ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่าคู่เทรดและประเภทคำสั่งซื้อขายคืออะไร ขั้นตอนต่อไปในการเป็นนักเทรดคริปโตที่ประสบความสำเร็จ คือการเรียนรู้วิธีวิเคราะห์กราฟราคาและข้อมูลตลาด ซึ่งจะช่วยให้คุณมองเห็นแนวโน้มของตลาด รู้จังหวะเข้าซื้อและขาย และตัดสินใจเทรดได้อย่างมีข้อมูลรองรับ
ในบทเรียนนี้ เราจะพูดถึง กราฟแท่งเทียน ระดับแนวรับและแนวต้าน รวมถึงตัวชี้วัดสำคัญต่าง ๆ ที่ช่วยให้เทรดเดอร์คาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคา และรับมือกับความผันผวนสูงของตลาดคริปโตได้อย่างมั่นใจ
กราฟราคาคริปโต คือภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเทรด เพราะช่วยให้มองเห็นแนวโน้มของตลาด อารมณ์ของนักลงทุน และรูปแบบของราคาที่เกิดขึ้น โดยกราฟแท่งเทียนเป็นรูปแบบกราฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเทรดคริปโต
กราฟแท่งเทียน ประกอบด้วยแท่งเทียนแต่ละแท่ง ซึ่งแต่ละแท่งจะแสดงข้อมูลราคาของสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 นาที, 1 ชั่วโมง, 1 วัน หรือแม้แต่ 1 สัปดาห์ โดยแท่งเทียนหนึ่งแท่งจะสื่อถึงจุดข้อมูลสำคัญ 4 จุด ดังนี้:
ราคาเปิด (Open Price): ราคาที่สินทรัพย์เริ่มต้นในช่วงเวลานั้น
ราคาปิด (Close Price): ราคาที่สินทรัพย์สิ้นสุดในช่วงเวลานั้น
ราคาสูงสุด (High Price): ราคาสูงสุดที่สินทรัพย์ขึ้นไปแตะในช่วงเวลานั้น
ราคาต่ำสุด (Low Price): ราคาต่ำสุดที่สินทรัพย์ลดลงไปแตะในช่วงเวลานั้น
กราฟแท่งเทียนช่วยให้นักเทรดมองเห็นความเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน ทั้งทิศทางและความผันผวนของตลาด
แท่งเทียนแต่ละแท่งมี ตัวแท่ง และ ไส้เทียน (หรือที่เรียกว่าเงา) ตัวแท่งแสดงถึงส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิด ขณะที่ไส้เทียนแสดงจุดสูงสุดและต่ำสุดที่ราคาขึ้นไปแตะหรือลงไปถึงในช่วงเวลานั้น
แท่งเทียน สีเขียว (หรือสีขาว) หมายความว่า ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ซึ่งบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นขาขึ้น
แท่งเทียน สีแดง (หรือสีดำ) หมายความว่า ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด ซึ่งบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นขาลง
รูปแบบของแท่งเทียนช่วยให้นักเทรดมองเห็นโอกาสในการกลับตัว แนวโน้มของตลาด และจุดเข้าเทรด
แนวรับคือระดับราคาที่สินทรัพย์มีแนวโน้มจะ หยุดร่วงลงและดีดตัวกลับขึ้น สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะนักเทรดมองว่าระดับราคานั้นเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อ ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าบิตคอยน์มักจะมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องที่ระดับราคา $30,000 ดอลลาร์ ระดับราคานั้นก็จะกลายเป็นแนวรับ
แนวต้านคือระดับราคาที่สินทรัพย์มีแนวโน้มจะไม่สามารถ ทะลุผ่านไปได้ และมักจะกลับตัวลงมา สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะนักเทรดมองว่าระดับราคานั้นเป็นโอกาสในการขาย ทำให้มีอุปทานเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากอีเธอเรียมพยายามขึ้นไปเหนือระดับราคา $2,500 ดอลลาร์ แต่ไม่สำเร็จซ้ำแล้วซ้ำอีก ระดับราคานั้นก็จะกลายเป็นแนวต้าน
แนวรับและแนวต้านเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนด จุดเข้าและจุดออก จากการเทรดถ้าราคาทะลุแนวต้านได้ ก็อาจมีโอกาสขึ้นต่อแต่ถ้าราคาร่วงลงต่ำกว่าแนวรับก็อาจมีโอกาสร่วงลงต่อได้เช่นกัน
แนวโน้ม (Trend) คือทิศทางโดยรวมที่ราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวไปตามช่วงเวลา นักเทรดใช้การระบุแนวโน้มเพื่อตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขาย
แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้น และจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งบ่งบอกถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง
แนวโน้มขาลง (Downtrend) เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง และจุดต่ำสุดที่ต่ำลง ซึ่งบ่งบอกถึงแรงขายที่รุนแรง
การกลับตัวของแนวโน้ม เกิดขึ้นเมื่อราคาสลับจากแนวโน้มขาขึ้นไปเป็นขาลง หรือในทางกลับกัน นักเทรดจะเฝ้าดูการกลับทิศเหล่านี้เพื่อ จับจังหวะในการเทรดให้แม่นยำ
ตัวชี้วัดทางเทคนิค (Technical Indicators) ช่วยให้นักเทรดวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา และคาดการณ์ทิศทางที่อาจเกิดขึ้นต่อไปได้ ตัวชี้วัดที่ถูกใช้งานบ่อยในตลาดคริปโต มีดังนี้:
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving averages) ช่วยปรับราคาให้ดูเรียบขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้นักเทรดสามารถมองเห็นแนวโน้มของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA): เป็นค่าเฉลี่ยพื้นฐานของราคาปิดของสินทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด (เช่น SMA 50 วัน)
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โปแนนเซียล (EMA): ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า ทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ไวกว่า SMA
หากราคาปัจจุบันอยู่ เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ แนวโน้มจะถือว่าเป็น ขาขึ้น (ฺกระทิง) แต่ถ้าราคาอยู่ ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ แนวโน้มจะถือว่าเป็น ขาลง (หมี)
RSI ใช้วัดว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) โดยแสดงผลในสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 100
RSI ที่อยู่เหนือระดับ 70 บ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป และอาจมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลดลง
RSI ที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 30 บ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะขายมากเกินไป และอาจมีโอกาสที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้น
นักเทรดใช้ RSI เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อในจุดสูงสุด และการขายในจุดต่ำสุดของราคา
ปริมาณการซื้อขาย (Volume) คือจำนวนรวมของสินทรัพย์ที่ถูกซื้อขายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ปริมาณการซื้อขายที่สูง พร้อมกับราคาที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ถึง แรงซื้อที่แข็งแกร่ง
ปริมาณการซื้อขายที่สูง พร้อมกับราคาที่ลดลงบ่งชี้ถึง แรงขายที่แข็งแกร่ง
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปริมาณการซื้อขาย อาจเป็นสัญญาณของการ เบรกเอาต์หรือการกลับตัวของแนวโน้ม
Bollinger Bands ใช้วัดความผันผวนของราคา โดยประกอบด้วยเส้น 3 เส้น ได้แก่: เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตรงกลาง 1 เส้น และแถบด้านนอกอีก 2 เส้น
เมื่อแถบขยายออก แสดงว่าความผันผวนกำลังเพิ่มขึ้น
เมื่อแถบหดแคบลง แสดงว่าความผันผวนกำลังลดลง
หากราคาขยับไปแตะแถบบน อาจบ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป
หากราคาขยับไปแตะแถบล่าง อาจบ่งชี้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะขายมากเกินไป
กราฟราคาคริปโตช่วยให้นักเทรดวิเคราะห์แนวโน้มของตลาด และตัดสินใจเทรดโดยอิงจากข้อมูลที่มีความรู้ประกอบ
กราฟแท่งเทียนเป็นรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุด โดยแสดงราคาที่เปิด-ปิด สูงสุด และต่ำสุดภายในช่วงเวลาที่กำหนด
ระดับแนวรับและแนวต้านแสดงโซนราคาที่สินทรัพย์มักจะดีดกลับหรือเปลี่ยนทิศทาง
แนวโน้มขาขึ้นและขาลงช่วยให้นักเทรดระบุโอกาสในการซื้อและขายโดยอิงจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา
ตัวชี้วัดทางเทคนิคช่วยในการวิเคราะห์ตลาด โดยวัดโมเมนตัม ความผันผวน และการกลับตัวของราคา
ในบทเรียนที่ 6 เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคในการเทรดคริปโต
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด