Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  คู่มือ การซื้อขาย CFD   Breadcrumb right  กลยุทธ์ การเทรด CFD ที่ได้รับความนิยม

กลยุทธ์การเทรด CFD ที่ได้รับความนิยม

หากคุณต้องการสร้างกลยุทธ์การเทรดของตัวเองครั้งแรก ควรเริ่มจากศึกษากลยุทธ์ที่เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จใช้อยู่แล้ว การดูว่ากลยุทธ์ใดได้ผลกับเทรดเดอร์คนอื่น และนำมาปรับให้เข้ากับความชอบ และสไตล์การเทรดของคุณ จะช่วยให้วางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะไปสำรวจว่ามีกลยุทธ์แบบใดบ้างที่เทรดเดอร์ทั่วโลกนิยมใช้กันในบทนี้

 

1. กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม

กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม คือ การระบุและเข้าเทรดไปในทิศทางเดียวกับ แนวโน้มหลักของตลาด กลยุทธ์นี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า แนวโน้มมักจะดำเนินต่อไป หรือมีความต่อเนื่องในระยะหนึ่ง

การใช้กลยุทธ์นี้จะเน้นทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น การเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อเมื่อราคากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือเข้าเก็งกำไรฝั่งขายเมื่อราคากำลังอยู่ในช่วงขาลง

trend-trading

ตัวอย่างเช่น หากราคาของสินทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์นี้อาจเปิดการเข้า เก็งกำไรฝั่งซื้อ (long position) เพื่อทำกำไรจากแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นนั้น

กลยุทธ์นี้มักอิงกับการใช้เครื่องมือ วิเคราะห์ทางเทคนิค (technical indicators) เพื่อยืนยันว่าแนวโน้มมีอยู่จริง และมีความแข็งแกร่งเพียงใด

 

ข้อดี

  • มีโอกาสทำกำไรสูงในช่วงที่เกิดแนวโน้มแรงและต่อเนื่อง

  • ช่วยให้การตัดสินใจเทรดง่ายขึ้น โดยเน้นที่ทิศทางของแรงส่งตลาด

  • มีจุดเข้าและออกที่ชัดเจนจากสัญญาณของอินดิเคเตอร์

 

ข้อจำกัด

  • อาจมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนในช่วงที่ตลาดเกิดการพักตัวหรือกลับทิศทาง

  • ต้องมีวินัยสูงในการยึดตามแผนและหลีกเลี่ยงการออกจากเทรดเร็วเกินไป

  • ประสิทธิภาพต่ำลงเมื่ออยู่ในภาวะตลาดที่ผันผวนสูง

 

2. กลยุทธ์การเทรดทะลุแนวรับแนวต้าน

กลยุทธ์นี้ เป็นแนวทางที่นักเทรดใช้ทำกำไรจากราคา ที่ทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้าน ที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเหมือนการรอให้ราคาทะลุกำแพงบางอย่างออกไป ซึ่งมักบ่งบอกถึงการเปลี่ยนทิศทางของตลาด

breakout-strategy

เมื่อราคา ทะลุแนวต้านขึ้นไป หรือ หลุดแนวรับลงมา พร้อมแรงส่งที่ชัดเจน นักเทรดจะเปิดสถานะตามทิศทางเทรนด์นั้น เพื่อเกาะไปตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น คุณสังเกตเห็นว่าราคาหุ้นตัวหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บริเวณระดับ $50 มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเรียกว่า ช่วงสะสม (consolidation phase)

เมื่อราคาทะลุขึ้นเหนือ $50 ไปพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น คุณจึงเปิด สถานะ Long เพราะถือเป็นสัญญาณของ “แรงโมเมนตัมขาขึ้น” ซึ่งบ่งบอกว่าราคามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นักเทรดจะวางคำสั่งหยุดขาดทุนไว้ต่ำกว่าระดับแนวที่ทะลุเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยง

 

วิธีหลีกการเลี่ยงการทะลุหลอก

ราคาจะเคลื่อนตัวทะลุ แนวรับ หรือแนวต้าน เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถยืนอยู่เหนือ หรือใต้ระดับนั้นได้อย่างมั่นคง

สถานการณ์เช่นนี้ เรียกว่า การทะลุหลอก หรือ false breakout เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอก ควรรอการยืนยันก่อนเข้าซื้อขาย เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ราคาสามารถยืนอยู่เหนือ หรือใต้ระดับ breakout ได้อย่างชัดเจน ปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นมักช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของ การทะลุจริง นอกจากนี้ การดูหลายกรอบเวลา (timeframes) ยังช่วยยืนยันความแข็งแรงของสัญญาณได้อีกด้วย

หากราคากลับมารีเทสบริเวณที่ทะลุ แนวโน้มที่เกิดขึ้นจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และคุณยังสามารถใช้ Indicator ทางเทคนิค เช่น RSI, MACD หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อยืนยันทิศทางของแนวโน้ม

 

ข้อดี

  • มีโอกาสสร้างกำไรจำนวนมาก จากการเคลื่อนไหวของราคาที่ทะลุ แนวรับ หรือแนวต้าน อย่างแข็งแรง

  • ให้สัญญาณเข้าและออกที่ชัดเจน โดยอ้างอิงจากการทะลุระดับราคาสำคัญ

  • ให้โอกาสทำกำไรสูงโดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ หากมีการตั้งคำสั่งหยุดขาดทุนไว้อย่างเหมาะสม

 

ข้อเสีย

  • หากเป็นการทะลุหลอก อาจทำให้ขาดทุนได้หากราคากลับตัวอย่างรวดเร็ว

  • ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าทำการซื้อขายทันทีหลังจากเกิดการทะลุ

  • อาจใช้ไม่ได้ผลในตลาดที่ผันผวนหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบซึ่งมีสัญญาณหลอกเกิดขึ้นบ่อย

 

3. กลยุทธ์การเก็งกำไรระยะสั้น

กลยุทธ์แบบ Scalping คือการเทรดหลายครั้งด้วยขนาดเล็กภายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กน้อย

ผู้ที่ใช้กลยุทธ์นี้หรือ Scalper มักจะเปิดและปิดสถานะ ภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที โดยอาศัย การส่งคำสั่งที่รวดเร็ว และ ค่าสเปรดที่ต่ำ เพื่อสะสมกำไรเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์สาย Scalping สังเกตเห็นความผันผวนระยะสั้นของคู่สกุลเงินหนึ่ง และเข้าเทรดหลายครั้งด้วยขนาดสถานะเล็ก โดยอาศัยการเทรดที่ถี่ตลอดทั้งวัน เพื่อเก็บกำไรจากการขยับของราคาเพียงไม่กี่พิป (pips)

กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว วินัยในการเทรด และการเข้าถึงข้อมูลราคาตลาดแบบเรียลไทม์

 

ข้อดี

  • มีโอกาสทำกำไรได้อย่างรวดเร็วจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อย

  • สร้างโอกาสในการเทรดได้หลายครั้งตลอดทั้งวัน

  • ใช้ประโยชน์จากตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและสเปรดแคบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ทักษะการเทรดระดับสูง การมีวินัย และสมาธิอย่างมาก

  • มีความเสี่ยงที่จะเสียผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น สเปรดและค่าคอมมิชชั่น

  • โอกาสทำกำไรต่อครั้งมีจำกัด จึงต้องเทรดบ่อยมากเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมที่น่าพอใจ

 

4. กลยุทธ์ Hedging (การป้องกันความเสี่ยง)

การทำ Hedging คือกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่ใช้ การเปิดสถานะในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวนหรือไม่เป็นไปตามคาด

หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนการวางเดิมพันกับทั้งสองฝั่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากผลไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้

ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์รายหนึ่งถือสถานะ Long ในหุ้นตัวหนึ่ง แต่มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงขาลงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของตลาด

เพื่อป้องกัน การขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาจึง เปิดสถานะ Short ในสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นที่เกี่ยวข้อง เผื่อว่าตำแหน่ง Long อาจไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดไว้

หากราคาหุ้นปรับตัวลดลง การขาดทุนในสถานะ Long อาจได้รับการชดเชยบางส่วนหรือทั้งหมดจากกำไรในสถานะ Short ที่ถือไว้

 

ข้อดี

  • ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์

  • เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ยังถือสถานะในตลาดได้ ขณะเดียวกันก็จำกัดความเสี่ยงขาดทุน

  • สามารถนำไปใช้บริหารความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่ผันผวนหรือไม่แน่นอนได้

 

ข้อเสีย

  • อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น มาร์จิ้นที่ต้องวางเพิ่ม หรือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม

  • ต้องใช้การวิเคราะห์และการตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อวางกลยุทธ์ Hedging ให้มีประสิทธิภาพ

  • หากเฮดจ์มากเกินไป หรือเลือกจังหวะผิด อาจทำให้พลาดโอกาสทำกำไร หรือยิ่งขาดทุนเพิ่มมากขึ้นได้

 

5. กลยุทธ์การเทรดแบบถือสถานะระยะยาว

Position Trading คือ กลยุทธ์การลงทุนระยะยาวที่เน้น การถือครองสถานะเป็นเวลานาน ตั้งแต่ หลายสัปดาห์ หลายเดือน ไปจนถึง หลายปี

นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์นี้จะมุ่งหวังทำกำไร จากการเคลื่อนไหวของราคาที่มีขนาดใหญ่ โดยอาศัยแนวโน้มของตลาดและวัฏจักรทางเศรษฐกิจในระยะยาว

position-trading

ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์คนหนึ่งสังเกตเห็นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวของราคาน้ำมันดิบ โดยอิงจากปัจจัยด้านอุปสงค์–อุปทานและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

เขาจึงเปิดสถานะ Long ในน้ำมันดิบฟิวเจอร์ส หรือหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปอีกหลายเดือน เทรดเดอร์รายนี้จะถือสถานะไว้จนกว่า จะมีสัญญาณของการกลับทิศ หรือแนวโน้มที่เริ่มอ่อนแรง

 

ข้อดี

  • ช่วยให้นักเทรดสามารถทำกำไร จากแนวโน้มหลักของตลาด และวัฏจักรเศรษฐกิจได้ อย่างมีนัยสำคัญ

  • อาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค ในการหาจังหวะลงทุนระยะยาว

  • มีความยืดหยุ่นในการถือครอง สถานะเป็นเวลานาน จึงไม่ต้องติดตามหน้าจอบ่อย หรือเทรดถี่เกินไป

 

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ความอดทนและวินัยสูงในการรับมือกับความผันผวนของราคาระยะสั้น

  • มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ข่าวเศรษฐกิจหรือการเมือง ที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มระยะยาว

  • ความถี่ในการเทรดค่อนข้างต่ำ อาจทำให้พอร์ตเติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่เทรดบ่อยกว่า

 

6. กลยุทธ์การเทรดแบบสวิง (Swing Trading)

กลยุทธ์ swing trading คือ การถือครองสถานะเป็นระยะเวลา ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระดับกลาง

นักเทรดสายสวิงจะ วิเคราะห์แนวโน้มของตลาด ใช้เครื่องมือทางเทคนิค และรูปแบบของกราฟราคา เพื่อระบุจุดเข้าและออกที่เหมาะสม

swing-trading

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านักเทรดแบบสวิงสังเกตเห็นว่า หุ้นตัวหนึ่งกำลังก่อตัวเป็นแพตเทิร์นขาขึ้น จึงเข้าซื้อเมื่อราคาลงมาที่ระดับแนวรับ และถือครองจนกว่าจะขึ้นไปถึงระดับแนวต้าน

โดยการจับจังหวะราคาที่แกว่งตัว ในกรอบแนวโน้ม นักเทรดหวังที่จะเพิ่มกำไรให้มากที่สุด พร้อมทั้งจำกัดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด

 

ข้อดี

  • มีศักยภาพในการทำกำไรมากกว่า การเทรดแบบ Scalping หรือ Day Trading

  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เหมาะกับผู้ที่เทรดเป็นงานเสริมหรือพาร์ตไทม์

  • ได้ผลดีในตลาดที่มี แนวโน้มชัดเจน และเกิดการแกว่งตัวของราคาชัดเจน

 

ข้อเสีย

  • มีความเสี่ยงจากการถือ สถานะข้ามคืน หรือข้ามสุดสัปดาห์

  • ต้องใช้ความอดทน เนื่องจากการเทรดอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะไปถึงเป้าหมาย

  • อาจต้องถือสถานะผ่านช่วงที่ราคาผันผวนในระยะสั้น

 

7. กลยุทธ์เทรดตามช่องว่างราคา (Gap Trading)

กลยุทธ์ Gap Trading คือ การเก็งกำไรจากช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้น เมื่อสินทรัพย์เปิด ตลาดด้วยราคาที่สูงกว่า หรือต่ำกว่าราคาปิดของวัน ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักเกิดจากข่าวสาร หรือการประกาศผลประกอบการ

เทรดเดอร์มักใช้ เครื่องมือทางเทคนิค มาช่วยวิเคราะห์ช่องว่างของราคา เพื่อดูว่าจะเทรดตามแรงโมเมนตัมที่เกิดขึ้น หรือเตรียมรับมือกับการกลับตัวของราคาหลังจากช่องว่างนั้น

ตัวอย่างเช่น หากหุ้นตัวหนึ่งเปิดตลาดด้วย Gap ขาขึ้นที่ชัดเจน หลังประกาศผลประกอบการเชิงบวก เทรดเดอร์สาย Gap อาจเปิดสถานะ Long โดยคาดหวังว่าโมเมนตัมจะยังคงต่อเนื่อง

หากช่องว่างดูจะเกินความเหมาะสม พวกเขาอาจเลือกเทรดสวนแนวโน้ม โดยคาดว่าราคาจะมีการปรับฐานกลับลงมา

 

ข้อดี

  • ให้โอกาสทำกำไรสูงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • อ้างอิงจากรูปแบบราคาที่ชัดเจน ทำให้มองหาโอกาสเทรดได้ง่าย

  • สามารถนำไปใช้ได้กับหลายตลาด เช่น หุ้น หรือฟอเร็กซ์

 

ข้อเสีย

  • มีความเสี่ยงจากการทะลุหลอกหรือการกลับตัวของราคา

  • ต้องใช้การตัดสินใจที่รวดเร็วและระบบบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

  • ช่องว่างของราคาอาจนำไปสู่ Slippage และค่าธรรมเนียมการเทรดที่สูงขึ้น

 

สรุปบทเรียน

  • ในการสร้างกลยุทธ์การเทรดของคุณเอง ควรเริ่มต้นจากการศึกษากลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเทรด จากนั้นจึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสไตล์และความชอบส่วนบุคคล

  • กลยุทธ์ตามแนวโน้ม (Trend Following) เทรดตามทิศทางของแนวโน้มตลาด โดยมุ่งทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ต่อเนื่อง

  • กลยุทธ์การทะลุแนวรับแนวต้าน (Breakout) ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญ

  • กลยุทธ์สเกลป์ (Scalping) เปิดหลายออเดอร์ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อเก็บกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาทีละเล็กน้อย

  • กลยุทธ์เฮดจิ้ง (Hedging) ลดความเสี่ยงโดยการเปิดสถานะในทิศทางตรงข้ามกัน เพื่อชดเชยความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

  • กลยุทธ์การถือสถานะระยะยาว (Position Trading) ถือสถานะนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อเก็บกำไรจากแนวโน้มใหญ่ของตลาดหรือวัฏจักรเศรษฐกิจ

การเชี่ยวชาญใน กลยุทธ์การเทรด CFD ที่หลากหลายช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาด และบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเทรดระยะสั้นแบบ Scalping หรือการถือสถานะระยะยาวแบบ Position Trading การผสานการวิเคราะห์ ทั้งทางเทคนิค พื้นฐาน และอารมณ์ตลาดเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร พร้อมทั้งลดความเสี่ยงลงได้ในเวลาเดียวกัน

ถัดไป: จิตวิทยาในการเทรด CFD
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด