ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางช่วงเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย บางช่วงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เกิดจากเหตุการณ์จริงในโลก เศรษฐกิจ และความคาดหวังของตลาด การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้สามารถเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
การเคลื่อนไหวของราคาทั้งหมดเริ่มจากอุปสงค์และอุปทาน
หากความต้องการเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณสินค้าเท่าเดิม ราคาจะสูงขึ้น
หากปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการเท่าเดิม ราคาจะลดลง
ตัวอย่างเช่น
ภัยแล้งทำให้ข้าวสาลีมีน้อยลง ราคาจึงสูงขึ้น
การเปิดเหมืองทองแดงแห่งใหม่ทำให้อุปทานเพิ่มขึ้น ราคามักลดลง
ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง
เงินเฟ้อ: เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น สินค้าอย่างทองคำมักมีราคาสูงขึ้น เพราะใช้รักษามูลค่า
อัตราดอกเบี้ย: ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ค่าเงินแข็งค่า และกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์
การเติบโตของ GDP: เศรษฐกิจที่เติบโตดี เพิ่มความต้องการพลังงานและโลหะ
นักเทรดมักติดตามข่าวจากธนาคารกลาง รายงานการจ้างงาน และข้อมูลเงินเฟ้อ
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซ และโลหะ มักได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองและสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างมาก หากเกิดความไม่สงบหรือความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตสำคัญ ตลาดมักจะตอบสนองทันที เพราะกังวลว่าอุปทานอาจสะดุด ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น
การคว่ำบาตรประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น รัสเซียหรืออิหร่าน ก็อาจทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดโลกได้น้อยลง เมื่อปริมาณลดลง ราคาจึงมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะเดียวกัน เมื่อองค์กรอย่าง OPEC ประกาศเปลี่ยนแปลงระดับการผลิตน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการลดหรือเพิ่มกำลังการผลิต ก็สามารถส่งผลต่อความคาดหวังของตลาด และกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกได้ทันที
นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการเมือง เช่น การขึ้นภาษี การห้ามส่งออก หรือการปรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด และทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนมากขึ้น
สภาพอากาศมีผลต่อทั้งการผลิตและความต้องการใช้สินค้า
สินค้าเกษตร: ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุ ทำลายผลผลิต
พลังงาน: หนาวจัดเพิ่มการใช้ก๊าซ ร้อนจัดเพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้า
ฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว: ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเปลี่ยนตามรอบปี
นักลงทุนจะต้องติดตามพยากรณ์อากาศและรายงานผลผลิตอย่างใกล้ชิด
สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ในตลาดโลกใช้ ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดราคา ดังนั้น ค่าเงินดอลลาร์จึงมีผลต่อราคาสินค้าโดยตรง
เมื่อดอลลาร์แข็งค่า สินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศ ดังนั้นราคามักลดลง
เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า สินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาถูกลงในตลาดโลก ความต้องการจึงเพิ่มขึ้นและราคามักปรับสูงขึ้น
ความสัมพันธ์แบบผกผันนี้สำคัญมากกับน้ำมัน ทองคำ และโลหะพื้นฐาน
บางครั้ง การเคลื่อนไหวของราคาไม่ได้เกิดจากอุปสงค์หรืออุปทานจริง แต่เกิดจาก ความคาดหวังของตลาด
นักเทรดและนักลงทุนมักตอบสนองต่อ ข่าวสาร พยากรณ์ของนักวิเคราะห์ หรือสัญญาณทางเทคนิค โดยซื้อหรือขายตามสิ่งที่พวกเขาคาดว่าจะเกิดขึ้น
การเก็งกำไรแบบนี้สามารถทำให้ราคาขึ้นลงแรงในระยะสั้น แม้ว่าปัจจัยอุปสงค์และอุปทานยังไม่เปลี่ยน
ตัวอย่าง: ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นหลังรายงานการจ้างงานที่อ่อนแอ ไม่ใช่เพราะความต้องการทองทันที แต่เพราะนักเทรดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะลดลง
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดย อุปสงค์และอุปทาน
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค เช่น เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และการเติบโตของ GDP มีบทบาทสำคัญต่อราคา
เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศสามารถทำให้อุปทานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่คาดคิด
ความแข็งหรืออ่อนของ ดอลลาร์สหรัฐ มีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
การเก็งกำไรและความเชื่อมั่นของตลาดมักมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น
เมื่อเข้าใจปัจจัยเหล่านี้แล้ว บทเรียนถัดไปจะพูดถึง Commodity CFDs ซึ่งเป็นวิธีเทรดที่ยืดหยุ่น และไม่จำเป็นต้องถือครองสินค้าโภคภัณฑ์จริง
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด