ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ตอนนี้เราน่าจะเข้าใจ ประเภทของสินค้าโภคภัณฑ์กันมาบ้างแล้ว เช่น โลหะและพลังงาน เรามาเรียนรู้กันต่อเลยว่า การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ มีวิธียังไงบ้าง?
บทเรียนนี้ เราจะอธิบายวิธีการซื้อขายหลัก โครงสร้างของตลาด และผู้เข้าร่วมการซื้อขาย เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่า การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มจากจุดไหน และ นักเทรด นักลงทุน สร้างกำไรจากการซื้อขายนี้อย่างไร
ตลาดสปอต คือ ตลาดที่มีการซื้อขายและส่งมอบทันทีสินค้า ราคาสปอต หมายถึง ราคาสินค้า ณ เวลาที่ทำธุรกรรม
ตัวอย่าง: โรงกลั่นน้ำมันซื้อ น้ำมันดิบเพื่อส่งมอบสัปดาห์นี้ตามราคาตลาดปัจจุบัน
ตลาดสปอต มีความสำคัญกับผู้ผลิตและผู้บริโภคในอุตสาหกรรม นักลงทุนรายย่อยมักไม่เข้าร่วมการส่งมอบจริง แต่จะติดตามราคาสปอตเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
ตลาดฟิวเจอร์ส คือ การซื้อขายสัญญาที่กำหนดราคาล่วงหน้า เพื่อส่งมอบในอนาคต สัญญาเหล่านี้ซื้อขายในตลาดที่ถูกควบคุม
ตัวอย่าง: นักลงทุนซื้อสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมัน Brent เดือนธันวาคม เพราะคาดว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น
ฟิวเจอร์สไม่ได้มีไว้แค่เก็งกำไร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการป้องกันความเสี่ยงในอุตสาหกรรม เช่น เกษตรกรรม การบิน และพลังงาน
ฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์จะถูกซื้อขายในตลาดโลกที่มีการกำกับดูแล ตลาดเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญหลายประการ ได้แก่:
จัดทำสัญญามาตรฐาน เช่น ปริมาณ คุณภาพ และวันหมดอายุ
เป็นศูนย์กลางในการกำหนดราคา โดยอิงจากความต้องการและอุปทานของตลาด
บริหารความเสี่ยงผ่าน clearinghouse ที่คอยรับประกันการซื้อขายให้เป็นไปอย่างมั่นคงและปลอดภัย
ตลาดฟิวเจอร์สหลัก ๆ ที่ซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์มีดังนี้:
ตลาดซื้อขาย
สินค้าโภคภัณฑ์หลัก
NYMEX (New York Mercantile Exchange)
น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, แพลทินัม
COMEX (Commodity Exchange Inc.)
ทองคำ, เงิน, ทองแดง
LME (London Metal Exchange)
โลหะพื้นฐาน เช่น อะลูมิเนียม, สังกะสี
ICE (Intercontinental Exchange)
พลังงาน, สินค้าเกษตรอ่อน (softs), สัญญาอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย
ตลาดเหล่านี้ช่วยให้การซื้อขายทั่วโลกมี สภาพคล่อง โปร่งใส และ มีความปลอดภัย
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์รวบรวมผู้เข้าร่วมหลายประเภท แต่ละประเภทมีเป้าหมายต่างกัน:
ผู้จัดการความเสี่ยงคือผู้ผลิตเชิงพาณิชย์และผู้บริโภคที่ ใช้สัญญาล่วงหน้าเพื่อล็อกราคาและป้องกันความผันผวนของราคา
เกษตรกร ป้องกันความเสี่ยงจากราคาข้าวสาลีที่อาจตกต่ำ
สายการบิน ป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่อาจสูงขึ้น
นักก็งกำไร คือ ผู้ลงทุนหรือสถาบันที่ หากำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา โดยไม่ตั้งใจรับมอบสินค้าจริง
นักลงทุนรายวัน (Day traders) ใช้กราฟซื้อขายน้ำมัน
กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เปิดสถานะ Long หรือ Short ในน้ำมันและก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า
นักเก็งกำไร ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด แต่ก็ ทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ ทำกำไรจากความต่างของราคาข้ามตลาด หรือ รักษาส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย (Bid/Ask Spread) เพื่อให้คำสั่งซื้อขายไหลลื่น
Leverage (เลเวอเรจ) ช่วยให้คุณสามารถควบคุมตำแหน่งขนาดใหญ่ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย มักพบในตลาดฟิวเจอร์ส (Futures) และ CFDs (Contracts for Difference – สัญญาต่างราคาสินทรัพย์)
ตัวอย่าง:
หากใช้เลเวอเรจ 10:1 เงินทุน $1,000 สามารถควบคุมตำแหน่งน้ำมันดิบมูลค่า $10,000
ข้อดี คือ เพิ่มโอกาสทำกำไร แต่ข้อเสียคือ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดทุน ด้วย
Margin (มาร์จิน) คือจำนวนเงินที่คุณต้องฝากเพื่อเปิดและรักษาตำแหน่งที่ใช้เลเวอเรจ หากมูลค่าบัญชีลดต่ำกว่าระดับที่กำหนด คุณอาจได้รับ Margin Call ให้เติมเงินเพิ่มเพื่อให้ตำแหน่งของคุณยังคงเปิดอยู่
นักลงทุนรายย่อย เข้าถึงตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีแพลตฟอร์มให้ใช้งาน เช่น MetaTrader, cTrader หรือแอปพลิเคชันเฉพาะของโบรกเกอร์
โบรกเกอร์กำหนด:
ค่าสเปรดและค่าคอมมิชชั่น
เลเวอเรจที่ให้บริการ
การเข้าถึงตลาดต่าง ๆ (เช่น CFDs ทองคำ, ฟิวเจอร์สน้ำมัน)
เครื่องมือวิเคราะห์กราฟและจัดการคำสั่ง
สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและได้รับการกำกับดูแลเพื่อความปลอดภัยและความยุติธรรมในการเทรด
เรามาดูตัวอย่างจริงว่าผู้เล่นต่างชนิด เช่น ธุรกิจและนักเก็งกำไร มีปฏิสัมพันธ์อย่างไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
สมมติว่าในเดือนมิถุนายน สายการบินใหญ่กังวลว่าราคาน้ำมันดิบจะขึ้นในอีกสามเดือน เพราะน้ำมันเครื่องบินทำจากน้ำมันดิบ ถ้าราคาขึ้น ต้นทุนของสายการบินก็จะสูงขึ้น
เพื่อป้องกันความเสี่ยง สายการบินจึงซื้อ สัญญาน้ำมันล่วงหน้า (Futures Contracts) บนตลาด NYMEX สำหรับส่งมอบในเดือนกันยายน ที่ราคา $80 ต่อบาร์เรล การทำแบบนี้เรียกว่า hedging จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำกำไร แต่เพื่อให้ต้นทุนคงที่และคาดการณ์ได้
ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไป $90 สายการบินจะได้กำไรจากสัญญาล่วงหน้าเพื่อนำไปชดเชยต้นทุนเชื้อเพลิง
ถ้าราคาลดลงเหลือ $75 สายการบินจะขาดทุนจากสัญญาล่วงหน้า แต่ได้ประโยชน์จากน้ำมันราคาถูก
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สายการบินก็สามารถล็อกต้นทุนให้คาดการณ์ได้
นักลงทุนรายย่อยคิดว่าราคาน้ำมันจะลดลง เพราะความต้องการน้ำมันทั่วโลกลดลง เลยเทขายน้ำมันก่อนผ่านระบบออนไลน์ของโบรกเกอร์ แล้วค่อยซื้อคืนทีหลัง เพื่อหวังกำไรจากราคาที่ลดลง
ราคาน้ำมันตอนขาย คือ $80 ต่อบาร์เรล นักลงทุนคาดว่าราคาจะลดลงเหลือ $75
นักลงทุนใช้ เลเวอเรจ 10:1 หมายความว่า เขาสามารถซื้อขายน้ำมันมูลค่า $10,000 โดยใช้เงินของตัวเองเพียง $1,000
ตัวอย่างผลลัพธ์:
หากราคาลดลงตามคาด กำไรจะถูกขยายเพราะใช้เลเวอเรจ
หากราคาสูงขึ้น ขาดทุนก็จะถูกขยายตามเลเวอเรจ
นี่แสดงให้เห็นว่า เลเวอเรจช่วยเพิ่มกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงด้วย
ทั้งการซื้อขายสัญญาน้ำมันล่วงหน้าของสายการบินและการซื้อขาย CFD ของนักลงทุน ต่างอ้างอิงราคาจาก ตลาดที่มีกฎควบคุม เช่น NYMEX
ตลาดเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่า:
ราคามีความโปร่งใส
มีมาตรฐานเดียวกัน
การชำระสัญญาถูกต้องตามกฎ
เบื้องหลังการทำงาน:
สัญญาน้ำมันล่วงหน้าของสายการบินผ่าน Clearinghouse ซึ่งค้ำประกันการซื้อขายทั้งสองฝ่าย
CFD ของนักลงทุนดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ ซึ่งสะท้อนราคาของ NYMEX และจัดการเรื่องมาร์จิ้นรวมถึงการส่งคำสั่งซื้อขาย
จากตัวอย่างนี้:
สายการบิน ป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้ต้นทุนมีความคาดการณ์ได้
นักเก็งกำไร ซื้อขายตามคาดการณ์ราคา เพื่อหวังกำไร
ตลาดซื้อขาย (Exchange) สร้างความเชื่อถือและระบบการซื้อขายที่ชัดเจน
การใช้ เลเวอเรจและมาร์จิ้น ช่วยให้สามารถเปิดตำแหน่งได้ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงด้วย
นี่คือ วิธีการทำงานของ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ระบบโลกที่ผู้ผลิต ผู้บริโภค และนักลงทุนเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาและตลาด เพื่อบริหารความเสี่ยง ค้นหาราคา และสร้างโอกาส
สินค้าโภคภัณฑ์ สามารถซื้อขายได้ทั้งใน ตลาดสปอต (Spot Market) ส่งมอบทันที และ ตลาดล่วงหน้า (Futures Market) ส่งมอบในอนาคตตามราคาที่กำหนด
ตลาดใหญ่ เช่น NYMEX, COMEX และ LME กำหนดมาตรฐานสัญญาและสนับสนุนการค้าระดับโลก
ผู้เข้าร่วมตลาดมีหลายประเภท:
Hedgers ผู้จัดการความเสี่ยง
Speculators ผู้แสวงหากำไร
Arbitrageurs ผู้ปรับสมดุลราคา
การใช้ เลเวอเรจ เพิ่มทั้งกำไรและความเสี่ยง การเข้าใจเรื่อง มาร์จิ้น จึงสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับปิดตำแหน่ง
โบรกเกอร์และแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ ช่วยให้นักลงทุนเชื่อมต่อกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกได้อย่างปลอดภัยและสะดวก
ตอนนี้คุณเข้าใจโครงสร้างของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว แต่ อะไรทำให้ราคาขยับขึ้นลงในแต่ละวัน? บทเรียนถัดไป (Lesson 5) เราจะเรียนรู้ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาสินค้า ตั้งแต่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงฤดูกาลและสภาพอากาศ
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด