ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ขอต้อนรับสู่บทเรียนแรกของคอร์สพื้นฐานการเทรด CFD สำหรับมือใหม่
คอร์สนี้จะอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเทรด CFD พร้อมแนะแนวทางสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มเทรด CFD ครั้งแรก
CFD หรือ ชื่อเต็มว่า สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference) คือ สัญญาทางการเงินที่เปิดโอกาส ให้คุณทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ
คุณจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ ตั้งแต่เวลาที่เปิดสัญญาจนถึงเวลาที่ปิดสัญญา
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
สมมุติว่าคุณคาดว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่ที่ $10 จะปรับตัวขึ้นเป็น $15
คุณจึงเปิดสัญญา CFD ที่ราคา $10
เมื่อราคาสินทรัพย์ขึ้นไปถึง $15 คุณปิดสัญญาและรับกำไรจากส่วนต่างราคา
กรณีนี้ กำไรของคุณ คือ $5 ($15 - $10) แต่ถ้าราคากลับปรับลดลงเหลือ $5 แทน คุณจะต้องจ่ายส่วนต่าง $5 ซึ่งทำให้คุณขาดทุนในการเทรดนี้
คุณสามารถเทรด CFD ผ่านโบรกเกอร์ ที่ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับโบรกเกอร์ CFD และบทบาทต่างๆ เราจะอธิบายเพิ่มเติมในภายหลัง
แต่ก่อนอื่น ให้เข้าใจก่อนว่า โบรกเกอร์ CFD ทำหน้าที่เหมือนคนกลางระหว่างคุณในฐานะนักเทรดเดอร์ กับตลาด CFD โบรกเกอร์จะเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเทรด เครื่องมือที่จำเป็น และช่องทางเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลาย
เมื่อคุณเปิดบัญชีเทรดจริงกับโบรกเกอร์แล้ว คุณสามารถเลือกสินทรัพย์ที่ต้องการเทรดได้ทันที มีตัวเลือกมากมายในการเทรด CFD ไม่ว่าจะเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน คริปโต ฟอเร็กซ์ ดัชนี และอื่น ๆ
เมื่อคุณเลือกสินทรัพย์ที่ต้องการเทรดแล้ว คุณจะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจทิศทางราคาของมัน
จากการเคลื่อนไหวของราคา มีตำแหน่งหลักอยู่ 2 ประเภทในการเทรด CFD ได้แก่: การเก็งกำไรฝั่งซื้อ (long) และ การเก็งกำไรฝั่งขาย (short)
Going long หมายถึง การเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อ
Going short หมายถึง การเข้าเก็งกำไรฝั่งขาย
หากคุณเชื่อว่า ราคาของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น คุณจะเข้าสู่ ตำแหน่งฝั่งซื้อ (long) โดยหวังว่าจะขายสินทรัพย์นั้นในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต
ตัวอย่างเช่น คุณคิดว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่ที่ $10 จะเพิ่มขึ้นเป็น $20
คุณเข้าสู่การเทรดผ่านบัญชีจริงของคุณบนแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ โดยซื้อสัญญาหนึ่งฉบับสำหรับสินทรัพย์นี้ในราคาที่ $10
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ราคาของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น $20
คุณตัดสินใจปิดตำแหน่งและรับกำไรของคุณ
คุณขายสัญญาของคุณในราคา $20 และทำกำไรได้ $10
อย่างไรก็ตาม หากคุณเชื่อว่าราคาของสินทรัพย์จะลดลง คุณจะเข้าสู่ ตำแหน่งฝั่งขาย (short) โดยมีเป้าหมายเพื่อซื้อคืนสัญญาในราคาที่ต่ำกว่า
ตัวอย่างเช่น คุณคิดว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่ที่ $20 จะลดลงเหลือ $10
คุณทำการเทรดโดยขายสัญญาหนึ่งฉบับของสินทรัพย์นี้ในราคา $20
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ราคาของสินทรัพย์ลดลงเหลือ $10
คุณซื้อคืนสัญญา และรับกำไร $10
แน่นอนว่าเมื่อคุณเริ่มเทรด CFD อย่างจริงจัง คุณจะเทรดด้วยจำนวนสัญญาที่มากกว่าหนึ่งฉบับ ดังนั้น ศักยภาพในการทำกำไรของคุณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การเทรด CFD มีความเสี่ยง เพราะคุณจะสูญเสียเงิน หากการคาดการณ์ราคาของคุณ ไม่ถูกต้อง
ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมในการเทรด CFD ที่คุณควรทำความเข้าใจให้ดี โดยเฉพาะเรื่อง เลเวอเรจ (Leverage), มาร์จิ้น (Margin) และ ค่าสเปรด (Spread)
เลเวอเรจช่วยให้คุณสามารถควบคุมขนาดการเทรดที่ใหญ่ขึ้นได้ แม้จะใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อย
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปิดการเทรดมูลค่า $10,000 ได้ โดยใช้เงินฝากเพียง $1,000 โบรกเกอร์ CFD เสนอทางเลือกนี้เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรได้มากขึ้น
การเทรด CFD ใช้เลเวอเรจซึ่งแสดงในรูปแบบอัตราส่วน เช่น 1:10 หรือ 1:50 โดยอัตราส่วนดังกล่าวสะท้อนถึงจำนวนเท่าที่ขนาดของสถานะการเทรดสามารถเพิ่มขึ้นได้ เมื่อเทียบกับเงินทุนของเทรดเดอร์
ตัวอย่างเช่น หากใช้เลเวอเรจ 1:10 คุณสามารถควบคุมสถานะมูลค่า $10,000 ได้ ด้วยเงินทุนของตัวเองเพียง $1,000 ในทำนองเดียวกัน เลเวอเรจ 1:50 หมายความว่า สำหรับทุก ๆ $1 ของเงินทุนคุณ คุณสามารถเปิดการเทรดได้มูลค่า $50
อย่างไรก็ตาม แม้การเทรดด้วยเลเวอเรจจะสร้างโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของการขาดทุนอย่างรุนแรงเช่นกัน เนื่องจากผลขาดทุนอาจเกินกว่าจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นของคุณได้
มาร์จิ้น คือ เงินที่คุณจำเป็นต้องวางไว้เพื่อเปิดและรักษาสถานะการเทรด CFD ซึ่งจะถูกคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมของสถานะนั้น
เมื่อคุณเปิดสถานะ CFD คุณจะต้องวางเงินประกันส่วนหนึ่งของมูลค่าการเทรด ซึ่งเรียกว่ามาร์จิ้น เงื่อนไขของมาร์จิ้นที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น ความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง และนโยบายของโบรกเกอร์แต่ละราย
โบรกเกอร์จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของมาร์จิ้น โดยทั่วไปมักอยู่ในช่วง 1% ถึง 50% ของขนาดสถานะทั้งหมด สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอาจมีการกำหนดมาร์จิ้นในระดับที่สูงกว่า
ค่าสเปรดในการเทรด CFD หมายถึง ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของสินทรัพย์ ค่าสเปรดเป็นวิธีหลักที่โบรกเกอร์ใช้ในการสร้างรายได้จากการเทรด CFD
ตัวอย่างเช่น หากราคาซื้อของหุ้น CFD อยู่ที่ $10 และราคาขายอยู่ที่ $9.90 ค่าสเปรดจะเท่ากับ $0.10
ขนาดของค่าสเปรดส่งผลต่อต้นทุนรวมของการเทรด ค่าสเปรดที่ต่ำกว่าจะเป็นผลดีต่อเทรดเดอร์มากกว่า เพราะช่วยลดต้นทุนในการเปิดและปิดสถานะการเทรด
การเทรด CFD มีต้นทุนหลายประเภทที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
ค่าสเปรด (Spreads): ส่วนต่างระหว่างราคาขาย (Bid) และราคาซื้อ (Ask) ซึ่งมีผลต่อต้นทุนในการเข้าและออกจากสถานะ
ค่าคอมมิชชั่น (Commissions): โบรกเกอร์บางรายอาจเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นต่อการเทรดหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของ CFD หุ้น
ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน (Overnight Financing / Swap Fees): หากคุณถือสถานะ CFD ข้ามคืน จะมีการคิดดอกเบี้ยตามอัตราเลเวอเรจและอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ค่าธรรมเนียมในกรณีที่บัญชีไม่มีการใช้งาน (Inactivity Fees): โบรกเกอร์บางรายอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หากบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลาหนึ่ง
การเข้าใจต้นทุนเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารค่าใช้จ่ายในการเทรดและเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร
การเทรด CFD มีทั้งโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงที่มาพร้อมกัน
ผลตอบแทนที่อาจสูงกว่า: ต่างจากการลงทุนแบบดั้งเดิมที่การกำไรอาจจำกัดอยู่แค่เงินปันผลหรือดอกเบี้ย CFD เปิดโอกาสให้คุณทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาสูงขึ้นและราคาลดลง
เข้าถึงตลาดที่หลากหลาย: CFD เปิดตลาดให้คุณสามารถเทรดเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนี ซึ่งการกระจายการลงทุนนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการเทรดได้มากขึ้น
เลเวอเรจ: หนึ่งในลักษณะเด่นของการเทรด CFD คือการใช้เลเวอเรจ ซึ่งสามารถขยายศักยภาพในการทำกำไรของคุณให้มากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์จริง: ต่างจากการลงทุนแบบดั้งเดิม การเทรด CFD ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง คุณสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาได้ โดยไม่ต้องถือหรือเก็บรักษาสินทรัพย์จริง
สภาพคล่องสูง: ตลาด CFD มักมีสภาพคล่องสูง ทำให้คุณสามารถเปิดหรือปิดสถานะได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เกิดปัญหาราคาไถล (Slippage) มากนัก
ความผันผวนสูง: ตลาดการเงินมีความผันผวนโดยธรรมชาติ และราคาสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่การขาดทุนจำนวนมากได้
เลเวอเรจ: แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร แต่ก็สามารถขยายขนาดของการขาดทุนได้เช่นกัน ซึ่งอาจมากกว่ามูลค่าการลงทุนเริ่มต้นของคุณ
ความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk): ในการเทรด CFD คุณต้องพึ่งพาโบรกเกอร์ในการดำเนินการตามข้อตกลง หากโบรกเกอร์ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ คุณอาจเผชิญความเสี่ยงทางการเงิน การเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจึงมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงนี้
ต้นทุนและค่าธรรมเนียม: การเทรด CFD มีค่าใช้จ่ายหลายประเภท เช่น ค่าสเปรด ค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน (swap/overnight financing) ค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ซึ่งต้นทุนเหล่านี้อาจกระทบต่อผลกำไรของคุณได้ จึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนเริ่มเทรด
ขาดสิทธิประโยชน์จากการถือครองสินทรัพย์: เนื่องจากการเทรด CFD ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง คุณจึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เงินปันผล สิทธิในการออกเสียง หรือสิทธิอื่น ๆ ที่มักมากับการลงทุนแบบดั้งเดิม
การเทรด CFD เปิดโอกาสให้คุณสามารถเก็งกำไรจากราคาสินทรัพย์ได้ โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ซึ่งช่วยให้สามารถทำกำไรได้ ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง
เลเวอเรจช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ต้นทุนในการเทรดประกอบด้วย ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน และค่าธรรมเนียมในกรณีที่บัญชีไม่มีการใช้งาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
การเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแล และทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาร์จิ้น จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างประสบการณ์การเทรดที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
สรุปท้ายบท การเทรด CFD เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ แม้ว่า CFD จะมีข้อดีหลายด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
ในบทเรียนต่อไป เราจะเจาะลึกกลไกการเทรด CFD รวมถึงวิธีจัดการและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเทรดรูปแบบนี้
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด