ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis หรือ TA) เป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในการเทรดคริปโต เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาและมองหาโอกาสในการเทรด แตกต่างจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีของคริปโตเคอร์เรนซี ทีมพัฒนา และกรณีการใช้งาน การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะอิงจากกราฟราคา แนวโน้มของตลาด และปริมาณการซื้อขาย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลรองรับ
ในบทเรียนนี้ เราจะพูดถึงหลักการพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิค การระบุแนวโน้ม รูปแบบการเทรดที่สำคัญในตลาดคริปโต และตัวชี้วัดทางเทคนิคที่จำเป็น ซึ่งสามารถช่วยให้นักเทรดเพิ่มโอกาสทำกำไร และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการเทรดคริปโต คือการศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาในอดีต ปริมาณการซื้อขาย และแนวโน้มของตลาด เพื่อใช้คาดเดาทิศทางราคาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ราคามักเคลื่อนไหวตามรูปแบบและแนวโน้มซ้ำ ๆ ซึ่งช่วยให้นักเทรดสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการคาดการณ์ได้
ตลาดคริปโตเปิดตลอด 24/7 ชั่วโมงทุกวัน และได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมของนักเทรด ความเชื่อมั่นของตลาด และการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่อง
ด้วยเหตุนี้ การวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเทรดคริปโต เพราะนักเทรดต้องอาศัยมันเพื่อหาจังหวะเข้าออกตลาด ระบุแนวโน้ม และมองเห็นโอกาสที่อาจเกิดการเบรกเอาต์
1. ราคาตลาดสะท้อนข้อมูลทุกอย่างที่มีอยู่แล้ว: ต่างจากหุ้นที่มักอ้างอิงกับงบการเงินหรือผลประกอบการ ราคาคริปโตตอบสนองต่อข่าว โซเชียลมีเดีย และความรู้สึกของนักเทรดได้แทบจะทันที
2. ราคาคริปโตเคลื่อนไหวตามแนวโน้ม: ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ethereum หรือเหรียญอื่น ๆ มักมีแนวโน้มที่สังเกตได้ชัด เช่น แนวโน้มขาขึ้น (Bullish), ขาลง (Bearish) หรือเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) การจับแนวโน้มเหล่านี้ได้ จะช่วยให้นักเทรดตัดสินใจได้ว่าควรเข้าซื้อหรือขายเมื่อไร
3. ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ: เพราะตลาดคริปโตถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เช่น ความกลัวหรือความโลภ ทำให้รูปแบบราคามักเกิดซ้ำ ๆ เมื่อนักเทรดเริ่มมองเห็นรูปแบบเหล่านี้ ก็สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้
แนวโน้ม (Trend) คือทิศทางโดยรวมที่ราคาของคริปโตเคอร์เรนซีเคลื่อนไหวไป การมองเห็นแนวโน้มให้ขาดถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรดคริปโต เพราะการเทรดตามแนวโน้มมีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่า ในทางตรงกันข้าม ถ้าเทรดสวนแนวโน้ม ก็อาจนำไปสู่การขาดทุนได้เช่นกัน
แนวโน้มในการเทรดคริปโตแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
แนวโน้มขาขึ้น (uptrend) เกิดขึ้นเมื่อราคาของคริปโตเคอร์เรนซี สร้างจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่ารอบก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ฝั่งผู้ซื้อ (bulls) เป็นฝ่ายควบคุมตลาด และกำลังผลักดันราคาให้สูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น: หากราคาของ Bitcoin เคลื่อนไหวจาก $30,000 → $35,000 → $40,000 โดยสร้างจุดสูงใหม่ และการย่อตัวมีเพียงเล็กน้อย แสดงว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น (เทรนด์กะทิง)
แนวโน้มขาลง (Downtrend) เกิดขึ้นเมื่อราคาของคริปโตเคอร์เรนซี สร้างจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่ารอบก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ฝั่งผู้ขาย (bears) กำลังควบคุมตลาด
ตัวอย่างเช่น: หากราคา Ethereum ลดลงจาก $2,500 → $2,200 → $1,800 และการดีดกลับของราคาทุกครั้ง อ่อนแรงลงกว่ารอบก่อนหน้า แสดงว่าเป็นแนวโน้มขาลง (เทรนด์หมี)
แนวโน้มไซต์เวย์ (Sideways Trend) เกิดขึ้นเมื่อราคาขยับอยู่ภายใน กรอบแคบ ๆ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ลักษณะนี้พบได้บ่อยในตลาดคริปโตก่อนจะเกิดการเบรกเอาต์ครั้งใหญ่
ตัวอย่างเช่น: หาก Binance Coin (BNB) ถูกซื้อขายอยู่ระหว่าง $300 และ $320 เป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยที่ราคาไม่สามารถทะลุขึ้นหรือลงจากกรอบนี้ได้ แสดงว่าเป็นช่วงการย่อตัว
ในการเทรดคริปโต รูปแบบกราฟเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักเทรดคาดเดาทิศทางของตลาด รูปแบบเหล่านี้เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเวลาผ่านไป และมักบ่งชี้ถึงการเบรกเอาต์ การกลับตัวของแนวโน้ม หรือการเคลื่อนไหวต่อเนื่องของราคา
ส่งสัญญาณถึงการกลับทิศของแนวโน้ม (จากขาขึ้นเป็นขาลงหรือในทางที่ตรงข้ามกัน)
แสดงถึงแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่ง และมักเป็นสัญญาณของการกลับตัวของราคา
(แพทเทิร์นสามเหลี่ยมแบบเอียงขึ้นและเอียงลง)
ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเบรกเอาต์ไปในทิศทางของแนวโน้ม
แสดงถึงการเคลื่อนไหวต่อเนื่องของแนวโน้มในระยะสั้น หลังจากผ่านช่วงที่ราคาย่อตัวไปแล้ว
แพทเทิร์นเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในตลาดคริปโต เนื่องจากความ ผันผวนที่สูง ทำให้การกลับทิศของแนวโน้มเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าตลาดแบบดั้งเดิม
ตัวชี้วัดทางเทคนิค (Technical Indicators) คือการคำนวณทางคณิตศาสตร์จากข้อมูลราคา ซึ่งช่วยให้นักเทรดมองเห็นแนวโน้ม แรงส่งของราคา และโอกาสที่แนวโน้มจะกลับทิศ ในการเทรดคริปโต ตัวชี้วัดเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของราคาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ค่าเฉลี่ยเคลื่อน (Moving Averages) ช่วยปรับความผันผวนของราคาให้ดูเรียบขึ้น และช่วยให้นักเทรดมองเห็น ทิศทางของแนวโน้มโดยรวม ในตลาดคริปโต
Simple Moving Average (SMA): ค่าเฉลี่ยราคาพื้นฐานที่คำนวณจากราคาย้อนหลังในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น SMA 50 วัน)
Exponential Moving Average (EMA): ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า ทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้รวดเร็วกว่า SMA
ถ้าราคาของ Bitcoin อยู่เหนือ EMA 50 วัน แสดงว่าแนวโน้มเป็น ขาขึ้น (bullish) แต่ถ้าราคา ตกลงต่ำกว่า แสดงว่าแนวโน้มเป็น ขาลง (bearish)
RSI ช่วยให้นักเทรดประเมินได้ว่าสินทรัพย์คริปโตนั้นอยู่ใน ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) โดยวัดบนสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 100
ค่ามากกว่า 70 = อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (อาจมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงในเร็ว ๆ นี้)
ค่าต่ำกว่า 30 = อยู่ในภาวะขายมากเกินไป (อาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ)
ถ้า RSI ของเหรียญ Dogecoin พุ่งขึ้นถึง 85 นักเทรดอาจคาดการณ์ว่าจะมีการปรับฐานราคาในไม่ช้า แต่ถ้า RSI ลดลงถึง 25 อาจหมายความว่าสินทรัพย์นี้ถูกประเมินมูลค่าต่ำเกินไป
MACD ช่วยให้นักเทรดสามารถมองเห็น การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มและโมเมนตัม โดยประกอบด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น และแถบฮิสโตแกรมที่ใช้แสดงความแตกต่างระหว่างสองเส้นนั้น
เมื่อเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณ ถือเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาขึ้น
เมื่อเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้นสัญญาณ ถือเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลง
Bollinger Bands แสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์คริปโตกำลังถูก ซื้อขายอยู่ในกรอบราคาที่คงที่หรืออยู่ในช่วงที่มีความผันผวนสูง
แถบกว้าง = ความผันผวนสูง (อาจมีการเบรกเอาต์เกิดขึ้น)
แถบแคบ = ความผันผวนต่ำ (ราคากำลังอยู่ในช่วงสะสมแรง)
ถ้าราคาของเหรียญ Solana แตะเส้นแถบบน อาจอยู่ในภาวะ ซื้อมากเกินไป แต่ถ้า แตะเส้นแถบล่าง อาจอยู่ในภาวะ ขายมากเกินไป
การวิเคราะห์ทางเทคนิคช่วยให้นักเทรดคริปโตคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาโดยอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต แผนภูมิราคา และตัวชี้วัดต่าง ๆ
แนวโน้มเป็นสิ่งสำคัญในการเทรดคริปโต โดยแนวโน้มขาขึ้นบ่งบอกถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง ส่วนแนวโน้มขาลงแสดงถึงแรงขายที่ชัดเจน
รูปแบบกราฟ เช่น Head and Shoulders, สามเหลี่ยม (Triangles) และธง (Flags) ช่วยให้นักเทรดคาดการณ์การเบรกเอาต์หรือการกลับตัวของราคา
ตัวชี้วัดทางเทคนิคอย่าง Moving Averages, RSI, MACD และ Bollinger Bands ให้สัญญาณสำคัญในการหาจุดเข้าและออกจากตลาด
เนื่องจากตลาดคริปโตมีความผันผวนสูง การเข้าใจและใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างเชี่ยวชาญ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเทรดให้ได้กำไรและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในบทเรียนที่ 7 เราจะเรียนรู้วิธีตั้งคำสั่ง Stop-Loss, การจัดการความเสี่ยงของพอร์ต และการควบคุมอารมณ์ เช่น ความกลัวและความโลภ เพื่อพัฒนาวินัยการเทรดและสร้างผลลัพธ์ที่มั่นคงมากขึ้น
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด