Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  แนะนำการเทรดคริปโต   Breadcrumb right  การเทรดคริปโต vs การลงทุนระยะยาว

การเทรดคริปโต vs การลงทุนระยะยาว

ตอนนี้คุณเข้าใจพื้นฐานของคริปโตเคอร์เรนซีแล้ว ก็ถึงเวลามาดูกันว่า ผู้คนสร้างรายได้จากคริปโตได้อย่างไร

บางคนเลือกเทรดคริปโตเป็นประจำเพื่อทำกำไรในระยะสั้น ขณะที่บางคนถือคริปโตไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว ทั้งสองวิธีมีทั้งข้อดีและความเสี่ยง การเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้คุณเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองได้ดีที่สุด

 

ความแตกต่างระหว่างการเทรดกับการลงทุนคืออะไร?

ความแตกต่างหลักระหว่างการเทรดกับการลงทุน คือ ระยะเวลา และ กลยุทธ์ที่ใช้

  • การลงทุน ในคริปโตหมายถึงการซื้อและถือสินทรัพย์ไว้ในระยะยาว มักกินเวลาหลายเดือนหรือหลายปี โดยคาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป นักลงทุนมักเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของคริปโตในอนาคต คล้ายกับการลงทุนในหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์

  • การเทรด คือการซื้อขายคริปโตอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคา แทนที่จะรอผลตอบแทนในระยะยาว เทรดเดอร์จะพยายามทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นไม่กี่นาที ชั่วโมง หรือไม่กี่วัน

หัวข้อ

การเทรด

การลงทุน

ระยะเวลา

ระยะสั้น (นาที, ชั่วโมง, หรือเป็นวัน)

ระยะยาว (หลายเดือน หรือเป็นปี)

เป้าหมาย

ทำกำไรจากความผันผวนของราคา

ถือครองเพื่อรอให้มูลค่าเติบโตในระยะยาว

ความเสี่ยง

เสี่ยงสูงกว่า เพราะราคาผันผวนรวดเร็ว

เสี่ยงต่ำกว่า ถ้าลงทุนในโครงการที่แข็งแกร่ง

ความพยายามที่ต้องใช้

ต้องติดตามตลาดทุกวันและมีกลยุทธ์การเทรดอย่างชัดเจน

ลงทุนระยะยาวแบบไม่ต้องติดตามทุกวัน

ความรู้ด้านตลาด

ต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์ทางเทคนิค

เน้นวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

ทั้งสองวิธีสามารถสร้างกำไรได้แต่ต้องใช้ ทักษะ ความอดทน และการยอมรับความเสี่ยงที่ต่างกัน การเลือกใช้วิธีไหน ขึ้นอยู่กับสไตล์และเป้าหมายของคุณเป็นหลัก

 

กลยุทธ์ระยะสั้น vs กลยุทธ์ระยะยาว

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเลือกทางไหน ลองดูเปรียบเทียบระหว่างกลยุทธ์แบบระยะสั้น (เน้นเทรด) กับระยะยาว (เน้นลงทุน) ดังนี้:

 

กลยุทธ์ระยะสั้น (การเทรด)

  • ต้องติดตาม ความเคลื่อนไหวของตลาดตลอดเวลา

  • มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสทำกำไรเร็ว

  • ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อคาดการณ์ราคาขึ้นลง

  • เหมาะกับผู้ที่ชอบลงมือเทรดด้วยตัวเอง และตัดสินใจได้รวดเร็ว

 

กลยุทธ์ระยะยาว (การลงทุน)

  • เน้นไปที่เหรียญคริปโตที่มี ความมั่นคงและได้รับการยอมรับ เช่น Bitcoin และ Ethereum

  • ซื้อขายไม่บ่อย ลดความเครียดและค่าธรรมเนียม

  • ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อดูศักยภาพในระยะยาว

  • เหมาะกับคนที่อยากลงทุนแบบ ไม่ต้องลงมือบ่อย

 

ประเภทของนักเทรดคริปโต

นักเทรดคริปโตแต่ละคนจะมีกลยุทธ์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการซื้อขาย ลองมาดูประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด:

ประเภทการเทรด

  1. Scalpers (สายสเกลป): เป็นนักเทรดที่เทรดเร็วที่สุดในตลาด มักทำคำสั่งซื้อขายเล็ก ๆ จำนวนมากในแต่ละวัน บางคนเทรดเป็นสิบหรือร้อยครั้ง พวกเขาหวังกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เล็กน้อย และมักถือคำสั่งแค่ไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที

  2. Day Traders (สายเดย์เทรด): เทรดภายในวันเดียว ซื้อและขายคริปโตเพื่อเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวัน โดยจะไม่ถือครองสถานะค้างข้ามคืน

  3. Swing Traders (สายสวิง): ถือคำสั่งนานหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่กว้างกว่า กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยความอดทนและการวิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบ

  4. Position Traders (สายถือลงทุน): เป็นนักเทรดที่ถือครองสินทรัพย์ยาวนานที่สุด ตั้งแต่หลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน โดยรอแนวโน้มราคาที่ชัดเจนและแข็งแรงก่อนทำกำไร

แต่ละสไตล์การเทรดต้องใช้เวลาและรับความเสี่ยงในระดับที่ต่างกัน การสเกลปและการเทรดรายวันต้องเฝ้าติดตามตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเทรดแบบสวิงหรือการถือข้ามเดือน (Position Trading) จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า

 

 

สกุลเงินคริปโตหลักที่ควรจับตามอง

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีเหรียญดิจิทัลอยู่หลายพันเหรียญ แต่มีเพียงไม่กี่เหรียญเท่านั้นที่โดดเด่นในแง่ของส่วนแบ่งตลาด นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการใช้งานอย่างแพร่หลาย

คริปโตที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ได้แก่ Bitcoin, Ethereum และ เหรียญทางเลือกอื่น ๆ (Altcoins) ซึ่งแต่ละเหรียญก็มีบทบาทเฉพาะที่ต่างกันในระบบคริปโต

 

บิทคอยน์ (Bitcoin)

บิทคอยน์ (BTC) คือคริปโตเคอร์เรนซีตัวแรก และยังเป็นเหรียญที่มีมูลค่าสูงที่สุดจนได้ฉายาว่า “ทองคำดิจิทัล” เปิดตัวในปี 2009 โดยบุคคลลึกลับในนาม Satoshi Nakamoto บิทคอยน์ถูกออกแบบมาให้เป็นทางเลือกแบบไม่ต้องพึ่งคนกลางแทนเงินแบบดั้งเดิม

บทบาทหลักของบิทคอยน์คือ การเก็บมูลค่า (Store of Value) และ การป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ นักลงทุนจำนวนมากนิยมถือไว้ในระยะยาวมากกว่าจะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บิทคอยน์มีจำนวนจำกัดสูงสุดเพียง 21 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้มันหายากและมีมูลค่า

 

อีเธอเรียม (Ethereum)

อีเธอเรียม (ETH) เป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่ารองจากบิทคอยน์ และเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ สมาร์ตคอนแทรกต์ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ไม่ต้องพึ่งคนกลาง (DApps) ได้

ต่างจากบิทคอยน์ที่เน้นการเป็นสกุลเงินดิจิทัล อีเธอเรียมถูกออกแบบให้เป็น บล็อกเชนที่เขียนโปรแกรมได้ เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสร้างแพลตฟอร์มด้านการเงินที่ไม่ต้องพึ่งคนกลาง (DeFi), NFT และบริการอื่นๆ บนบล็อกเชน

ปัจจุบัน อีเธอเรียมได้เปลี่ยนจากระบบ Proof-of-Work (PoW) มาใช้ระบบ Proof-of-Stake (PoS) ทำให้ใช้พลังงานน้อยลงกว่าบิทคอยน์อย่างมาก

 

อัลต์คอยน์ (Altcoins)

นอกเหนือจากบิทคอยน์และอีเธอเรียม คำว่า อัลต์คอยน์ (Altcoins) หมายถึงคริปโตเคอร์เรนซีใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่บิทคอยน์ โดยเหรียญที่มีชื่อเสียงและน่าจับตามอง ได้แก่ Binance Coin (BNB), Cardano (ADA), Solana (SOL) และ XRP

Binance Coin ใช้สำหรับรับส่วนลดค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์ม Binance , Cardano เน้นเรื่องความสามารถในการขยายระบบและการพัฒนาอย่างยั่งยืน , Solana โดดเด่นด้านความเร็วในการทำธุรกรรม
 และ XRP ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ

 

เคล็ดลับการเลือกคริปโตสำหรับมือใหม่

การเลือกเหรียญคริปโตที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าโฟกัสที่ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ ก็จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและลดความเสี่ยงได้มากขึ้น:

  • เริ่มจากเหรียญหลักที่มั่นคง: Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะมีฐานตลาดแข็งแรง หลีกเลี่ยงโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจน

  • ดูว่าเหรียญนั้นใช้ทำอะไรได้จริงหรือไม่: เหรียญที่มีการใช้งานในโลกจริง เช่น Ethereum ที่ใช้สร้างสมาร์ตคอนแทรกต์ หรือ Solana ที่เน้นธุรกรรมรวดเร็ว มักจะมีโอกาสเติบโตระยะยาวดีกว่าเหรียญที่มาแค่ตามกระแส

  • ตรวจสอบมูลค่าตลาดและสภาพคล่อง: เหรียญที่มีมูลค่าตลาดสูงมักจะมีเสถียรภาพมากกว่า และมีสภาพคล่องดี ช่วยให้ซื้อขายได้ง่ายโดยไม่ทำให้ราคาผันผวนมาก

  • พิจารณาทีมพัฒนาและชุมชน: ทีมที่มีประสบการณ์และชุมชนที่มีส่วนร่วมแสดงให้เห็นถึงความยั่งยืนของโปรเจกต์ ดูว่ามีการพัฒนาต่อเนื่องและมีแผนงานที่ชัดเจนหรือไม่

  • หลีกเลี่ยงการซื้อเหรียญตามกระแส: แค่เพราะเหรียญกำลังเป็นที่พูดถึง ไม่ได้แปลว่าเป็นการลงทุนที่ดี หลายเหรียญขึ้นเร็วและก็หายเร็วเช่นกัน ศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ

  • กระจายการลงทุนในพอร์ตของคุณ: การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีที่น่าเชื่อถือในหลาย ๆเหรียญจะช่วยกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการเติบโตระยะยาว

 

ปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนของตลาดในการเทรดคริปโต

การเทรดคริปโตเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องความผันผวนของตลาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด ราคาสามารถพุ่งขึ้นหรือดิ่งลงได้ภายในไม่กี่นาที ต่างจากตลาดหุ้นทั่วไป ตลาดคริปโตเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดพัก ซึ่งหมายความว่าไม่มีช่วงพักจากความผันผวนของราคาเลย

ความผันผวนที่สูง ทำให้คริปโตมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นหรือฟอเร็กซ์ เพราะราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า 10% ภายในวันเดียว ความรู้สึกกลัวหรือโลภยังเป็นอีกอุปสรรคสำคัญ เพราะมักทำให้นักเทรดตัดสินใจผิด เช่น รีบซื้อในจังหวะราคาสูงเพราะตื่นเต้น หรือขายทิ้งตอนตลาดร่วงเพราะตกใจ

การเทรดแบบใช้เลเวอเรจ ซึ่งเป็นการยืมเงินเพื่อเพิ่มขนาดพอร์ต ก็อาจทำให้ได้กำไรสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ขาดทุนได้มากขึ้นเช่นกัน จึงถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ต่างจากระบบธนาคาร ถ้านักเทรดสูญเสียการเข้าถึงกระเป๋าเงินคริปโต ไม่ว่าจะเพราะโดนแฮกหรือจำรหัสผ่านไม่ได้ โอกาสกู้คืนเงินแทบเป็นศูนย์

 

จิตวิทยาในการเทรดคริปโต

การเทรดไม่ใช่แค่เรื่องของกราฟกับตัวเลขเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอารมณ์อย่างมาก นักเทรดหลายคนล้มเหลวเพราะปล่อยให้ความกลัวและความโลภครอบงำการตัดสินใจ

  • FOMO (กลัวพลาดโอกาส): เห็นราคาเหรียญพุ่งแรง แล้วรีบซื้อเพราะกลัวจะซื้อไม่ทันคนอื่น สุดท้ายราคากลับร่วงลงจนขาดทุน

  • ขายเพราะตกใจ (Panic Selling): รีบขายตอนราคาตกโดยไม่ยึดตามแผนหรือกลยุทธ์ที่วางไว้

  • เทรดมากเกินไป (Overtrading): เข้าซื้อขายบ่อยเกินไปเพราะเบื่อหรือตื่นเต้น จนกลายเป็นตัดสินใจผิดพลาด

 

ควรเทรดหรือถือคริปโตลงทุนระยะยาวดี?

การเลือกว่าจะเทรดหรือลงทุนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

  • เวลาที่คุณสามารถให้ได้: คุณอยากติดตามตลาดทุกวัน หรือชอบวิธีที่ไม่ต้องลงมือบ่อย?

  • ระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้: คุณสบายใจกับการเทรดที่เสี่ยง และมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว หรือชอบการเติบโตช้า ๆ แบบมั่นคง?

  • ประสบการณ์ของคุณ: สำหรับมือใหม่ การลงทุนระยะยาวมักจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า ในขณะที่เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สามารถใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้

หลายคนเลือกใช้ทั้งสองแนวทางผสมกัน คือ เทรดบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น และถือบางเหรียญไว้เพื่อลงทุนระยะยาว

 

บทสรุปบทเรียน

  • นักเทรดมักโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนจะถือสินทรัพย์ไว้เพื่อเติบโตในระยะยาว

  • สาย Scalper, Day Trader และ Swing Trader ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการทำกำไรจากความผันผวนของราคา

  • นักลงทุนจะวิเคราะห์พื้นฐานของคริปโต โดยมักโฟกัสที่โปรเจกต์ที่แข็งแกร่ง เช่น Bitcoin และ Ethereum

  • ราคาสามารถเหวี่ยงแรงได้ตลอดเวลา การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งสำหรับนักเทรดและนักลงทุน

  • อารมณ์อย่าง FOMO (กลัวพลาดโอกาส), การเทขายเพราะตกใจ และการเทรดมากเกินไป มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดทุน

  • การศึกษาประโยชน์ของเหรียญ มูลค่าตลาด (Market Cap), สภาพคล่อง และความเคลื่อนไหวของทีมพัฒนา จะช่วยหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงเกินไป

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าการเทรดกับการลงทุนต่างกันอย่างไร ขั้นตอนต่อไปคือการเรียนรู้ว่าควรเทรดและลงทุนที่ไหน ในบทเรียนที่ 3 เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ แพลตฟอร์มการซื้อขายคริปโต ประเภทต่าง ๆ ที่มีให้เลือก และวิธีการเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อให้คุณเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของตัวเองได้อย่างมั่นใจ

ถัดไป: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตและวิธีใช้งาน
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด