Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

แนะนำการเทรด CFD

ขอต้อนรับสู่บทเรียนแรกของคอร์สพื้นฐานการเทรด CFD สำหรับมือใหม่

คอร์สนี้จะอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเทรด CFD พร้อมแนะแนวทางสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มเทรด CFD ครั้งแรก

 

CFD คืออะไร?

CFD หรือ ชื่อเต็มว่า สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference) คือ สัญญาทางการเงินที่เปิดโอกาส ให้คุณทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ

คุณจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ ตั้งแต่เวลาที่เปิดสัญญาจนถึงเวลาที่ปิดสัญญา

ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ

  1. สมมุติว่าคุณคาดว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่ที่ $10 จะปรับตัวขึ้นเป็น $15

  2. คุณจึงเปิดสัญญา CFD ที่ราคา $10

  3. เมื่อราคาสินทรัพย์ขึ้นไปถึง $15 คุณปิดสัญญาและรับกำไรจากส่วนต่างราคา

กรณีนี้ กำไรของคุณ คือ $5 ($15 - $10) แต่ถ้าราคากลับปรับลดลงเหลือ $5 แทน คุณจะต้องจ่ายส่วนต่าง $5 ซึ่งทำให้คุณขาดทุนในการเทรดนี้

 

การเทรด CFD ทำงานอย่างไร?

คุณสามารถเทรด CFD ผ่านโบรกเกอร์ ที่ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับโบรกเกอร์ CFD และบทบาทต่างๆ เราจะอธิบายเพิ่มเติมในภายหลัง

แต่ก่อนอื่น ให้เข้าใจก่อนว่า โบรกเกอร์ CFD ทำหน้าที่เหมือนคนกลางระหว่างคุณในฐานะนักเทรดเดอร์ กับตลาด CFD โบรกเกอร์จะเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเทรด เครื่องมือที่จำเป็น และช่องทางเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลาย

เมื่อคุณเปิดบัญชีเทรดจริงกับโบรกเกอร์แล้ว คุณสามารถเลือกสินทรัพย์ที่ต้องการเทรดได้ทันที มีตัวเลือกมากมายในการเทรด CFD ไม่ว่าจะเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน คริปโต ฟอเร็กซ์ ดัชนี และอื่น ๆ

 

การเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อ vs. การเข้าเก็งกำไรฝั่งขาย

เมื่อคุณเลือกสินทรัพย์ที่ต้องการเทรดแล้ว คุณจะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจทิศทางราคาของมัน

จากการเคลื่อนไหวของราคา มีตำแหน่งหลักอยู่ 2 ประเภทในการเทรด CFD ได้แก่: การเก็งกำไรฝั่งซื้อ (long) และ การเก็งกำไรฝั่งขาย (short)

  • Going long หมายถึง การเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อ

  • Going short หมายถึง การเข้าเก็งกำไรฝั่งขาย

 

การเก็งกำไรฝั่งซื้อ (Going Long)

หากคุณเชื่อว่า ราคาของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น คุณจะเข้าสู่ ตำแหน่งฝั่งซื้อ (long) โดยหวังว่าจะขายสินทรัพย์นั้นในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างเช่น คุณคิดว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่ที่ $10 จะเพิ่มขึ้นเป็น $20

  • คุณเข้าสู่การเทรดผ่านบัญชีจริงของคุณบนแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ โดยซื้อสัญญาหนึ่งฉบับสำหรับสินทรัพย์นี้ในราคาที่ $10

  • ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ราคาของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น $20

  • คุณตัดสินใจปิดตำแหน่งและรับกำไรของคุณ

  • คุณขายสัญญาของคุณในราคา $20 และทำกำไรได้ $10

 

การเข้าเก็งกำไรฝั่งขาย (Going Short)

อย่างไรก็ตาม หากคุณเชื่อว่าราคาของสินทรัพย์จะลดลง คุณจะเข้าสู่ ตำแหน่งฝั่งขาย (short) โดยมีเป้าหมายเพื่อซื้อคืนสัญญาในราคาที่ต่ำกว่า

ตัวอย่างเช่น คุณคิดว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่ที่ $20 จะลดลงเหลือ $10

  • คุณทำการเทรดโดยขายสัญญาหนึ่งฉบับของสินทรัพย์นี้ในราคา $20

  • ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ราคาของสินทรัพย์ลดลงเหลือ $10

  • คุณตัดสินใจปิดตำแหน่งและรับกำไรของคุณ

  • คุณซื้อคืนสัญญา และรับกำไร $10

แน่นอนว่าเมื่อคุณเริ่มเทรด CFD อย่างจริงจัง คุณจะเทรดด้วยจำนวนสัญญาที่มากกว่าหนึ่งฉบับ ดังนั้น ศักยภาพในการทำกำไรของคุณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การเทรด CFD มีความเสี่ยง เพราะคุณจะสูญเสียเงิน หากการคาดการณ์ราคาของคุณ ไม่ถูกต้อง

 

รายละเอียดของสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD): เลเวอเรจ, มาร์จิ้น และค่าสเปรด

ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมในการเทรด CFD ที่คุณควรทำความเข้าใจให้ดี โดยเฉพาะเรื่อง เลเวอเรจ (Leverage), มาร์จิ้น (Margin) และ ค่าสเปรด (Spread)

 

เลเวอเรจ (Leverage)

เลเวอเรจช่วยให้คุณสามารถควบคุมขนาดการเทรดที่ใหญ่ขึ้นได้ แม้จะใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อย

ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปิดการเทรดมูลค่า $10,000 ได้ โดยใช้เงินฝากเพียง $1,000 โบรกเกอร์ CFD เสนอทางเลือกนี้เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรได้มากขึ้น

การเทรด CFD ใช้เลเวอเรจซึ่งแสดงในรูปแบบอัตราส่วน เช่น 1:10 หรือ 1:50 โดยอัตราส่วนดังกล่าวสะท้อนถึงจำนวนเท่าที่ขนาดของสถานะการเทรดสามารถเพิ่มขึ้นได้ เมื่อเทียบกับเงินทุนของเทรดเดอร์

ตัวอย่างเช่น หากใช้เลเวอเรจ 1:10 คุณสามารถควบคุมสถานะมูลค่า $10,000 ได้ ด้วยเงินทุนของตัวเองเพียง $1,000 ในทำนองเดียวกัน เลเวอเรจ 1:50 หมายความว่า สำหรับทุก ๆ $1 ของเงินทุนคุณ
คุณสามารถเปิดการเทรดได้มูลค่า $50

อย่างไรก็ตาม แม้การเทรดด้วยเลเวอเรจจะสร้างโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของการขาดทุนอย่างรุนแรงเช่นกัน เนื่องจากผลขาดทุนอาจเกินกว่าจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นของคุณได้

 

มาร์จิ้น (Margin)

มาร์จิ้น คือ เงินที่คุณจำเป็นต้องวางไว้เพื่อเปิดและรักษาสถานะการเทรด CFD ซึ่งจะถูกคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมของสถานะนั้น

เมื่อคุณเปิดสถานะ CFD คุณจะต้องวางเงินประกันส่วนหนึ่งของมูลค่าการเทรด ซึ่งเรียกว่ามาร์จิ้น เงื่อนไขของมาร์จิ้นที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น ความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง และนโยบายของโบรกเกอร์แต่ละราย

โบรกเกอร์จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของมาร์จิ้น โดยทั่วไปมักอยู่ในช่วง 1% ถึง 50% ของขนาดสถานะทั้งหมด สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอาจมีการกำหนดมาร์จิ้นในระดับที่สูงกว่า

 

ค่าสเปรด (Spread)

ค่าสเปรดในการเทรด CFD หมายถึง ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของสินทรัพย์ ค่าสเปรดเป็นวิธีหลักที่โบรกเกอร์ใช้ในการสร้างรายได้จากการเทรด CFD

ตัวอย่างเช่น หากราคาซื้อของหุ้น CFD อยู่ที่ $10 และราคาขายอยู่ที่ $9.90 ค่าสเปรดจะเท่ากับ $0.10

ขนาดของค่าสเปรดส่งผลต่อต้นทุนรวมของการเทรด ค่าสเปรดที่ต่ำกว่าจะเป็นผลดีต่อเทรดเดอร์มากกว่า
เพราะช่วยลดต้นทุนในการเปิดและปิดสถานะการเทรด

 

ต้นทุนและค่าธรรมเนียมในการเทรด CFD

การเทรด CFD มีต้นทุนหลายประเภทที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร

  • ค่าสเปรด (Spreads): ส่วนต่างระหว่างราคาขาย (Bid) และราคาซื้อ (Ask) ซึ่งมีผลต่อต้นทุนในการเข้าและออกจากสถานะ

  • ค่าคอมมิชชั่น (Commissions): โบรกเกอร์บางรายอาจเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นต่อการเทรดหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของ CFD หุ้น

  • ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน (Overnight Financing / Swap Fees): หากคุณถือสถานะ CFD ข้ามคืน จะมีการคิดดอกเบี้ยตามอัตราเลเวอเรจและอัตราดอกเบี้ยในตลาด

  • ค่าธรรมเนียมในกรณีที่บัญชีไม่มีการใช้งาน (Inactivity Fees): โบรกเกอร์บางรายอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หากบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การเข้าใจต้นทุนเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารค่าใช้จ่ายในการเทรดและเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร

 

ข้อดีและความเสี่ยงของการเทรด CFD

การเทรด CFD มีทั้งโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงที่มาพร้อมกัน

 

ข้อดี

  • ผลตอบแทนที่อาจสูงกว่า: ต่างจากการลงทุนแบบดั้งเดิมที่การกำไรอาจจำกัดอยู่แค่เงินปันผลหรือดอกเบี้ย CFD เปิดโอกาสให้คุณทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาสูงขึ้นและราคาลดลง

  • เข้าถึงตลาดที่หลากหลาย: CFD เปิดตลาดให้คุณสามารถเทรดเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย
     ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนี ซึ่งการกระจายการลงทุนนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการเทรดได้มากขึ้น

  • เลเวอเรจ: หนึ่งในลักษณะเด่นของการเทรด CFD คือการใช้เลเวอเรจ ซึ่งสามารถขยายศักยภาพในการทำกำไรของคุณให้มากขึ้น

  • ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์จริง: ต่างจากการลงทุนแบบดั้งเดิม การเทรด CFD ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง คุณสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาได้ โดยไม่ต้องถือหรือเก็บรักษาสินทรัพย์จริง

  • สภาพคล่องสูง: ตลาด CFD มักมีสภาพคล่องสูง ทำให้คุณสามารถเปิดหรือปิดสถานะได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เกิดปัญหาราคาไถล (Slippage) มากนัก

 

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนสูง: ตลาดการเงินมีความผันผวนโดยธรรมชาติ และราคาสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่การขาดทุนจำนวนมากได้

  • เลเวอเรจ: แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร แต่ก็สามารถขยายขนาดของการขาดทุนได้เช่นกัน ซึ่งอาจมากกว่ามูลค่าการลงทุนเริ่มต้นของคุณ

  • ความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk): ในการเทรด CFD คุณต้องพึ่งพาโบรกเกอร์ในการดำเนินการตามข้อตกลง หากโบรกเกอร์ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ คุณอาจเผชิญความเสี่ยงทางการเงิน การเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจึงมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงนี้

  • ต้นทุนและค่าธรรมเนียม: การเทรด CFD มีค่าใช้จ่ายหลายประเภท เช่น ค่าสเปรด ค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน (swap/overnight financing) ค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ซึ่งต้นทุนเหล่านี้อาจกระทบต่อผลกำไรของคุณได้ จึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนเริ่มเทรด

  • ขาดสิทธิประโยชน์จากการถือครองสินทรัพย์: เนื่องจากการเทรด CFD ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง คุณจึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เงินปันผล สิทธิในการออกเสียง หรือสิทธิอื่น ๆ ที่มักมากับการลงทุนแบบดั้งเดิม

 

สรุปบทเรียน

  • การเทรด CFD เปิดโอกาสให้คุณสามารถเก็งกำไรจากราคาสินทรัพย์ได้ โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ซึ่งช่วยให้สามารถทำกำไรได้ ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง

  • เลเวอเรจช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

  • ต้นทุนในการเทรดประกอบด้วย ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน และค่าธรรมเนียมในกรณีที่บัญชีไม่มีการใช้งาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร

  • การเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแล และทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาร์จิ้น จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างประสบการณ์การเทรดที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

สรุปท้ายบท การเทรด CFD เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ แม้ว่า CFD จะมีข้อดีหลายด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

ในบทเรียนต่อไป เราจะเจาะลึกกลไกการเทรด CFD รวมถึงวิธีจัดการและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเทรดรูปแบบนี้

ถัดไป: สินทรัพย์ที่สามารถเทรดได้ในตลาด CFD
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด