Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  แนะนำการเทรดคริปโต   Breadcrumb right  คู่เทรดคริปโตและคำสั่งซื้อขายแบบ Market Order

คู่เทรดคริปโตและคำสั่งซื้อขายแบบ Market Order

ถึงเวลาแล้วที่จะลงลึกว่า การซื้อขายคริปโตเกิดขึ้นจริงอย่างไร เพราะการเทรดไม่ได้เป็นแค่การซื้อหรือขายแบบสุ่ม ๆ แต่คุณจะต้องทำรายการผ่าน คู่เทรด และเลือกใช้ รูปแบบคำสั่งซื้อขายที่แตกต่างกัน เพื่อให้การเทรดมีประสิทธิภาพ

บทเรียนนี้จะอธิบายว่า คู่เทรดคืออะไร, คำสั่งซื้อแบบ Market Order ทำงานอย่างไร, และยังรวมถึงคำสั่งประเภทอื่น ๆ ที่คุณสามารถใช้ในการบริหารการซื้อขายอย่างมีระบบ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล และช่วยลดความผิดพลาดที่อาจมีต้นทุนสูง

 

คู่เทรดคริปโตคืออะไร?

คู่เทรด (Trading Pair) คือการจับคู่ระหว่างคริปโตสองสกุลที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้บนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต โดยทั่วไปแล้ว แทนที่คุณจะซื้อคริปโตด้วยเงินสกุลทั่วไป (เช่น USD, EUR ฯลฯ) โดยตรง ส่วนใหญ่คุณจะต้องแลกเปลี่ยนคริปโตหนึ่งกับอีกคริปโตหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อ Bitcoin โดยใช้ USDT (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่หรือ Stablecoin) คุณจะต้องเลือกคู่เทรด BTC/USDT แต่ถ้าคุณต้องการซื้อ Ethereum ด้วย Bitcoin แทน คุณก็จะต้องใช้คู่เทรด ETH/BTC

 

คู่เทรดทำงานอย่างไร?

แต่ละคู่เทรดจะประกอบด้วย:

  • สกุลเงินหลัก (คือสินทรัพย์ที่คุณต้องการซื้อหรือขาย)

  • สกุลเงินอ้างอิง (คือสินทรัพย์ที่คุณใช้ในการแลกเปลี่ยน)

ในคู่เทรด BTC/USDT Bitcoin (BTC) คือสกุลเงินหลัก และ USDT (Tether) คือสกุลเงินอ้างอิง หากราคาของคู่ BTC/USDT อยู่ที่ $50,000 ดอลลาร์ หมายความว่า 1 BTC มีมูลค่าเท่ากับ 50,000 USDT ถ้าคุณต้องการซื้อ 0.1 BTC คุณจะต้องใช้ 5,000 USDT ในการทำรายการนั้น

 

ประเภทของคู่เทรด

แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตส่วนใหญ่จะมี 2 ประเภทของคู่เทรดหลัก ได้แก่:

 

1. คู่เทรดระหว่างคริปโตกับเหรียญมั่นคง: เป็นการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีกับเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ เช่น USDT, USDC หรือ BUSD คู่ประเภทนี้ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยให้ประเมินมูลค่าเหรียญได้ง่ายในหน่วย USD หรือสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพอื่น ๆ

  • ตัวอย่างเช่น: BTC/USDT, ETH/USDC, SOL/BUSD

 

2. คู่เทรดระหว่างคริปโตกับคริปโต: คือการซื้อขายระหว่างเหรียญคริปโตสองสกุล โดยไม่เกี่ยวข้องกับเหรียญที่อ้างอิงกับเงินสกุลทั่วไป (Fiat-backed) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหนึ่งไปเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งโดยตรง

  • ตัวอย่างเช่น: ETH/BTC, ADA/SOL, DOT/BNB

การเลือกคู่เทรดที่เหมาะสมมีความสำคัญเพราะส่งผลต่อ สภาพคล่อง, ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย, และ ความแม่นยำของราคา คู่เทรดยอดนิยมที่มีปริมาณการซื้อขายสูง เช่น BTC/USDT และ ETH/USDT มักมีสภาพคล่องดีที่สุดและมีความคลาดเคลื่อนของราคาระหว่างซื้อขายน้อย

 

ทำความเข้าใจคำสั่ง Market Order

Market Order คือประเภทคำสั่งซื้อขายที่ง่ายที่สุดในการเทรดคริปโต ผู้ใช้งานสามารถซื้อหรือขายคริปโตเคอร์เรนซีได้ ทันที ตามราคาตลาด ณ ขณะนั้น โดยไม่ต้องระบุราคาเอง

 

วิธีทำงานของ Market Order

เมื่อคุณส่งคำสั่งแบบ Market Order แพลตฟอร์มจะค้นหาราคาที่มีอยู่ในตลาด ณ ขณะนั้น และดำเนินการซื้อขายให้คุณทันที

ถ้าคุณส่งคำสั่งซื้อ ระบบจะจับคู่กับราคาขายที่ต่ำที่สุด เพื่อให้คุณได้สินทรัพย์อย่างรวดเร็ว

ถ้าคุณส่งคำสั่งขาย ระบบจะจับคู่กับราคาซื้อที่สูงที่สุด และดำเนินการขายทันที คำสั่งแบบ Market Order เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการให้คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยแลกกับการที่คุณอาจไม่ได้ควบคุมราคาที่แน่นอนเหมือนคำสั่งประเภทอื่น

 

ข้อดีและข้อเสียของ Market Order

 

ข้อดี:

  • ดำเนินการได้ทันที เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องรีบซื้อหรือขาย

  • รับประกันว่าจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นแน่นอน

 

ข้อเสีย:

  • ราคาผันผวนอาจทำให้เกิดการคาดเคลื่อนของราคา (slippage) ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว เช่น อาจซื้อได้ในราคาที่สูงกว่าที่คิด หรือขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้

  • ไม่สามารถควบคุมราคาซื้อขายได้เลย เพราะระบบจะจับคู่ตามราคาที่มีอยู่ในขณะนั้น

Market Order เหมาะกับสถานการณ์ที่คุณต้องการเข้าหรือออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เหมาะหากคุณต้องการกำหนดราคาที่แน่นอนในการซื้อขาย

 

คำสั่งซื้อขายประเภทอื่น ๆ 

 

1. Limit Order

คำสั่ง Limit Order ช่วยให้คุณสามารถกำหนดราคาที่ต้องการ ในการซื้อหรือขายคริปโตได้อย่างชัดเจน คำสั่งจะถูกดำเนินการเฉพาะเมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวมาถึงระดับที่คุณตั้งไว้เท่านั้น

 

ตัวอย่างของ Limit Order:

  • คุณต้องการซื้อ Bitcoin แต่ไม่อยากจ่ายในราคาตลาดปัจจุบันที่ $50,000 คุณจึงตั้ง คำสั่ง Limit Order ให้ซื้อที่ $48,000 หากราคาของ Bitcoin ลดลงมาถึง $48,000 ระบบจะดำเนินการซื้อให้อัตโนมัติ

 

ข้อดี:

  • ควบคุมราคาที่คุณต้องการจ่ายได้อย่างเต็มที่

  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการคาดเคลื่อนของราคา

 

ข้อเสีย:

  • คำสั่งอาจไม่ถูกดำเนินการเลย หากราคาตลาดไม่เคยแตะในระดับราคาที่คุณระบุไว้

คำสั่ง Limit Order เหมาะสำหรับกรณีที่คุณมี ราคาที่ตั้งไว้ในใจ และไม่จำเป็นต้องรีบให้การซื้อขายเกิดขึ้นทันที

 

2. คำสั่ง Stop-Loss

คำสั่ง Stop-Loss ช่วยให้นักเทรดสามารถบริหารความเสี่ยงได้ โดยระบบจะขายคริปโตอัตโนมัติเมื่อราคาตกลงมาถึงระดับที่กำหนดไว้ ช่วยป้องกันการขาดทุนหนักในกรณีที่ตลาดร่วงอย่างฉับพลัน

 

ตัวอย่างคำสั่ง Stop-Loss:

  • คุณซื้อ Ethereum ที่ราคา $3,500 ดอลลาร์ แต่ไม่ต้องการขาดทุนมากหากราคาลดลง คุณจึงตั้งคำสั่ง Stop-Loss ไว้ที่ $3,200 ดอลลาร์ หากราคา ETH ลดลงถึง $3,200 ดอลลาร์ ระบบจะขาย ETH ของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อจำกัดการขาดทุน

 

ข้อดี :

  • ช่วยลดโอกาสขาดทุนหนัก โดยตั้งระบบให้ออกจากการเทรดที่เริ่มขาดทุนโดยอัตโนมัติ

  • เหมาะสำหรับนักเทรดที่ไม่สามารถเฝ้าหน้าจอได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ข้อเสีย :

  • คำสั่งอาจถูกดำเนินการในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หากตลาดผันผวนอย่างรุนแรง

คำสั่ง Stop-loss ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง และควรใช้ในทุกการเทรด

 

3. คำสั่ง Take-Profit

คำสั่ง Take-Profit คือคำสั่งที่ตรงข้ามกับ Stop-Loss โดยจะขายคริปโตอัตโนมัติเมื่อราคาขึ้นไปถึงเป้าหมายกำไรที่ตั้งไว้

 

ตัวอย่างคำสั่ง Take-Profit:

  • คุณซื้อ Bitcoin ที่ราคา $45,000 ดอลลาร์ และตั้ง คำสั่ง Take-Profit ไว้ที่ $50,000 ดอลลาร์ หากราคา BTC ขึ้นไปแตะที่ $50,000 ดอลลาร์ แพลตฟอร์มจะขาย BTC ของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อเก็บกำไรไว้

 

ข้อดี:

  • ช่วยให้คุณล็อกกำไรได้ก่อนที่ตลาดจะกลับตัว

  • เหมาะกับการเทรดแบบมีวินัย— เพราะช่วยตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ

 

ข้อเสีย:

  • อาจขายเร็วเกินไป ถ้าราคายังพุ่งขึ้นต่อ

คำสั่ง Take-Profit ช่วยให้ ทำกำไรได้สูงสุด และลดความผิดพลาดที่เกิดจากอารมณ์ระหว่างการเทรด

 

สรุปบทเรียน

  • คู่เทรดคริปโตคือการจับคู่ระหว่างสินทรัพย์ 2 รายการที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น BTC/USDT และ ETH/BTC

  • คำสั่ง Market Order จะดำเนินการซื้อขายทันทีตามราคาตลาด ณ ขณะนั้น แต่มีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนของราคา

  • คำสั่ง Limit Order ช่วยให้ตั้งราคาซื้อหรือขายได้เอง ทำให้ควบคุมการเทรดได้ดีขึ้น

  • คำสั่ง Stop-Loss ช่วยป้องกันการขาดทุนหนัก โดยขายอัตโนมัติเมื่อราคาลงถึงจุดที่กำหนด

  • คำสั่ง Take-Profit จะขายทำกำไรให้อัตโนมัติเมื่อราคาขึ้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

  • การเข้าใจคำสั่งซื้อขายแต่ละประเภท จะช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

ตอนนี้คุณเข้าใจเรื่องคู่เทรดและคำสั่งซื้อขายต่าง ๆ แล้ว บทเรียนถัดไป บทที่ 5 เราจะพาคุณไปรู้จักกับการวิเคราะห์กราฟราคา เช่น กราฟแท่งเทียน, แนวรับแนวต้าน และเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิค (Indicators) เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ถัดไป: การอ่านกราฟราคาและข้อมูลตลาดคริปโต
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด