Facebook Pixel
Logo

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  แนะนำการเทรดคริปโต   Breadcrumb right  พื้นฐานของคริปโตเคอร์เรนซี

พื้นฐานของคริปโตเคอร์เรนซี

เวลาพูดถึงคริปโตเคอร์เรนซี เรามักจะได้ยินคำว่า บล็อกเชน ตามมาด้วยเสมอเพราะสองคำนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่การเทรดคริปโต สิ่งแรกที่ควรรู้เลยก็คือ คริปโตเคอร์เรนซีคืออะไร, บล็อกเชนทำงานยังไง และ แนวคิดเหล่านี้แตกต่างจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมยังไงบ้าง

บทเรียนนี้จะช่วยปูพื้นฐานให้คุณเข้าใจภาพรวมทั้งหมดได้ชัดเจน วางรากฐานให้แน่น ก่อนจะเริ่มลงมือเทรดจริง!

 

สกุลเงินดิจิทัลคืออะไร?

สกุลเงินดิจิทัล หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือสกุลเงินประเภทหนึ่งที่มีอยู่เฉพาะในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่เหมือนกับเงินทั่วไป (เช่น ดอลลาร์หรือยูโร) คริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้ถูกพิมพ์ออกมา และไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานกลาง เช่น ธนาคารหรือรัฐบาล

ในทางกลับกัน คริปโตเคอร์เรนซีใช้ เทคโนโลยีบล็อกเชน ในการทำงาน เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยและโปร่งใส

คริปโตคืออะไร

คริปโตเคอร์เรนซีถูกใช้งานหลักๆ ในด้านต่อไปนี้:

  • การทำธุรกรรมออนไลน์ (การซื้อขายสินค้าและบริการ)

  • การลงทุน (คล้ายกับหุ้นหรือทองคำ)

  • การซื้อขายเพื่อทำกำไร

  • แอปพลิเคชันที่ไม่พึ่งคนกลาง (DApps) (ใช้ในเกม การเงิน และอื่นๆ)

คริปโตเคอร์เรนซีเหรียญแรกที่ถูกสร้างขึ้นคือ บิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเปิดตัวในปี 2009 โดยบุคคลหรือกลุ่มนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีใหม่ ๆ อีกหลายพันเหรียญเกิดขึ้น โดยแต่ละเหรียญมีจุดประสงค์และเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

 

เทคโนโลยีบล็อกเชนทำงานอย่างไร?

หัวใจสำคัญของสกุลเงินดิจิทัลก็คือ เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายสมุดบันทึกธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัล ที่บันทึกทุกการทำธุรกรรมไว้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส

แต่จริงๆ แล้วมันทำงานอย่างไรกันแน่?

ลองจินตนาการถึงสมุดเล่มหนึ่ง ที่ทุกครั้งมีใครโอนหรือรับเงินคริปโต รายการใหม่จะถูกเพิ่มลงไปทันที สมุดเล่มนี้ไม่ได้เก็บไว้แค่ที่ใดที่หนึ่ง แต่สำเนาของมันถูกกระจายไปยังคอมพิวเตอร์หลายพันเครื่องทั่วโลกเพราะทุกเครื่องมีข้อมูลชุดเดียวกัน การย้อนกลับไปแก้ไขธุรกรรมเก่าๆ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

บล็อกเชนทำงานยังไง

สรุปง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนทำงานอย่างไร:

  1. การเริ่มต้นธุรกรรม: ผู้ใช้งานโอนเงินคริปโตให้กับอีกคนหนึ่ง

  2. การตรวจสอบธุรกรรม:  เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ (เรียกว่า “โหนด” หรือ nodes) จะตรวจสอบว่าธุรกรรมนั้นถูกต้องหรือไม่

  3. การสร้างบล็อก: ธุรกรรมที่ผ่านการตรวจสอบจะถูกรวมเข้าด้วยกันเป็น “บล็อก”

  4. การเพิ่มบล็อกเข้ากลุ่ม: บล็อกจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับบล็อกก่อนหน้า กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าบล็อกเชน

  5. ความปลอดภัยและความโปร่งใส: เมื่อธุรกรรมถูกบันทึกแล้ว ข้อมูลจะคงอยู่ถาวรและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดเป็นผู้ควบคุมบล็อกเชน ระบบนี้จึงเป็นแบบไม่พึ่งตัวกลาง (Decentralized)หมายความว่า ธนาคารหรือรัฐบาลไม่สามารถบิดเบือนหรือควบคุมข้อมูลได้ ซึ่งช่วยให้ระบบมีความปลอดภัยและความยุติธรรมมากขึ้น

 

ความแตกต่างสำคัญระหว่างคริปโตเคอร์เรนซีกับเงินแบบดั้งเดิม

คุณสมบัติ

คริปโตเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin)

เงินแบบดั้งเดิม (เช่น ดอลลาร์, ยูโร)

การควบคุม

แบบกระจายศูนย์ (ไม่มีหน่วยงานกลางควบคุม)

แบบรวมศูนย์ (ควบคุมโดยธนาคารและรัฐบาล)

การทำธุรกรรม

แบบผู้ใช้ถึงผู้ใช้ ไม่ต้องผ่านคนกลาง

ต้องใช้ธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงิน

ความปลอดภัย

เข้ารหัสและป้องกันการปลอมแปลง

มีความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงและเงินเฟ้อ

การเข้าถึง

เข้าถึงได้ทั่วโลก ไม่มีพรมแดน

ถูกจำกัดตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ

อุปทาน

จำกัด (เช่น Bitcoin มีจำนวนสูงสุด 21 ล้านเหรียญ)

ไม่มีขีดจำกัด ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เพิ่มเมื่อใดก็ได้

คริปโตเคอร์เรนซีเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมี อิสระทางการเงิน มากขึ้นเพราะไม่ได้ผูกติดกับเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คริปโตเองก็มี ความผันผวนสูง ซึ่งหมายความว่าราคาอาจขึ้นหรือลงได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้น

 

คริปโตเคอร์เรนซียอดนิยม: Bitcoin, Ethereum และ Altcoin

ตลาดคริปโตมีเหรียญอยู่หลายพันประเภท แต่เหรียญที่คนรู้จักมากที่สุดคือ:

 

บิทคอยน์ (BTC): คริปโตเคอร์เรนซีเหรียญแรก

  • สร้างขึ้นในปี 2009 โดย Satoshi Nakamoto

  • ได้รับฉายาว่า “ทองคำดิจิทัล” เพราะมีจำนวน จำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ

  • ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อ การลงทุนระยะยาว และเก็บรักษามูลค่า

 

อีเธอเรียม (ETH): แพลตฟอร์มสำหรับสมาร์ตคอนแทรกต์

  • เปิดตัวในปี 2015 โดย Vitalik Buterin

  • ต่างจากบิทคอยน์ ตรงที่เปิดให้นักพัฒนาสามารถสร้างสมาร์ตคอนแทรกต์ได้ (ข้อตกลงอัตโนมัติที่ทำงานเองได้โดยไม่ต้องมีคนกลาง)

  • เป็นพื้นฐานของระบบ DeFi และ NFT

อัลท์คอยน์ (Altcoins): คริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ที่ไม่ใช่บิทคอยน์

  • เหรียญคริปโตใด ๆ ที่ไม่ใช่บิทคอยน์ จะถูกเรียกว่า “อัลท์คอยน์” (Altcoin)

ตัวอย่างเช่น:

  • Binance Coin (BNB): ใช้ภายในแพลตฟอร์มซื้อขาย Binance

  • Cardano (ADA): เน้นเรื่องการรองรับการขยายระบบ และความยั่งยืนในระยะยาว

  • Solana (SOL): มีจุดเด่นเรื่องความเร็วในการทำธุรกรรม

คริปโตแต่ละเหรียญถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน และนักเทรดส่วนใหญ่มักกระจายการลงทุนโดยถือเหรียญหลายประเภทไว้ในพอร์ต

 

การไม่พึ่งตัวกลาง และผลกระทบต่อตลาดการเงิน

ระบบการเงินแบบที่ไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือรัฐบาลในการควบคุมเงิน (Decentralization) เปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่มีอินเทอร์เน็ต สามารถส่ง รับ และเก็บเงินคริปโตได้ด้วยตัวเอง สิ่งนี้ช่วยเพิ่มอิสระทางการเงินให้กับผู้คน โดยเฉพาะในประเทศที่เศรษฐกิจไม่มั่นคง หรือประชาชนเข้าถึงธนาคารได้ยาก

เมื่อไม่มีคนกลางอย่างธนาคารมาคั่นกลาง ธุรกรรมด้วยคริปโตจึงทำได้รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนแบบเดิม โดยเฉพาะเมื่อเป็นการโอนเงินข้ามประเทศ ต่างจากระบบการเงินทั่วไปที่รัฐบาลสามารถอายัดหรือจำกัดการเข้าถึงเงินได้ ระบบคริปโตเปิดให้ผู้ใช้งานควบคุมทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหน่วยงานกลางคอยกำกับดูแล ก็ทำให้ตลาดคริปโตผันผวนสูงและมีความเสี่ยงต่อ การถูกหลอกลวง แม้ระบบแบบนี้จะให้อิสระกับผู้ใช้มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบเต็มๆ ในการดูแลทรัพย์สินของตัวเอง และตัดสินใจให้รอบคอบ

รัฐบาลแต่ละประเทศมีท่าทีที่ต่างกัน บางแห่งเริ่มนำคริปโตเข้ามารวมในระบบการเงินของประเทศ ขณะที่บางแห่งพยายามควบคุมหรือห้ามใช้งาน แม้จะมีทั้งโอกาสและความท้าทาย แต่แนวคิดเรื่องการไม่พึ่งตัวกลางนี้ กำลังเปลี่ยนทิศทางของระบบการเงินโลกอย่างชัดเจน

 

ความท้าทายของคริปโตเคอร์เรนซี

แม้คริปโตจะเป็นนวัตกรรมที่ให้อิสระทางการเงินแก่ผู้ใช้งาน แต่ก็ยังมีความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่:

  • ราคาผันผวนสูง: ราคาคริปโตสามารถขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงสำหรับนักลงทุนและธุรกิจ

  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: การถูกแฮก การหลอกลวง หรือทำกุญแจส่วนตัว (private key) หาย อาจทำให้สูญเสียเงินแบบไม่สามารถเรียกคืนได้

  • กฎหมายยังไม่ชัดเจน: บางประเทศสั่งแบนหรือจำกัดการใช้งานคริปโต และกฎหมายที่ยังไม่แน่นอนก็ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้ยาก

  • ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม: การขุดบิทคอยน์ต้องใช้พลังงานมหาศาล ทำให้เกิดคำถามเรื่องความยั่งยืน

  • ระบบยังขยายได้จำกัด: ถ้ามีคนใช้งานพร้อมกันเยอะเกินไป ระบบอาจช้าลง และค่าธรรมเนียมก็อาจเพิ่มขึ้น

  • ไม่มีการคุ้มครองผู้บริโภค: หากถูกโกงหรือโปรเจกต์ล้มเหลว ผู้ใช้งานอาจไม่สามารถขอเงินคืนได้

แม้จะมีความเสี่ยงเหล่านี้ แต่วงการคริปโตก็ยังคงพัฒนาเรื่องความปลอดภัย กฎหมาย และความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของคริปโตต่อไป

 

สรุปบทเรียน

  • คริปโตเคอร์เรนซีคือสกุลเงินดิจิทัลที่ทำงานโดยไม่ต้องพึ่งธนาคารกลางหรือรัฐบาล แต่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความปลอดภัยและความโปร่งใส

  • บล็อกเชนคือระบบบันทึกธุรกรรมแบบไร้ศูนย์กลางที่เก็บข้อมูลไว้อย่างถาวรและป้องกันการปลอมแปลงหรือแทรกแซง

  • ความแตกต่างหลักระหว่างคริปโตกับเงินแบบดั้งเดิม ได้แก่ การไม่พึ่งตัวกลาง การทำธุรกรรมแบบผู้ใช้ถึงผู้ใช้ อุปทานจำกัด และการเข้าถึงได้ทั่วโลก

  • แม้คริปโตจะมีศักยภาพสูง แต่ก็เผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น ราคาผันผวน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย กฎหมายที่ยังไม่ชัดเจน และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจากการขุดเหรียญ

ตอนนี้ คุณก็ได้เข้าใจพื้นฐานของคริปโตเคอร์เรนซี และบล็อกเชนแล้ว ต่อไป เราจะมาดูกันว่าผู้คนทำเงินจาก คริปโตได้อย่างไร

ควรเทรดคริปโตทุกวัน หรือถือไว้ยาวๆ แบบการลงทุนระยะยาวดี? ในบทเรียนถัดไป เราจะอธิบายความแตกต่างระหว่าง การเทรดและการลงทุนในคริปโต พร้อมกับกลยุทธ์ต่างๆ และช่วยให้คุณเลือกแนวทางที่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง

ถัดไป: การเทรดคริปโต vs การลงทุนระยะยาว
บทเรียนถัดไป

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด