ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
หลังจากที่คุณได้เรียนรู้วิธี วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเทรดอย่างมีข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจวิธีลดความเสี่ยง
การเทรด CFD มีความเสี่ยงสูงมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ บทเรียนนี้จะพาคุณเจาะลึกแต่ละกลยุทธ์อย่างละเอียด
การกำหนดขนาดการถือครอง หมายถึง การรู้ว่าคุณยินดีจะลงทุนเงินทุนจำนวนเท่าใด ต่อการเทรดแต่ละครั้งหรือแต่ละสถานะ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเท่านั้น
คุณต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย เช่น:
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (คุณสามารถยอมขาดทุนได้เท่าไร)
ขนาดของบัญชีเทรด
รายละเอียดเฉพาะของการเทรดนั้น ๆ
เมื่อคุณกำหนดขนาดของแต่ละสถานะให้สัมพันธ์กับเงินทุนทั้งหมดที่มี จะช่วยควบคุมความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และช่วยรักษาเงินทุนไว้ในช่วงที่ตลาดไม่เป็นใจ
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเทรดเดอร์มือใหม่มักลงทุนมากเกินไป เสี่ยงเงินจำนวนมากกับการเทรดเพียงครั้งเดียว ในทางกลับกัน เทรดเดอร์มืออาชีพมักจำกัดความเสี่ยงไว้เพียงเล็กน้อยจากเงินทุนรวมในแต่ละการเทรด
กลยุทธ์นี้ช่วยให้ ไม่มีการเทรดใดที่ทำให้พอร์ตทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยง และทำให้สามารถอยู่รอดในตลาดได้ในระยะยาว
“คำสั่งหยุดขาดทุน” คือ คำสั่งที่คุณส่งให้ โบรกเกอร์ CFD เพื่อขายสัญญาโดยอัตโนมัติเมื่อราคาลดลงไปถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งเรียกว่า ระดับราคาหยุดขาดทุน (Stop-Loss Price)
มันทำหน้าที่เหมือนตาข่ายนิรภัยในการเทรด CFD โดยช่วยปกป้องคุณจากความเคลื่อนไหวของตลาด ที่ไม่พึงประสงค์อย่างกะทันหัน
ระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเหล่านี้จะสั่ง ปิดสถานะโดยอัตโนมัติ เมื่อราคาขยับสวนทางกับแนวโน้ม ที่คุณคาดการณ์ไว้ เพื่อจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุด
ตัวอย่างเช่น:
สมมติว่าคุณซื้อ หุ้น ของบริษัท XYZ ที่ราคา $50 ต่อหุ้น
คุณตั้งคำสั่งหยุดขาดทุนไว้ที่ $45 ต่อหุ้น
หากราคาหุ้นลดลงและแตะระดับ $45 คำสั่งหยุดขาดทุนจะถูกเรียกใช้ และหุ้นจะถูกขายโดยอัตโนมัติ
ซึ่งจะช่วยจำกัดการขาดทุนของคุณไว้ที่ $5 ต่อหุ้น
การตั้งคำสั่งหยุดขาดทุน จำเป็นต้องใช้การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ โดยมีวิธีทั่วไปที่นิยมใช้ดังนี้:
การตั้งตามเปอร์เซ็นต์ (Percentage-Based Stop): กำหนดระดับหยุดขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ต่ำกว่าราคาที่เข้าเทรด (เช่น 2–3%)
ตามระดับแนวรับแนวต้าน (Support & Resistance Levels): วางจุดหยุดขาดทุนใต้แนวรับสำคัญสำหรับฝั่งซื้อ (Long) หรือเหนือแนวต้านสำคัญสำหรับฝั่งขาย (Short)
ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages): ใช้เส้นค่าเฉลี่ย เช่น 50 วัน หรือ 200 วัน เป็นจุดหยุดขาดทุนที่ปรับตามการเคลื่อนไหวของราคา
ตามค่าความผันผวน (ATR – Average True Range): ปรับจุดหยุดขาดทุนตามระดับความผันผวนของตลาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตัดขาดทุนเร็วเกินไป
แม้ว่าการจำกัดการขาดทุนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเก็บเกี่ยวกำไรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ควรกำหนดเป้าหมายการทำกำไรไว้ล่วงหน้า
เป้าหมายการทำกำไรนั้นมีลักษณะ ตรงข้ามกับคำสั่งหยุดขาดทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคว้าโอกาสจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ และล็อกกำไรก่อนที่ตลาดจะกลับตัว
การตั้งเป้าหมายการทำกำไรจะช่วยให้คุณสามารถ ออกจากสถานะที่มีกำไรได้เมื่อราคาขยับถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยล็อกผลกำไรไว้ได้
หากคุณซื้อหุ้นของบริษัท XYZ ที่ราคา 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น
คุณตั้งเป้าหมายการทำกำไรไว้ที่ 60 ดอลลาร์ต่อหุ้น
เมื่อราคาขึ้นไปแตะหรือเกิน 60 ดอลลาร์ ระบบจะขายหุ้นให้โดยอัตโนมัติ
ส่งผลให้คุณทำกำไรได้ 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น
มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้ในการกำหนดเป้าหมายการทำกำไร กลยุทธ์ทั่วไป ได้แก่:
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Reward Ratio): ตั้งเป้ากำไรอย่างน้อย 2 เท่าของความเสี่ยงที่รับได้ เช่น อัตราส่วน 2:1
แนวต้านทางเทคนิค (Resistance Levels): ตั้งจุดทำกำไรใกล้บริเวณแนวต้านสำคัญในอดีต
Fibonacci Retracements: ใช้ระดับ Fibonacci เพื่อคาดการณ์จุดกลับตัวของราคาและตั้งเป้าหมายทำกำไรตามนั้น
เราทุกคนคงเคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” ซึ่งในโลกของการเทรด หมายถึง อย่านำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์หรือการเทรดเพียงรายการเดียว
คำว่า “การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ” ไม่ใช่แค่คำพูดเก๋ ๆ แต่เป็นหลักการพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงอย่างแท้จริง
การกระจายพอร์ตการลงทุน คือการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ ตลาด หรือเครื่องมือทางการเงินหลายประเภท เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตทั้งหมด
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทมีลักษณะความเสี่ยง และผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และตอบสนองต่อปัจจัยในตลาดไม่เหมือนกัน
ด้วยการกระจายพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม คุณสามารถลดความผันผวนจากสินทรัพย์รายตัว และลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดต่อภาพรวมของพอร์ตการลงทุนได้
ต่อไปนี้คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างพอร์ตที่สมดุล:
ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท : กระจายเงินลงทุนไปยัง หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และการลงทุนทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม
กระจายความเสี่ยงภายในกลุ่มสินทรัพย์ : เลือกลงทุนในอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภูมิภาคที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากตลาดใดตลาดหนึ่ง
ใช้รูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน : ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโต หุ้นเน้นมูลค่า และหุ้นจ่ายปันผล เพื่อสร้างความมั่นคงและโอกาสในการเติบโต
พิจารณาลงทุนใน ETF และกองทุนรวม : ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์จำนวนมากได้ภายในการลงทุนเพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ อย่าลืมปรับพอร์ตของคุณเป็นระยะ ๆ เพื่อรักษาสัดส่วนสินทรัพย์ และระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง เป็นหัวใจสำคัญของการเทรดทุกครั้ง โดยใช้วัดผลกำไรที่อาจได้รับเทียบกับความเสี่ยงที่จะขาดทุน
เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักยึดหลัก ความเสี่ยงน้อยกว่าผลตอบแทน ซึ่งหมายความว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังควรสูงกว่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้
การตั้งเป้าอัตราส่วน Risk-Reward ที่เหมาะสม เช่น 1:2 หรือสูงกว่า ช่วยให้กำไรจากเทรดที่ชนะสามารถชดเชยการขาดทุนจากเทรดที่แพ้ได้ ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในการทำกำไรในระยะยาว
นอกจากนี้ การยึดมั่นในวินัยเรื่อง อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ยังช่วยเสริมความมั่นใจและส่งเสริม การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล แม้ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง
การกำหนดขนาดกาเทรด : คือ การกำหนดว่าจะลงทุนเงินเท่าไรต่อการซื้อขายแต่ละครั้ง โดยอิงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการรับความเสี่ยง และขนาดของบัญชี
คำสั่งหยุดขาดทุน : เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องพอร์ตจากความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
การตั้งเป้าหมายทำกำไร : ช่วยให้คุณสามารถล็อกกำไรได้โดยอัตโนมัติ เมื่อราคาขยับไปในทิศทางที่คาดไว้
การกระจายความเสี่ยง : คือ การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ ตลาด หรือเครื่องมือหลายประเภท เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ที่อาจเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง
โดยสรุป การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ คือ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเทรด CFD โดยการนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปรับใช้ คุณจะสามารถรับมือกับ ความผันผวนของตลาดได้อย่างมั่นใจ และมีวินัยมากยิ่งขึ้น
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด