ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
หากคุณต้องการสร้างกลยุทธ์การเทรดของตัวเองครั้งแรก ควรเริ่มจากศึกษากลยุทธ์ที่เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จใช้อยู่แล้ว การดูว่ากลยุทธ์ใดได้ผลกับเทรดเดอร์คนอื่น และนำมาปรับให้เข้ากับความชอบ และสไตล์การเทรดของคุณ จะช่วยให้วางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะไปสำรวจว่ามีกลยุทธ์แบบใดบ้างที่เทรดเดอร์ทั่วโลกนิยมใช้กันในบทนี้
กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม คือ การระบุและเข้าเทรดไปในทิศทางเดียวกับ แนวโน้มหลักของตลาด กลยุทธ์นี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า แนวโน้มมักจะดำเนินต่อไป หรือมีความต่อเนื่องในระยะหนึ่ง
การใช้กลยุทธ์นี้จะเน้นทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น การเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อเมื่อราคากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือเข้าเก็งกำไรฝั่งขายเมื่อราคากำลังอยู่ในช่วงขาลง
ตัวอย่างเช่น หากราคาของสินทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์นี้อาจเปิดการเข้า เก็งกำไรฝั่งซื้อ (long position) เพื่อทำกำไรจากแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นนั้น
กลยุทธ์นี้มักอิงกับการใช้เครื่องมือ วิเคราะห์ทางเทคนิค (technical indicators) เพื่อยืนยันว่าแนวโน้มมีอยู่จริง และมีความแข็งแกร่งเพียงใด
มีโอกาสทำกำไรสูงในช่วงที่เกิดแนวโน้มแรงและต่อเนื่อง
ช่วยให้การตัดสินใจเทรดง่ายขึ้น โดยเน้นที่ทิศทางของแรงส่งตลาด
มีจุดเข้าและออกที่ชัดเจนจากสัญญาณของอินดิเคเตอร์
อาจมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนในช่วงที่ตลาดเกิดการพักตัวหรือกลับทิศทาง
ต้องมีวินัยสูงในการยึดตามแผนและหลีกเลี่ยงการออกจากเทรดเร็วเกินไป
ประสิทธิภาพต่ำลงเมื่ออยู่ในภาวะตลาดที่ผันผวนสูง
กลยุทธ์นี้ เป็นแนวทางที่นักเทรดใช้ทำกำไรจากราคา ที่ทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้าน ที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเหมือนการรอให้ราคาทะลุกำแพงบางอย่างออกไป ซึ่งมักบ่งบอกถึงการเปลี่ยนทิศทางของตลาด
เมื่อราคา ทะลุแนวต้านขึ้นไป หรือ หลุดแนวรับลงมา พร้อมแรงส่งที่ชัดเจน นักเทรดจะเปิดสถานะตามทิศทางเทรนด์นั้น เพื่อเกาะไปตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น คุณสังเกตเห็นว่าราคาหุ้นตัวหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บริเวณระดับ $50 มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเรียกว่า ช่วงสะสม (consolidation phase)
เมื่อราคาทะลุขึ้นเหนือ $50 ไปพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น คุณจึงเปิด สถานะ Long เพราะถือเป็นสัญญาณของ “แรงโมเมนตัมขาขึ้น” ซึ่งบ่งบอกว่าราคามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นักเทรดจะวางคำสั่งหยุดขาดทุนไว้ต่ำกว่าระดับแนวที่ทะลุเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยง
ราคาจะเคลื่อนตัวทะลุ แนวรับ หรือแนวต้าน เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถยืนอยู่เหนือ หรือใต้ระดับนั้นได้อย่างมั่นคง
สถานการณ์เช่นนี้ เรียกว่า การทะลุหลอก หรือ false breakout เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอก ควรรอการยืนยันก่อนเข้าซื้อขาย เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ราคาสามารถยืนอยู่เหนือ หรือใต้ระดับ breakout ได้อย่างชัดเจน ปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นมักช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของ การทะลุจริง นอกจากนี้ การดูหลายกรอบเวลา (timeframes) ยังช่วยยืนยันความแข็งแรงของสัญญาณได้อีกด้วย
หากราคากลับมารีเทสบริเวณที่ทะลุ แนวโน้มที่เกิดขึ้นจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และคุณยังสามารถใช้ Indicator ทางเทคนิค เช่น RSI, MACD หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อยืนยันทิศทางของแนวโน้ม
มีโอกาสสร้างกำไรจำนวนมาก จากการเคลื่อนไหวของราคาที่ทะลุ แนวรับ หรือแนวต้าน อย่างแข็งแรง
ให้สัญญาณเข้าและออกที่ชัดเจน โดยอ้างอิงจากการทะลุระดับราคาสำคัญ
ให้โอกาสทำกำไรสูงโดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ หากมีการตั้งคำสั่งหยุดขาดทุนไว้อย่างเหมาะสม
หากเป็นการทะลุหลอก อาจทำให้ขาดทุนได้หากราคากลับตัวอย่างรวดเร็ว
ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าทำการซื้อขายทันทีหลังจากเกิดการทะลุ
อาจใช้ไม่ได้ผลในตลาดที่ผันผวนหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบซึ่งมีสัญญาณหลอกเกิดขึ้นบ่อย
กลยุทธ์แบบ Scalping คือการเทรดหลายครั้งด้วยขนาดเล็กภายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กน้อย
ผู้ที่ใช้กลยุทธ์นี้หรือ Scalper มักจะเปิดและปิดสถานะ ภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที โดยอาศัย การส่งคำสั่งที่รวดเร็ว และ ค่าสเปรดที่ต่ำ เพื่อสะสมกำไรเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์สาย Scalping สังเกตเห็นความผันผวนระยะสั้นของคู่สกุลเงินหนึ่ง และเข้าเทรดหลายครั้งด้วยขนาดสถานะเล็ก โดยอาศัยการเทรดที่ถี่ตลอดทั้งวัน เพื่อเก็บกำไรจากการขยับของราคาเพียงไม่กี่พิป (pips)
กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว วินัยในการเทรด และการเข้าถึงข้อมูลราคาตลาดแบบเรียลไทม์
มีโอกาสทำกำไรได้อย่างรวดเร็วจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อย
สร้างโอกาสในการเทรดได้หลายครั้งตลอดทั้งวัน
ใช้ประโยชน์จากตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและสเปรดแคบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องใช้ทักษะการเทรดระดับสูง การมีวินัย และสมาธิอย่างมาก
มีความเสี่ยงที่จะเสียผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น สเปรดและค่าคอมมิชชั่น
โอกาสทำกำไรต่อครั้งมีจำกัด จึงต้องเทรดบ่อยมากเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมที่น่าพอใจ
การทำ Hedging คือกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่ใช้ การเปิดสถานะในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวนหรือไม่เป็นไปตามคาด
หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนการวางเดิมพันกับทั้งสองฝั่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากผลไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้
ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์รายหนึ่งถือสถานะ Long ในหุ้นตัวหนึ่ง แต่มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงขาลงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของตลาด
เพื่อป้องกัน การขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาจึง เปิดสถานะ Short ในสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นที่เกี่ยวข้อง เผื่อว่าตำแหน่ง Long อาจไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดไว้
หากราคาหุ้นปรับตัวลดลง การขาดทุนในสถานะ Long อาจได้รับการชดเชยบางส่วนหรือทั้งหมดจากกำไรในสถานะ Short ที่ถือไว้
ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์
เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ยังถือสถานะในตลาดได้ ขณะเดียวกันก็จำกัดความเสี่ยงขาดทุน
สามารถนำไปใช้บริหารความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่ผันผวนหรือไม่แน่นอนได้
อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น มาร์จิ้นที่ต้องวางเพิ่ม หรือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม
ต้องใช้การวิเคราะห์และการตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อวางกลยุทธ์ Hedging ให้มีประสิทธิภาพ
หากเฮดจ์มากเกินไป หรือเลือกจังหวะผิด อาจทำให้พลาดโอกาสทำกำไร หรือยิ่งขาดทุนเพิ่มมากขึ้นได้
Position Trading คือ กลยุทธ์การลงทุนระยะยาวที่เน้น การถือครองสถานะเป็นเวลานาน ตั้งแต่ หลายสัปดาห์ หลายเดือน ไปจนถึง หลายปี
นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์นี้จะมุ่งหวังทำกำไร จากการเคลื่อนไหวของราคาที่มีขนาดใหญ่ โดยอาศัยแนวโน้มของตลาดและวัฏจักรทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์คนหนึ่งสังเกตเห็นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวของราคาน้ำมันดิบ โดยอิงจากปัจจัยด้านอุปสงค์–อุปทานและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
เขาจึงเปิดสถานะ Long ในน้ำมันดิบฟิวเจอร์ส หรือหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปอีกหลายเดือน เทรดเดอร์รายนี้จะถือสถานะไว้จนกว่า จะมีสัญญาณของการกลับทิศ หรือแนวโน้มที่เริ่มอ่อนแรง
ช่วยให้นักเทรดสามารถทำกำไร จากแนวโน้มหลักของตลาด และวัฏจักรเศรษฐกิจได้ อย่างมีนัยสำคัญ
อาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค ในการหาจังหวะลงทุนระยะยาว
มีความยืดหยุ่นในการถือครอง สถานะเป็นเวลานาน จึงไม่ต้องติดตามหน้าจอบ่อย หรือเทรดถี่เกินไป
ต้องใช้ความอดทนและวินัยสูงในการรับมือกับความผันผวนของราคาระยะสั้น
มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ข่าวเศรษฐกิจหรือการเมือง ที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มระยะยาว
ความถี่ในการเทรดค่อนข้างต่ำ อาจทำให้พอร์ตเติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่เทรดบ่อยกว่า
กลยุทธ์ swing trading คือ การถือครองสถานะเป็นระยะเวลา ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระดับกลาง
นักเทรดสายสวิงจะ วิเคราะห์แนวโน้มของตลาด ใช้เครื่องมือทางเทคนิค และรูปแบบของกราฟราคา เพื่อระบุจุดเข้าและออกที่เหมาะสม
ตัวอย่างเช่น สมมติว่านักเทรดแบบสวิงสังเกตเห็นว่า หุ้นตัวหนึ่งกำลังก่อตัวเป็นแพตเทิร์นขาขึ้น จึงเข้าซื้อเมื่อราคาลงมาที่ระดับแนวรับ และถือครองจนกว่าจะขึ้นไปถึงระดับแนวต้าน
โดยการจับจังหวะราคาที่แกว่งตัว ในกรอบแนวโน้ม นักเทรดหวังที่จะเพิ่มกำไรให้มากที่สุด พร้อมทั้งจำกัดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
มีศักยภาพในการทำกำไรมากกว่า การเทรดแบบ Scalping หรือ Day Trading
ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เหมาะกับผู้ที่เทรดเป็นงานเสริมหรือพาร์ตไทม์
ได้ผลดีในตลาดที่มี แนวโน้มชัดเจน และเกิดการแกว่งตัวของราคาชัดเจน
มีความเสี่ยงจากการถือ สถานะข้ามคืน หรือข้ามสุดสัปดาห์
ต้องใช้ความอดทน เนื่องจากการเทรดอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะไปถึงเป้าหมาย
อาจต้องถือสถานะผ่านช่วงที่ราคาผันผวนในระยะสั้น
กลยุทธ์ Gap Trading คือ การเก็งกำไรจากช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้น เมื่อสินทรัพย์เปิด ตลาดด้วยราคาที่สูงกว่า หรือต่ำกว่าราคาปิดของวัน ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักเกิดจากข่าวสาร หรือการประกาศผลประกอบการ
เทรดเดอร์มักใช้ เครื่องมือทางเทคนิค มาช่วยวิเคราะห์ช่องว่างของราคา เพื่อดูว่าจะเทรดตามแรงโมเมนตัมที่เกิดขึ้น หรือเตรียมรับมือกับการกลับตัวของราคาหลังจากช่องว่างนั้น
ตัวอย่างเช่น หากหุ้นตัวหนึ่งเปิดตลาดด้วย Gap ขาขึ้นที่ชัดเจน หลังประกาศผลประกอบการเชิงบวก เทรดเดอร์สาย Gap อาจเปิดสถานะ Long โดยคาดหวังว่าโมเมนตัมจะยังคงต่อเนื่อง
หากช่องว่างดูจะเกินความเหมาะสม พวกเขาอาจเลือกเทรดสวนแนวโน้ม โดยคาดว่าราคาจะมีการปรับฐานกลับลงมา
ให้โอกาสทำกำไรสูงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ้างอิงจากรูปแบบราคาที่ชัดเจน ทำให้มองหาโอกาสเทรดได้ง่าย
สามารถนำไปใช้ได้กับหลายตลาด เช่น หุ้น หรือฟอเร็กซ์
มีความเสี่ยงจากการทะลุหลอกหรือการกลับตัวของราคา
ต้องใช้การตัดสินใจที่รวดเร็วและระบบบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
ช่องว่างของราคาอาจนำไปสู่ Slippage และค่าธรรมเนียมการเทรดที่สูงขึ้น
ในการสร้างกลยุทธ์การเทรดของคุณเอง ควรเริ่มต้นจากการศึกษากลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเทรด จากนั้นจึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสไตล์และความชอบส่วนบุคคล
กลยุทธ์ตามแนวโน้ม (Trend Following) เทรดตามทิศทางของแนวโน้มตลาด โดยมุ่งทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ต่อเนื่อง
กลยุทธ์การทะลุแนวรับแนวต้าน (Breakout) ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญ
กลยุทธ์สเกลป์ (Scalping) เปิดหลายออเดอร์ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อเก็บกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาทีละเล็กน้อย
กลยุทธ์เฮดจิ้ง (Hedging) ลดความเสี่ยงโดยการเปิดสถานะในทิศทางตรงข้ามกัน เพื่อชดเชยความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
กลยุทธ์การถือสถานะระยะยาว (Position Trading) ถือสถานะนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อเก็บกำไรจากแนวโน้มใหญ่ของตลาดหรือวัฏจักรเศรษฐกิจ
การเชี่ยวชาญใน กลยุทธ์การเทรด CFD ที่หลากหลายช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาด และบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเทรดระยะสั้นแบบ Scalping หรือการถือสถานะระยะยาวแบบ Position Trading การผสานการวิเคราะห์ ทั้งทางเทคนิค พื้นฐาน และอารมณ์ตลาดเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร พร้อมทั้งลดความเสี่ยงลงได้ในเวลาเดียวกัน
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด