ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ตอนนี้คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับการเทรด CFD แล้ว และอาจกำลังอยากเริ่มต้นลงมือเทรด แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องวิเคราะห์ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดก่อน
ในการเทรด CFD มีการวิเคราะห์อยู่สองประเภทหลักๆ ที่ใช้ในการตัดสินใจ ได้แก่ การวิเคราะห์ทางเทคนิค และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
การวิเคราะห์ทางเทคนิค ตามชื่อของมัน ก็คือการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคนิค เพื่อคาดการณ์ทิศทางของราคาสินทรัพย์
การวิเคราะห์ประเภทนี้ประกอบด้วยการศึกษาสิ่งต่าง ๆ เช่น:
กราฟราคา
แนวรับและแนวต้าน
รูปแบบปริมาณการซื้อขาย
เส้นแนวโน้ม (Trendlines)
แพตเทิร์นแท่งเทียน (Candlestick patterns)
การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความสำคัญ เพราะช่วยให้คุณเข้าใจทิศทางของตลาด และสามารถกำหนดจุดเข้าและออกของการเทรดได้อย่างชัดเจน
ข้อได้เปรียบหลักๆของ การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ ความสามารถในการกำหนดเกณฑ์การตัดสินใจเทรดที่ชัดเจนและเป็นกลาง
เมื่อคุณใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณจะสามารถตัดสินใจเทรดอย่างมีข้อมูลประกอบ แทนที่จะเทรดแบบสุ่ม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วและต้องตัดสินใจอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังช่วยให้คุณมองเห็นแนวโน้มและจุดกลับตัวของตลาดที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถคว้าโอกาสในการทำกำไรได้ทันเวลา
การใช้กราฟและเส้นแนวโน้มช่วยให้คุณคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคา และปรับกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเน้น ศึกษาค่าอินดิเคเตอร์ประเภทต่าง ๆ เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages), ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength Index: RSI) และ MACD
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค ที่นิยมใช้มากที่สุดในการเทรด CFD โดยจะช่วยปรับข้อมูลราคาที่ผันผวนให้ดูเรียบขึ้นตามช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้คุณสามารถมองเห็น แนวโน้มของตลาดได้ง่ายขึ้น
การวัดค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของสินทรัพย์ คือการคำนวณราคาที่เฉลี่ยกันในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีหลายประเภท เช่น:
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (Simple Moving Average: SMA)
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Moving Average: EMA)
แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะคำนวณค่าเหล่านี้ให้อัตโนมัติ ดังนั้นเราจะไม่ลงลึกในสูตรคำนวณในบทเรียนนี้
ลองมาดูตัวอย่างการตัดสินใจเทรด โดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ สมมติว่าคุณกำลังวิเคราะห์ ราคาหุ้นของบริษัท XYZ ในช่วง 50 วันที่ผ่านมา
เมื่อคุณวางกราฟค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา 50 วัน (50-day SMA) ลงบนกราฟราคา คุณจะสามารถสังเกตราคาหุ้นโดยรวมและแนวโน้มได้ดังนี้:
ขาขึ้น
ขาลง
หรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideways)
หากราคาปัจจุบันอยู่เหนือเส้น SMA แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่ราคาที่อยู่ต่ำกว่าเส้น SMA บ่งชี้ถึงแนวโน้มขาลง
ดังนั้น หากราคามีแนวโน้มขาขึ้น คุณอาจเลือกเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อ (Long Position) ซึ่งหมายถึงการซื้อ CFD ของสินทรัพย์นั้น และขายในภายหลังเมื่อราคาสูงขึ้น และในทางกลับกันหากเป็นแนวโน้มขาลง
ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength Index) หรือ RSI เป็นอินดิเคเตอร์ประเภทโมเมนตัมที่ใช้วัดความเร็วและความเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของราคา
ค่า RSI จะแกว่งอยู่ในช่วงระหว่าง 0 ถึง 100 และมักใช้เพื่อระบุภาวะที่สินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ในตลาด
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณกำลังวิเคราะห์ราคา ทองคำ โดยใช้อินดิเคเตอร์ RSI
หากค่า RSI สูงกว่า 70 แสดงว่าสินทรัพย์อาจอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป และอาจมีการ ปรับฐานราคาลงในไม่ช้า
แต่ถ้าค่า RSI ต่ำกว่า 30 แสดงว่าสินทรัพย์อาจถูกขายมากเกินไป และอาจเป็นสัญญาณของ โอกาสในการเข้าซื้อ
ในกรณีแรก คุณอาจเลือกเข้า “เก็งกำไรฝั่งขาย” (Short Position) ซึ่งหมายถึงการขายแล้วซื้อกลับในราคาที่ต่ำกว่า ส่วนในกรณีที่สอง คุณอาจเลือกเข้าเก็งกำไรฝั่งซื้อ (Long Position)
MACD เป็นอินดิเคเตอร์ประเภทโมเมนตัมที่ติดตามแนวโน้ม ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้นของราคาสินทรัพย์
อินดิเคเตอร์นี้ ประกอบด้วยเส้นหลักสองเส้น ได้แก่ เส้น MACD และเส้นสัญญาณ (Signal Line) โดยคุณสามารถใช้ MACD เพื่อระบุการเปลี่ยนแปลงในด้านความแข็งแรง ทิศทาง โมเมนตัม และระยะเวลาของแนวโน้มในตลาด
ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาการวิเคราะห์หุ้นของบริษัท ABC โดยใช้ MACD
หากเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณ นั่นถือเป็น สัญญาณขาขึ้น (Bullish Signal) ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาหุ้นอาจยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อไป
แต่หากเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้นสัญญาณ จะถือเป็น สัญญาณขาลง (Bearish Signal) ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มขาลงที่อาจกำลังเริ่มต้น
Bollinger Bands เป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่ใช้วัดความผันผวนของตลาด โดยช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุภาวะที่ตลาดอยู่ในจุดซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold)
อินดิเคเตอร์นี้พัฒนาโดย John Bollinger และประกอบด้วยเส้นทั้งหมดสามเส้น ได้แก่:
เส้นกลาง (Middle Band)– ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา โดยทั่วไปใช้ 20 ช่วงเวลา
เส้นบน (Upper Band)– ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานหนึ่งช่วงเหนือเส้นกลาง
เส้นล่าง (Lower Band)– ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานหนึ่งช่วงใต้เส้นกลาง
Bollinger Bands ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินสภาพตลาดได้โดยการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับเส้นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เมื่อราคาสัมผัสหรือทะลุเส้นบน อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป
ในทางกลับกัน เมื่อหากราคาต่ำกว่าเส้นล่าง อาจบ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในภาวะขายมากเกินไป และมีแนวโน้มจะเกิดการกลับตัวขึ้น
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ในการระบุแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น โดยอิงจากอัตราส่วนหลักของลำดับฟีโบนัชชี
เครื่องมือนี้มีที่มาจากลำดับฟีโบนัชชี ซึ่งเป็นรูปแบบทางคณิตศาสตร์ที่พบได้อย่างแพร่หลายในธรรมชาติและตลาดการเงิน
ระดับสำคัญของ Fibonacci:
23.6% – ระดับการพักฐานเล็กน้อย บ่งชี้ถึงการย่อตัวเพียงเล็กน้อยของราคา
38.2% – ระดับการพักฐานปานกลาง ซึ่งมักพบได้ในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน
50.0% – ระดับจิตวิทยาที่ได้รับความนิยม แม้จะไม่ใช่อัตราส่วน Fibonacci อย่างเป็นทางการ
61.8% – ระดับการพักฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งมักเป็นจุดกลับตัวของราคา
78.6% – ระดับการพักฐานที่ลึก อาจบ่งชี้ถึงการกลับเข้าสู่แนวโน้มเดิม
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คือ การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ โดยอ้างอิงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน และปัจจัยเชิงคุณภาพต่าง ๆ
ต่างจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งมุ่งเน้นข้อมูลราคาย้อนหลัง และแนวโน้มของตลาด การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ที่ส่งผลต่อมูลค่าของสินทรัพย์ในระยะยาว
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มุ่งเน้นการประเมินสุขภาพทางการเงิน และผลประกอบการของบริษัท หรือของตลาด โดยการวิเคราะห์ประเภทนี้จะศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เช่น รายได้ กำไร สินทรัพย์ และหนี้สิน เพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์
ความเข้าใจในส่วนนี้ มีความสำคัญต่อการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต และช่วยค้นหาโอกาสในการลงทุนที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ยังช่วยให้คุณระบุความเสี่ยงและโอกาส ที่อาจไม่ปรากฏในราคาตลาดปัจจุบัน
อย่างที่กล่าวไปแล้ว การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งรวมถึง:
ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ (Economic Indicators)
เหตุการณ์มหภาคทางเศรษฐกิจ (Macroeconomic Events)
การวิเคราะห์ภาวะอารมณ์ของตลาด (Sentiment Analysis)
ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ คือ ข้อมูล สถิติที่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การเติบโตของ GDP อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงสภาพ และประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโดยรวม
การเติบโตของ GDP: วัดการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงเวลาต่าง ๆ
อัตราเงินเฟ้อ: ติดตามการเพิ่มขึ้นของระดับราคาและค่าครองชีพ
อัตราการว่างงาน: แสดงสัดส่วนของผู้ที่กำลังหางานแต่ยังไม่มีงานทำ
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค: สะท้อนความมั่นใจของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น หากอัตราการเติบโตของ GDP สูง ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แสดงว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง มีการผลิตและบริโภคที่เพิ่มขึ้น
สิ่งนี้อาจนำไปสู่กำไรของบริษัทที่สูงขึ้น และส่งผลให้ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในการเทรด CFD
เหตุการณ์เศรษฐกิจมหภาครวมถึง:
การประกาศของธนาคารกลาง
พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์
ข้อตกลงทางการค้า
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลัง
เหตุการณ์เหล่านี้สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดการเงิน คุณจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ สกุลเงิน, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, และ ดัชนี
ตัวอย่างเช่น หากธนาคารกลางตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ อาจส่งผลให้ค่าเงินของประเทศแข็งค่าขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ
คุณสามารถปรับกลยุทธ์การเทรด CFD ของคุณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การคาดการณ์การแข็งค่าของค่าเงิน หรือการปรับฐานของตลาดหุ้น
การวิเคราะห์ภาวะอารมณ์ของตลาด คือ การประเมินมุมมองโดยรวมของนักลงทุน ที่มีต่อสินทรัพย์หรือตลาดในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
เพื่อประเมินแนวโน้สภาวะอารมณ์ของตลาด คุณสามารถตรวจสอบได้จาก:
แบบสำรวจภาวะตลาด
การวิเคราะห์อารมณ์จากเนื้อหาข่าว
แนวโน้มบนโซเชียลมีเดีย
อินดิเคเตอร์วัดอารมณ์ของตลาด
ตัวอย่างเช่น หากเกิดนวัตกรรมครั้งสำคัญในภาคเทคโนโลยี และสื่อมวลชนรายงานในเชิงบวก อาจส่งผลให้ตลาดมีมุมมองในเชิงบวกต่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีนั้น
คุณสามารถใช้ประโยชน์จากภาวะอารมณ์นี้โดยการเข้า เก็งกำไรฝั่งซื้อ กับหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการเทรด CFD โดยคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น
การเลือกใช้ระหว่าง การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน นั้นขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด ความชอบส่วนบุคคล และสภาพตลาดในขณะนั้น ทั้งสองแนวทางต่างก็มีจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเอง และเทรดเดอร์จำนวนมาก ก็นิยมใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วยให้ระบุจุดเข้าและออกของการเทรดได้อย่างมีระบบ ขณะที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะให้ภาพรวมที่ลึกขึ้น ผ่านปัจจัยทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ตลาด ตัวอย่างเช่น การกลับตัวของแนวโน้ม ที่มองเห็นจากอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค อาจอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
ในท้ายที่สุด ไม่มีแนวทางใดดีไปกว่ากัน ทั้งสองสามารถเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างกลยุทธ์การเทรดที่รอบด้านและยืดหยุ่น
การทำความเข้าใจทั้ง การวิเคราะห์ทางเทคนิค และ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ CFD
การวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ โดยเฉพาะในตลาดที่เคลื่อนไหวรวดเร็วและต้องตัดสินใจอย่างทันท่วงที
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐา จะเน้นไปที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์มหภาค ภาวะอารมณ์ของตลาด และข้อมูลการเงินของบริษัท
เมื่อผสานทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน เทรดเดอร์จะสามารถสร้างแผนการเทรดที่มีมุมมองรอบด้านยิ่งขึ้น
การเข้าใจทั้ง การวิเคราะห์ทางเทคนิค และ ปัจจัยพื้นฐานจ ะช่วยให้คุณมีเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการตีความความเคลื่อนไหวของตลาด และตัดสินใจเทรดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะกำลังจับตาแนวโน้มผ่านอินดิเคเตอร์ หรือวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ ทักษะเหล่านี้ล้วน เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรด CFD
ในบทถัดไป เราจะไปสำรวจเรื่อง กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการปกป้องเงินทุน และเทรดอย่างมีวินัย
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด