Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  บทนำสู่ การเทรดหุ้น   Breadcrumb right  พื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้น

พื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้น

หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับ คำสั่งซื้อขายหุ้น ในบทที่ผ่านมา บทนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วิธีประเมินสถานะทางการเงินของบริษัท และ ศักยภาพในการเติบโตในอนาคต

เราจะอธิบาย เทคนิคสำคัญในการวิเคราะห์หุ้น ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่นักลงทุนทุกคนควรมี
เพื่อใช้ประกอบการ ตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูลและมั่นใจ

 

การวิเคราะห์หุ้นคืออะไร?

การวิเคราะห์หุ้น คือ กระบวนการประเมิน สถานะทางการเงิน ของบริษัทและโอกาสในการเติบโตของหุ้นในอนาคต โดยรวมถึงการวิเคราะห์งบการเงิน ผลการดำเนินงานในตลาด แนวโน้มของอุตสาหกรรม และปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ

การวิเคราะห์หุ้น ไม่ใช่แค่การดูว่าหุ้นนั้นมีมูลค่าเท่าไรในตอนนี้ แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่อาจส่งผลต่อมูลค่าในอนาคต เช่น การประเมินทีมผู้บริหาร ตำแหน่งทางการแข่งขันในตลาด ศักยภาพในการเติบโต รวมถึงผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่อาจมีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

 

ความสำคัญของการวิเคราะห์หุ้น

คุณอาจสงสัยว่า การวิเคราะห์หุ้นจำเป็นต่อเส้นทางการลงทุนของคุณหรือไม่ คำตอบคือ จำเป็นอย่างยิ่ง ในการลงทุน การวิเคราะห์หุ้นถือเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญอย่างมาก

มันช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจ โดยอิงจากข้อมูลและเหตุผล แทนที่จะพึ่งพาการคาดเดาหรือข่าวลือในตลาด
ด้วยการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน นักลงทุนสามารถ ค้นหา หุ้นที่อาจถูกตีราคาต่ำเกินจริงจากตลาด หรือหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งในอนาคต ซึ่งช่วยให้การเลือกลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

การวิเคราะห์หุ้นยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารพอร์ตการลงทุน โดยช่วยกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการความเสี่ยงผ่านการทำความเข้าใจในกลุ่มอุตสาหกรรมและแนวโน้มของตลาดที่หลากหลาย

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน vs. การวิเคราะห์ทางเทคนิค

แม้ว่าในบทเรียนนี้ จะเน้นที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองแนวทางนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่รอบด้าน แต่ละวิธีมีจุดแข็งของตัวเอง และสามารถใช้ควบคู่กันได้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนและสภาวะตลาด

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) คือการศึกษารายละเอียดของงบการเงินของบริษัท เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล และกระแสเงินสด รวมถึงปัจจัยเชิงคุณภาพอื่น ๆ เช่น ความสามารถของผู้บริหาร และตำแหน่งของบริษัทในอุตสาหกรรม

ในทางกลับกัน การวิเคราะห์ทางเทคนิค มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตของตลาด โดยเฉพาะราคากับปริมาณการซื้อขายเพื่อคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอนาคต

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มีรากฐานอยู่ที่การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท ซึ่งเป็นมูลค่าที่แยกออกจากราคาหุ้นในตลาด ณ ปัจจุบัน มูลค่าที่แท้จริงนี้ได้มาจากการวิเคราะห์สถานะทางการเงินโดยรวมของบริษัท และศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต

แนวคิดหลัก คือ การประเมินว่าหุ้นนั้นมีมูลค่า ต่ำกว่าความเป็นจริง (Undervalued) หรือสูงเกินไป (Overvalued) เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน หากหุ้นถูกตีราคาต่ำอาจเป็นโอกาสในการซื้อ ขณะที่หุ้นที่มีราคาสูงเกินจริงอาจเป็นสัญญาณให้นักลงทุนพิจารณาขาย

การวิเคราะห์ประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการเจาะลึกตัวชี้วัดทางการเงินและเศรษฐกิจที่หลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อมูลค่าหุ้นของบริษัทนั้น ต่อไปเราจะพาไปดูองค์ประกอบหลักต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

 

อัตราส่วนทางการเงินและสิ่งที่บอกเราได้

อัตราส่วนทางการเงิน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในคลังของ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพราะช่วยย่อยข้อมูลทางการเงินที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัท หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปนี้คืออัตราส่วนหลักที่สำคัญ:

  • อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio): ใช้วัดราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับกำไรต่อหุ้น เป็นตัวชี้วัดหลักที่สะท้อนว่านักลงทุนยินดีจ่ายเงินเท่าไรต่อกำไรหนึ่งดอลลาร์ หาก P/E สูง อาจหมายถึงหุ้นถูกประเมินค่าสูงเกินไป หรือสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคตของนักลงทุน

  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B Ratio): เปรียบเทียบมูลค่าตลาดของบริษัทกับมูลค่าทางบัญชี ช่วยให้เห็นว่าบริษัทมีมูลค่าตามราคาตลาดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สุทธิอย่างไร P/B ต่ำอาจบ่งบอกว่าหุ้นถูกประเมินค่าต่ำเกินไป หรือในบางกรณีอาจสะท้อนถึงปัญหาพื้นฐานของบริษัทก็ได้

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt-to-Equity Ratio): วัดสัดส่วนระหว่างหนี้สินกับส่วนของผู้ถือหุ้นที่ใช้ในการจัดหาเงินทุนของบริษัท หากอัตราส่วนนี้สูง แสดงว่าบริษัทมีการกู้ยืมเงินจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเงินทุนของผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงทางการเงินที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม

  • ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE – Return on Equity): บ่งชี้ว่าบริษัทใช้เงินลงทุนจากผู้ถือหุ้นได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน ROE ที่สูงสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และอาจเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ

ไม่มีตัวชี้วัดทางการเงินตัวใดที่ควรใช้เพียงลำพัง การวิเคราะห์จึงต้องพิจารณาในบริบทของอุตสาหกรรมและวัฏจักรเศรษฐกิจประกอบด้วย

 

การทำความเข้าใจงบกำไรขาดทุน

งบกำไรขาดทุน หรือที่มักเรียกกันว่างบแสดงผลประกอบการ เป็นเอกสารทางการเงินพื้นฐานที่แสดงภาพรวมของผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:

  • รายได้ (Revenue): หรือ ที่เรียกว่ายอดขาย คือ รายได้ที่บริษัทได้รับจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ เช่น การขายสินค้าและบริการให้แก่ลูกค้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินสถานะทางการเงินของบริษัท

  • ค่าใช้จ่าย (Expenses): คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ อาจรวมถึงต้นทุนขาย (COGS) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น เงินเดือนและค่าเช่า รวมถึงค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากการดำเนินงาน เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้

  • รายได้สุทธิ: (Net Income): หรือ ที่มักเรียกกันว่ากำไรสุทธิ คือ ผลกำไรที่บริษัทเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกจากรายได้รวม ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

 

การวิเคราะห์งบดุล

งบดุล คือ รายงานที่แสดงภาพรวมสถานะทางการเงินของบริษัทในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยแสดงรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งช่วยให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเงินและโครงสร้างเงินทุนของบริษัทได้อย่างชัดเจน

  • สินทรัพย์ (Assets): หมายถึง ทรัพยากร ที่บริษัทเป็นเจ้าของและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น เงินสด สินค้าคงคลัง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ โดยทั่วไปสินทรัพย์จะแบ่งออกเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในหนึ่งปี เช่น ลูกหนี้การค้าสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) ถือครองไว้เกินกว่าหนึ่งปี เช่น อาคาร หรือเครื่องจักร

  • หนี้สิน (Liabilities): คือ ภาระผูกพันหรือหนี้ที่บริษัทต้องชำระให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่น เช่น เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า หรือภาระจำนอง เช่นเดียวกับสินทรัพย์ หนี้สินแบ่งออกเป็น หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ต้องชำระภายในหนึ่งปี หนี้สินระยะยาว (Long-Term Liabilities) มีระยะเวลาชำระเกินกว่าหนึ่งปี

  • ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity): หรือ ส่วนทุนของผู้ถือหุ้น หมายถึงจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับคืน หากบริษัทขายสินทรัพย์ทั้งหมดแล้วชำระหนี้ครบถ้วน กล่าวคือ เป็นผลรวมของมูลค่าทรัพย์สินหลังจากหักหนี้สินออกแล้ว

 

การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งแต่ละส่วนจะสะท้อนแง่มุมที่แตกต่างกันของกระแสเงินสดของบริษัท ดังนี้:

  • กิจกรรมดำเนินงาน : แสดงกระแสเงินสดที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท โดยจะปรับปรุงกำไรสุทธิให้สะท้อนรายการที่ไม่ใช่เงินสด (non-cash items) และการเปลี่ยนแปลงในทุนหมุนเวียน (working capital) หากกิจกรรมดำเนินงานมีเงินสดไหลเข้าเป็นบวก แสดงว่าบริษัทสามารถสร้างเงินสดได้มากกว่าที่ใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสถานะทางการเงิน

  • กิจกรรมลงทุน : แสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินลงทุนเพื่ออนาคตอย่างไร โดยครอบคลุมการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ที่ดิน โรงงาน และอุปกรณ์ รวมถึงเงินสดที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์เหล่านี้ แม้กระแสเงินสดติดลบในส่วนนี้อาจดูไม่ดี แต่ในหลายกรณีอาจสะท้อนถึงการลงทุนเพื่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

  • กิจกรรมจัดหาเงิน : แสดงวิธีที่บริษัทระดมทุนและชำระคืนให้กับนักลงทุน ซึ่งรวมถึงธุรกรรมทางการเงิน เช่น การออกหุ้น การกู้ยืมเงิน การจ่ายเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน ตัวอย่างเช่น หากบริษัทออกหุ้นใหม่หรือพันธบัตร จะปรากฏเป็นกระแสเงินสดเข้าบวก แต่หากมีการจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนจะปรากฏเป็นกระแสเงินสดออก

 

สรุปบทเรียน

  • การวิเคราะห์หุ้น คือ กระบวนการประเมินสถานะทางการเงินของบริษัท และการคาดการณ์ศักยภาพของราคาหุ้นในอนาคต

  • อัตราส่วนทางการเงิน เช่น P/E, P/B, อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt-to-Equity) และ ROE เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินมูลค่าบริษัทและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

  • งบกำไรขาดทุน แสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิของบริษัท ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงความสามารถในการทำกำไร

  • งบดุลแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งสำคัญต่อการประเมินเสถียรภาพทางการเงินและโครงสร้างทุน

  • งบกระแสเงินสดแสดงให้เห็นว่าบริษัทสร้างและใช้จ่ายเงินสดอย่างไร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประเมินสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงิน

บทเรียนนี้ได้มอบเครื่องมือพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์หุ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกของการลงทุน อย่าลืมว่าการวิเคราะห์หุ้นเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ที่ต้องปรับตัวตามสภาวะตลาดและแนวโน้มทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

บทถัดไป เราจะไปต่อกับกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

ถัดไป: การบริหารความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด