Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  บทนำสู่ การเทรดหุ้น   Breadcrumb right  ประเภทของหุ้นและผู้เล่นในตลาด

ประเภทของหุ้นและผู้เล่นในตลาด

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับตลาดหุ้นไปแล้ว บทเรียนนี้จะพูดถึงประเภทของหุ้นต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาด

เราจะยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้มีบทบาทหลักในตลาดหุ้น ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อยไปจนถึงผู้เล่นในระดับสถาบัน

 

หุ้นมีกี่ประเภท?

หุ้นมีอยู่หลายประเภทให้นักลงทุนเลือก โดยแต่ละประเภทมีลักษณะและวัตถุประสงค์เฉพาะของตัวเอง ในหัวข้อนี้ เราจะสำรวจประเภทหลักของหุ้น และดูว่าหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไรในแง่ของสิทธิความเป็นเจ้าของ ความเสี่ยง และโอกาสในการได้รับผลตอบแทน

 

หุ้นสามัญคืออะไร?

หุ้นสามัญ คือ หลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในบริษัท เมื่อคุณซื้อหุ้นสามัญหนึ่งหน่วย คุณกำลังซื้อความเป็นเจ้าของเพียงเล็กน้อยในบริษัทนั้น ซึ่งจะทำให้คุณได้รับสิทธิ์บางประการ เช่น:

  • สิทธิ์ในการลงคะแนนในบางเรื่องของบริษัท เช่น การเลือกคณะกรรมการบริษัท

  • สิทธิ์ในการรับเงินปันผล ซึ่งเป็นส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น

หุ้นสามัญเป็นประเภทของหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุด หมายความว่าราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม หุ้นสามัญก็มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดเช่นกัน

หากบริษัทมีผลประกอบการที่ดี มูลค่าหุ้นก็มักจะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากบริษัทมีผลประกอบการที่แย่ มูลค่าหุ้นก็อาจลดลง

ตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้นของบริษัท Apple Inc. มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง และอาจได้รับเงินปันผล

 

หุ้นบุริมสิทธิ์คืออะไร?

หุ้นบุริมสิทธิ์ คือ หุ้นประเภทหนึ่งที่โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียง แต่ให้สิทธิ์เหนือกว่าหุ้นสามัญในด้านสินทรัพย์และผลประกอบการของบริษัท
หุ้นประเภทนี้มักจ่ายเงินปันผลในอัตราคงที่ และถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นสามัญ โดยเฉพาะในด้านการสร้างรายได้

ต่อไปนี้คือคุณลักษณะที่ทำให้หุ้นประเภทนี้ถูกเรียกว่า บุริมสิทธิ์ :

  • เงินปันผล: ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ซึ่งหมายถึงได้รับสิทธิ์ในการรับเงินก่อน

  • ความเสี่ยงต่ำกว่า: หุ้นบุริมสิทธิ์มีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นสามัญ เนื่องจากผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์เหนือกว่าต่อสินทรัพย์ของบริษัทในกรณีที่มีการชำระบัญชี

  • ไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียง: โดยทั่วไปแล้วผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงในเรื่องต่าง ๆ ของบริษัท

 

หุ้นเติบโตคืออะไร?

หุ้นเติบโต คือ หุ้นของบริษัทที่คาดว่าจะมีการเติบโตในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในตลาด

หุ้นประเภทนี้ มักจะไม่จ่ายเงินปันผล เพราะบริษัทเลือกที่จะนำกำไรกลับไปลงทุนต่อ เพื่อเร่งการเติบโตในระยะสั้น

การลงทุนในหุ้นเติบโต อาจมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเช่นกัน นักลงทุนมักสนใจหุ้นเติบโตเพราะต้องการกำไรจากส่วนต่างราคามากกว่ารายได้จากเงินปันผล

ตัวอย่างเช่น บริษัท Tesla Inc. เป็นที่รู้จักในด้านการเติบโตอย่างรวดเร็วและศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าหุ้นอย่างมาก โดยมักเลือกนำกำไรกลับไปลงทุนต่อแทนการจ่ายเงินปันผล

 

หุ้นคุณค่าคืออะไร?

หุ้นคุณค่า (Value Stocks) หมายถึง หุ้นของบริษัทที่ดูเหมือนมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน เช่น เงินปันผล กำไร หรือยอดขาย ซึ่งทำให้หุ้นประเภทนี้น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสายเน้นมูลค่า (Value Investors)

หุ้นเหล่านี้มักถูกมองข้ามและมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในตลาด โดยอาจเป็นบริษัทที่กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก หรือเป็นบริษัทที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่เป็นที่สนใจของตลาด

การลงทุนในหุ้นคุณค่ามักถูกมองว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า หุ้นเติบโต แต่ต้องใช้ ความอดทน เนื่องจากอาจต้องใช้เวลาสักระยะก่อนที่มูลค่าที่แท้จริงจะสะท้อนออกมาในราคาหุ้น

ตัวอย่างเช่น บริษัท The Coca-Cola Company (KO) มีราคาหุ้นที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าในมุมมองของตลาด

 

การจัดประเภทของหุ้น

หุ้นสามารถจัดแบ่งออกเป็น หมวดหมู่ต่าง ๆ ได้มากกว่าแค่ประเภทหลัก

การจัดหมวดหมู่เหล่านี้หมายถึงการ จำแนกหุ้นตามเกณฑ์หลายด้าน เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) กลุ่มอุตสาหกรรม หรือรูปแบบการลงทุน

 

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization)

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หมายถึง มูลค่ารวมในตลาดของหุ้นทั้งหมด ที่บริษัทออกจำหน่ายอยู่     โดยสามารถคำนวณได้จาก:

ราคาตลาดปัจจุบันของหุ้นหนึ่งหน่วย × จำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกจำหน่ายอยู่

หุ้นมักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ได้แก่:

  • หุ้นขนาดใหญ่ (Large-cap): มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์

  • หุ้นขนาดกลาง (Mid-cap): ระหว่าง 2,000 ล้านถึง 10,000 ล้านดอลลาร์

  • หุ้นขนาดเล็ก (Small-cap): ต่ำกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์

โดยทั่วไป หุ้นขนาดใหญ่มักถูกมองว่ามีความมั่นคงมากกว่า ส่วนหุ้นขนาดเล็กมักถูกมองว่ามีความผันผวนสูงกว่า แต่ก็มีศักยภาพในการเติบโตที่มากกว่าเช่นกัน

 

กลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม (Sector and Industry)

หุ้นยังสามารถจำแนกตามกลุ่มธุรกิจ และอุตสาหกรรม ที่บริษัทนั้นสังกัด กลุ่มธุรกิจ (Sector) คือ การจัดประเภทในภาพกว้างของธุรกิจ ที่มีลักษณะการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจคล้ายกัน เช่น เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ หรือการเงิน

ภายในแต่ละกลุ่มธุรกิจ จะมีอุตสาหกรรมย่อยอีกหลายประเภท ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี จะมีอุตสาหกรรมย่อยอย่างซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และเซมิคอนดักเตอร์ การเข้าใจแนวโน้มของกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นได้

 

ผู้เล่นในตลาดหุ้น

การซื้อขายหุ้นเกี่ยวข้องกับผู้เข้าร่วมที่หลากหลาย ได้แก่:

  • นักลงทุนรายย่อย

  • นักลงทุนสถาบัน

  • เจ้ามือตลาด

  • นักวิเคราะห์หุ้นและโบรกเกอร์

แต่ละกลุ่มมีบทบาทเฉพาะที่ส่งผลต่อกลไกและทิศทางของตลาดหุ้น

 

นักลงทุนรายย่อย

นักลงทุนรายย่อย คือ นักลงทุนบุคคลทั่วไปที่ซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อ บัญชีส่วนตัวของตนเอง นักลงทุนกลุ่มนี้อาจนำเงินออมมาลงทุนในหุ้น พันธบัตร กองทุนรวม หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ

นักลงทุนรายย่อย ถือเป็นผู้เข้าร่วมตลาดที่ไม่ใช่มืออาชีพ และโดยทั่วไปจะซื้อขายในปริมาณที่น้อยกว่านักลงทุนสถาบันมาก

ด้วยการเติบโตของแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ การลงทุนของนักลงทุนรายย่อยจึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้มีคนจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าร่วมในตลาดหุ้นได้

 

นักลงทุนสถาบัน

นักลงทุนสถาบัน คือ องค์กรที่รวบรวมเงินจำนวนมาก เพื่อนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ประเภทอื่น กลุ่มนี้รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนรวม บริษัทประกันภัย และกองทุนเฮดจ์ฟันด์

นักลงทุนสถาบัน มักถือหุ้นในปริมาณมาก และสามารถมีอิทธิพลต่อการบริหาร และกลยุทธ์ของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีทั้งเงินลงทุนจำนวนมาก และความเชี่ยวชาญในระดับมืออาชีพ

 

เจ้ามือตลาด

เจ้ามือตลาด (Market Makers) หรือ ที่เรียกอีกอย่างว่า ผู้ดูแลสภาพคล่อง คือ นิติบุคคลหรือบุคคลที่พร้อมจะซื้อและขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องในราคาที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พวกเขามีบทบาทสำคัญในการรักษาสภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดการเงิน

โดยการเสนอราคาซื้อ (bid) และราคาขาย (ask) สำหรับหลักทรัพย์หลากหลายประเภท เจ้ามือตลาดช่วยให้มีผู้ซื้อและผู้ขายอยู่เสมอ ทำให้การซื้อขายของนักลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น

 

นักวิเคราะห์หุ้นและโบรกเกอร์

นักวิเคราะห์หุ้น คือ นักวิชาชีพที่วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และแนวโน้มต่าง ๆ เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของหลักทรัพย์ พวกเขาช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจว่าจะซื้อ ถือ หรือขายหุ้นใด

ในทางกลับกัน โบรกเกอร์ คือ ตัวกลางที่ดำเนินคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุน โดยแลกกับค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชั่น โบรกเกอร์ทำหน้าที่เป็นช่องทางในการเข้าถึงตลาดหุ้น และมักให้บริการเพิ่มเติม เช่น บทวิเคราะห์หุ้น  คำแนะนำด้านการลงทุน และการบริหารพอร์ตการลงทุน

 

สรุปบทเรียน

  • ประเภทของหุ้นประกอบด้วยหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นเติบโต และหุ้นคุณค่า ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะ และมีผลต่อกลยุทธ์การลงทุน ที่แตกต่างกัน

  • หุ้นยังสามารถจัดประเภทตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด กลุ่มธุรกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเลือกลงทุน

  • ผู้เข้าร่วมในตลาดหุ้นประกอบ ด้วยนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน เจ้ามือตลาด (ผู้ดูแลสภาพคล่อง) และนักวิเคราะห์หุ้นกับโบรกเกอร์

ในบทเรียนนี้ เราได้เรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเภทของหุ้น การจัดหมวดหมู่หุ้น และผู้เล่นในตลาด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเข้าใจภาพรวมของตลาดหุ้น

บทถัดไป เราจะเข้าสู่กลไกการซื้อขายหุ้น เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของระบบซื้อขายให้ลึกยิ่งขึ้น

ถัดไป: กลไกของการซื้อขายหุ้น
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด