ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
บทเรียนนี้มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจ และการจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้น
ก่อนที่คุณจะพัฒนากลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงตามระดับการยอมรับความเสี่ยงของตนเองได้ สิ่งสำคัญ คือการระบุให้ได้ว่า มีความเสี่ยงประเภทใดบ้าง ที่อาจเกิดขึ้นตลอดเส้นทางการซื้อขายของคุณ
ก่อนที่เราจะวางกลยุทธ์เพื่อกำหนดระดับ ความยอมรับความเสี่ยง สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้ก่อนว่าในเส้นทางการซื้อขายหุ้น คุณอาจต้องเจอกับความเสี่ยงรูปแบบใดบ้าง
มาเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจความเสี่ยงหลัก 2 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงจากตลาด และ ความเสี่ยงเฉพาะของหุ้นรายตัว
ความเสี่ยงจากตลาด หรือ ที่เรียกกันว่า ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) คือ ความเสี่ยงพื้นฐานที่มาพร้อมกับการลงทุนในตลาดหุ้น หมายถึง โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนจากปัจจัยที่กระทบต่อทั้งตลาดโดยรวม ไม่ใช่แค่หุ้นรายตัว
ความเสี่ยงประเภทนี้หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเป็นผลจากเหตุการณ์ขนาดใหญ่ในระดับประเทศหรือระดับโลก ตัวอย่างเช่น:
ภาวะเศรษฐกิจถดถอย: เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวตลาดหุ้นก็มักปรับตัวลดลงตาม
ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมักสร้างแรงกดดันต่อตลาด
เหตุการณ์ระดับโลก: โรคระบาดครั้งใหญ่ ภัยธรรมชาติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ตลาดทั่วโลกร่วงหนักในช่วงเวลาเดียวกัน
เนื่องจากความเสี่ยงจากตลาดมีผลกระทบในวงกว้าง นักลงทุนจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยการกระจายพอร์ตเพียงอย่างเดียว ต่างจากความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ที่อาจจัดการได้เฉพาะเจาะจงกว่า
ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว หรือ ที่เรียกว่า ความเสี่ยงเฉพาะ (Unsystematic Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรืออุตสาหกรรมเฉพาะ ต่างจากความเสี่ยงจากตลาดที่ส่งผลต่อทั้งระบบ ความเสี่ยงนี้จะมีผลกระทบเฉพาะกับราคาหุ้นของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ตัวอย่างปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ได้แก่:
การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร: การแต่งตั้ง CEO คนใหม่ หรือการเปลี่ยนผู้นำสำคัญ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งสามารถกระทบราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาสินค้า: การเรียกคืนสินค้า หรือการเปิดเผยข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ อาจทำให้ยอดขายลดลงและภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหายส่งผลให้ราคาหุ้นร่วง
กฎระเบียบใหม่ในอุตสาหกรรม: การออกกฎหมายหรือข้อกำหนดใหม่ที่กระทบต้นทุนการดำเนินงาน อาจส่งผลต่อผลกำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นทำให้ราคาหุ้นผันผวนตามไปด้วย
แม้จะไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงทั้งหมดได้ แต่นักลงทุนสามารถลดผลกระทบจากความเสี่ยงเฉพาะนี้ได้ด้วยการกระจายความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากความผันผวน (Volatility Risk) : หมายถึง ระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในช่วงเวลาหนึ่ง หากหุ้นมีความผันผวนสูง ราคาของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมากในระยะสั้น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือขาดทุนมากขึ้นเช่นกัน
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) : เกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่สามารถซื้อหรือขายหุ้นได้อย่างรวดเร็วในราคาปัจจุบัน เนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายในตลาดไม่เพียงพอ หุ้นที่มีการซื้อขายน้อยมักมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูงกว่า
ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) : เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของหุ้น เช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นในตลาดมักจะปรับตัวลดลง
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หมายถึง ความผันผวนของผลตอบแทนจากการลงทุน ที่แต่ละคนสามารถรับมือได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายทางการเงินหรือสภาพจิตใจของตนเอง ระดับนี้เป็นลักษณะเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ฐานะทางการเงิน อายุ เป้าหมายการลงทุน และ ความสามารถทางอารมณ์ในการรับมือกับการขาดทุน
การเข้าใจระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถยอมรับได้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยกำหนดประเภทของการลงทุนที่เหมาะสมกับคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณรับความเสี่ยงได้มาก อาจเลือกลงทุนใน หุ้น แต่หากคุณต้องการความมั่นคง อาจเลือก ลงทุนในพันธบัตร หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
การปรับระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับ เป้าหมายการลงทุน เป็นรากฐานสำคัญของการวางแผนลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ หากเป้าหมายของคุณคือผลตอบแทนระยะสั้น คุณอาจยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ในทางกลับกัน หากต้องการสร้างผลตอบแทนระยะยาว การใช้กลยุทธ์ที่อนุรักษ์นิยมอาจเหมาะกว่า
สำหรับผู้เริ่มต้นลงทุน สิ่งสำคัญคือต้อง กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ก่อน เช่น คุณกำลังวางแผน เกษียณ ซื้อบ้าน หรือ สร้างกองทุนฉุกเฉิน เพราะแต่ละเป้าหมายมี ระยะเวลาและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
การกระจายการลงทุน คือ กลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยง โดย การกระจายเงินลงทุน ไปยังเครื่องมือทางการเงินหลายประเภท อุตสาหกรรมที่หลากหลาย หรือหมวดสินทรัพย์ที่แตกต่างกันเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว
แนวคิดหลักของการกระจายการลงทุน ก็คือ คำกล่าวที่ว่า อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะหากคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เมื่อมีบางรายการให้ผลตอบแทนติดลบ รายการอื่นอาจให้ผลตอบแทนบวก ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุน
ตัวอย่างเช่น หากหุ้นในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดขาดทุน เนื่องจากปัญหาเฉพาะทาง การมีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็สามารถช่วยชดเชยและรักษาสมดุลของพอร์ตโดยรวมได้ วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนและทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตโดยรวม มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
คำสั่ง Stop Loss ถือเป็น เครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น โดยใช้เพื่อจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น คำสั่งนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อราคาหุ้นถึงจุดที่กำหนดไว้ ซึ่งมักจะต่ำกว่าราคาซื้อในกรณีที่ถือสถานะซื้อ (long position) หรือสูงกว่าราคาขายในกรณีที่ถือสถานะขาย (short position)
จุดประสงค์หลักของคำสั่ง Stop Loss คือการสร้างตาข่ายนิรภัย เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์จำกัดความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ซึ่งช่วยลดโอกาสในการตัดสินใจผิดพลาดด้วยอารมณ์
กำหนดระดับราคาหยุดขาดทุน (Stop Price): คุณสามารถตั้งราคา Stop Loss จากเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่าราคาซื้อ หรืออิงจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่น ตั้งไว้ต่ำกว่าระดับแนวรับเล็กน้อย
การตั้งตามเปอร์เซ็นต์ (Percentage Method): ตั้ง Stop Loss ที่ระดับราคาต่ำกว่าราคาซื้อ เช่น 10% จากจุดเข้าซื้อ เพื่อจำกัดขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้
วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis Method): ใช้กราฟหรือรูปแบบทางเทคนิค เช่น เส้นแนวรับ–แนวต้าน เพื่อกำหนดจุด Stop Loss อย่างมีเหตุผล
การปรับจุด Stop Loss ตามราคา (Trailing Stop): เมื่อตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ให้กำไร คุณสามารถปรับจุด Stop Loss ให้สูงขึ้นตามราคาหุ้น เพื่อช่วยปกป้องกำไรที่ได้ โดยเทคนิคนี้เรียกว่า “Trailing Stop” ซึ่งช่วยให้คุณจำกัดขาดทุนหากราคากลับตัว โดยไม่ต้องปิดสถานะเร็วเกินไป
ข้อควรพิจารณา (Considerations) : การตั้ง Stop Loss ควรมีความสมดุล ไม่ตั้งใกล้ราคาปัจจุบันเกินไปจนทำให้ถูกตัดขาดทุนจากความผันผวนปกติของตลาดโดยไม่จำเป็น และไม่ตั้งกว้างเกินไปจนไม่สามารถจำกัดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำสั่ง Stop-loss ช่วยจำกัดความเสียหายจากการขาดทุน แต่ไม่สามารถตัดความเสี่ยงออกไปได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงที่มีช่องว่างราคา (gaps) หรือสภาพตลาดที่ผันผวนสูง
ความเสี่ยงในระดับตลาด (Market Risk) เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดหุ้น โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความไม่มั่นคงทางการเมือง และเหตุการณ์ระดับโลก
ความเสี่ยงเฉพาะรายบริษัท (Individual Stock Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับบริษัทหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเรียกคืนสินค้า หรือการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ
ความเสี่ยงทั่วไป ได้แก่ ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
กลยุทธ์จัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพได้แก่ การกำหนดระดับการยอมรับความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และการใช้คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-Loss) เพื่อลดการขาดทุน
การเข้าใจลักษณะของความเสี่ยงทั้งในระดับตลาดและรายบริษัท ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์อย่าง การกำหนดความเสี่ยงที่รับได้ การกระจายพอร์ต และการใช้คำสั่งหยุดขาดทุน ถือเป็นขั้นตอนสำคัญสู่การซื้อขายหุ้นอย่างมั่นใจและปลอดภัย
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด