Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  คู่มือ การซื้อขาย CFD   Breadcrumb right  กลยุทธ์ การบริหาร ความเสี่ยง

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง

หลังจากที่คุณได้เรียนรู้วิธี วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเทรดอย่างมีข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจวิธีลดความเสี่ยง

การเทรด CFD มีความเสี่ยงสูงมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ บทเรียนนี้จะพาคุณเจาะลึกแต่ละกลยุทธ์อย่างละเอียด

 

การกำหนดขนาดการเทรด (Position Sizing)

การกำหนดขนาดการถือครอง หมายถึง การรู้ว่าคุณยินดีจะลงทุนเงินทุนจำนวนเท่าใด ต่อการเทรดแต่ละครั้งหรือแต่ละสถานะ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเท่านั้น

  • คุณต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย เช่น:

  • ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (คุณสามารถยอมขาดทุนได้เท่าไร)

  • ขนาดของบัญชีเทรด

  • รายละเอียดเฉพาะของการเทรดนั้น ๆ

เมื่อคุณกำหนดขนาดของแต่ละสถานะให้สัมพันธ์กับเงินทุนทั้งหมดที่มี จะช่วยควบคุมความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และช่วยรักษาเงินทุนไว้ในช่วงที่ตลาดไม่เป็นใจ

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเทรดเดอร์มือใหม่มักลงทุนมากเกินไป เสี่ยงเงินจำนวนมากกับการเทรดเพียงครั้งเดียว
ในทางกลับกัน เทรดเดอร์มืออาชีพมักจำกัดความเสี่ยงไว้เพียงเล็กน้อยจากเงินทุนรวมในแต่ละการเทรด

กลยุทธ์นี้ช่วยให้ ไม่มีการเทรดใดที่ทำให้พอร์ตทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยง และทำให้สามารถอยู่รอดในตลาดได้ในระยะยาว

 

คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-Loss Orders)

คำสั่งหยุดขาดทุน” คือ คำสั่งที่คุณส่งให้ โบรกเกอร์ CFD  เพื่อขายสัญญาโดยอัตโนมัติเมื่อราคาลดลงไปถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งเรียกว่า ระดับราคาหยุดขาดทุน (Stop-Loss Price)

มันทำหน้าที่เหมือนตาข่ายนิรภัยในการเทรด CFD โดยช่วยปกป้องคุณจากความเคลื่อนไหวของตลาด ที่ไม่พึงประสงค์อย่างกะทันหัน

ระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเหล่านี้จะสั่ง ปิดสถานะโดยอัตโนมัติ เมื่อราคาขยับสวนทางกับแนวโน้ม ที่คุณคาดการณ์ไว้ เพื่อจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุด

ตัวอย่างเช่น:

  • สมมติว่าคุณซื้อ หุ้น ของบริษัท XYZ ที่ราคา $50 ต่อหุ้น

  • คุณตั้งคำสั่งหยุดขาดทุนไว้ที่ $45 ต่อหุ้น

  • หากราคาหุ้นลดลงและแตะระดับ $45 คำสั่งหยุดขาดทุนจะถูกเรียกใช้ และหุ้นจะถูกขายโดยอัตโนมัติ

ซึ่งจะช่วยจำกัดการขาดทุนของคุณไว้ที่ $5 ต่อหุ้น

 

 วิธีตั้งค่าคำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-Loss)

 การตั้งคำสั่งหยุดขาดทุน จำเป็นต้องใช้การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ โดยมีวิธีทั่วไปที่นิยมใช้ดังนี้:

  • การตั้งตามเปอร์เซ็นต์ (Percentage-Based Stop): กำหนดระดับหยุดขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ต่ำกว่าราคาที่เข้าเทรด (เช่น 2–3%)

  • ตามระดับแนวรับแนวต้าน (Support & Resistance Levels): วางจุดหยุดขาดทุนใต้แนวรับสำคัญสำหรับฝั่งซื้อ (Long) หรือเหนือแนวต้านสำคัญสำหรับฝั่งขาย (Short)

  • ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages): ใช้เส้นค่าเฉลี่ย เช่น 50 วัน หรือ 200 วัน เป็นจุดหยุดขาดทุนที่ปรับตามการเคลื่อนไหวของราคา

  • ตามค่าความผันผวน (ATR – Average True Range): ปรับจุดหยุดขาดทุนตามระดับความผันผวนของตลาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตัดขาดทุนเร็วเกินไป

 

เป้าหมายการทำกำไร (Take-Profit Target)

แม้ว่าการจำกัดการขาดทุนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเก็บเกี่ยวกำไรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ควรกำหนดเป้าหมายการทำกำไรไว้ล่วงหน้า

เป้าหมายการทำกำไรนั้นมีลักษณะ ตรงข้ามกับคำสั่งหยุดขาดทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคว้าโอกาสจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ และล็อกกำไรก่อนที่ตลาดจะกลับตัว

การตั้งเป้าหมายการทำกำไรจะช่วยให้คุณสามารถ ออกจากสถานะที่มีกำไรได้เมื่อราคาขยับถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยล็อกผลกำไรไว้ได้

ตัวอย่างเช่น:

  • หากคุณซื้อหุ้นของบริษัท XYZ ที่ราคา 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น

  • คุณตั้งเป้าหมายการทำกำไรไว้ที่ 60 ดอลลาร์ต่อหุ้น

  • เมื่อราคาขึ้นไปแตะหรือเกิน 60 ดอลลาร์ ระบบจะขายหุ้นให้โดยอัตโนมัติ

ส่งผลให้คุณทำกำไรได้ 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น

 

วิธีการตั้งเป้าหมายการทำกำไร

มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้ในการกำหนดเป้าหมายการทำกำไร กลยุทธ์ทั่วไป ได้แก่:

  • อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Reward Ratio): ตั้งเป้ากำไรอย่างน้อย 2 เท่าของความเสี่ยงที่รับได้ เช่น อัตราส่วน 2:1

  • แนวต้านทางเทคนิค (Resistance Levels): ตั้งจุดทำกำไรใกล้บริเวณแนวต้านสำคัญในอดีต

  • Fibonacci Retracements: ใช้ระดับ Fibonacci เพื่อคาดการณ์จุดกลับตัวของราคาและตั้งเป้าหมายทำกำไรตามนั้น

 

การกระจายการลงทุน

เราทุกคนคงเคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว”  ซึ่งในโลกของการเทรด หมายถึง อย่านำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์หรือการเทรดเพียงรายการเดียว

คำว่า “การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ” ไม่ใช่แค่คำพูดเก๋ ๆ แต่เป็นหลักการพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงอย่างแท้จริง

การกระจายพอร์ตการลงทุน คือการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ ตลาด หรือเครื่องมือทางการเงินหลายประเภท เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตทั้งหมด

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทมีลักษณะความเสี่ยง และผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และตอบสนองต่อปัจจัยในตลาดไม่เหมือนกัน

ด้วยการกระจายพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม คุณสามารถลดความผันผวนจากสินทรัพย์รายตัว และลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดต่อภาพรวมของพอร์ตการลงทุนได้

 

การกระจายการลงทุนในพอร์ต

 ต่อไปนี้คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างพอร์ตที่สมดุล:

  • ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท : กระจายเงินลงทุนไปยัง หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และการลงทุนทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม

  • กระจายความเสี่ยงภายในกลุ่มสินทรัพย์ : เลือกลงทุนในอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภูมิภาคที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากตลาดใดตลาดหนึ่ง

  • ใช้รูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน : ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโต หุ้นเน้นมูลค่า และหุ้นจ่ายปันผล เพื่อสร้างความมั่นคงและโอกาสในการเติบโต

  • พิจารณาลงทุนใน ETF และกองทุนรวม : ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์จำนวนมากได้ภายในการลงทุนเพียงครั้งเดียว

นอกจากนี้ อย่าลืมปรับพอร์ตของคุณเป็นระยะ ๆ เพื่อรักษาสัดส่วนสินทรัพย์ และระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ

 

การวิเคราะห์อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง

อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง เป็นหัวใจสำคัญของการเทรดทุกครั้ง โดยใช้วัดผลกำไรที่อาจได้รับเทียบกับความเสี่ยงที่จะขาดทุน

เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักยึดหลัก ความเสี่ยงน้อยกว่าผลตอบแทน ซึ่งหมายความว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังควรสูงกว่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้

การตั้งเป้าอัตราส่วน Risk-Reward ที่เหมาะสม เช่น 1:2 หรือสูงกว่า ช่วยให้กำไรจากเทรดที่ชนะสามารถชดเชยการขาดทุนจากเทรดที่แพ้ได้ ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในการทำกำไรในระยะยาว

นอกจากนี้ การยึดมั่นในวินัยเรื่อง อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ยังช่วยเสริมความมั่นใจและส่งเสริม การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล แม้ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

 

สรุปบทเรียน

  • การกำหนดขนาดกาเทรด : คือ การกำหนดว่าจะลงทุนเงินเท่าไรต่อการซื้อขายแต่ละครั้ง โดยอิงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการรับความเสี่ยง และขนาดของบัญชี

  • คำสั่งหยุดขาดทุน : เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องพอร์ตจากความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

  • การตั้งเป้าหมายทำกำไร : ช่วยให้คุณสามารถล็อกกำไรได้โดยอัตโนมัติ เมื่อราคาขยับไปในทิศทางที่คาดไว้

  • การกระจายความเสี่ยง : คือ การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ ตลาด หรือเครื่องมือหลายประเภท เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ที่อาจเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง

โดยสรุป การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ คือ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเทรด CFD โดยการนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปรับใช้ คุณจะสามารถรับมือกับ ความผันผวนของตลาดได้อย่างมั่นใจ และมีวินัยมากยิ่งขึ้น

ถัดไป: กลยุทธ์การเทรด CFD ที่ได้รับความนิยม
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด