายหุ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาดและจัดการความเสี่ยงหรือดำเนินกลยุทธ์การลงทุนที่เฉพาะเจาะจง
ไม่ใช่ คำสั่งซื้อขาย batch order จะรวมการซื้อขายหลายรายการเข้าด้วยกันเพื่อดำเนินการในเวลาที่กำหนด ในขณะที่คำสั่งซื้อขายแบบ market order จะดำเนินการทันทีตามราคาที่ดีที่สุดในตลาด
เนื้อหาในเอกสารหรือภาพนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นและแนวคิดส่วนบุคคล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของบริษัท ข้อมูลในที่นี้ไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนใดๆ และ/หรือการชักชวนให้ทำธุรกรรมใดๆ ไม่มีการแสดงถึงข้อผูกพันในการซื้อบริการการลงทุน และไม่รับประกันหรือคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัท XS บริษัทในเครือ ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน ไม่รับประกันห้วงเวลา ความสมบูรณ์หรือความถูกต้องของข้อมูลหรือข้อมูลใดๆที่มีให้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆที่เกิดจากการลงทุนตามข้อมูลดังกล่าวแพลตฟอร์มของเราอาจไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง
โบรกเกอร์ Forex คืออะไร? โบรกเกอร์ Forex ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง นักเทรด กับ ตลาดแลกเปลี่ยนสากล เพื่อให้คุณสามารถเทรดได้ง่ายๆ ผ่านแอพมือถือ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ แค่มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเท่านั้น นักเทรด สามารถทำกำไรได้ผ่านการซื้อขายสกุลเงิน ด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ ในการอ่านราคา เช่น เทคนิคแบบ Technical และ เทคนิคแบบ Fundamental เป็นต้น...
หุ้นกู้ คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนักลงทุนไทย หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจออก เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน นักลงทุนให้เงินแก่บริษัทเป็นทุน และบริษัทมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ย ตามอัตราที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ หุ้นกู้แตกต่างจากหุ้นสามัญตรงที่ผู้ถือหุ้นกู้ ไม่ได้มีสิทธิ์ออกเสียงหรือเข้าร่วมบริหารบริษัท แต่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน การลงทุนในหุ้นกู้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการ รายได้ประจำและความเสี่ยงต่ำ–ปานกลาง และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารเงินทุนของบริษัทเพื่อขยายกิจการหรือสนับสนุนโครงการลงทุนต่างๆ ประเภทของหุ้นกู้ หุ้นกู้สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตาม ลักษณะการค้ำประกัน สิทธิ์ของผู้ถือ และวิธีการจ่ายดอกเบี้ย...
ค่า Spread คืออะไร? ค่า Spread คือส่วนต่างระหว่าง ค่า Bid และ Ask ที่เป็นราคาซื้อและราคาขาย ของสินทรัพย์ในการเทรด เช่น ฟอเร็กซ์ หุ้น หรือคริปโต ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมแฝงที่โบรกเกอร์ใช้ในการทำกำไร ค่า spread แปรผันตามตลาด ยิ่งค่า Spread แคบ (น้อย) ก็ยิ่งดีสำหรับนักเทรด...
ไม่พลาดข่าวสำคัญ ฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนและการเทรด ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ