ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
โบนัส
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
บทนี้จะนำความรู้จากบทก่อน ๆ มาประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในตลาด คุณจะได้เรียนรู้ว่าเทรดเดอร์วิเคราะห์การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls: NFP)การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) และข้อมูลเงินเฟ้ออย่างไร ตลาดตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เหล่านั้น
นอกจากนี้ คุณจะได้ศึกษากลยุทธ์การเทรดที่ได้รับการนำไปใช้ในตลาดจริง พร้อมเข้าใจว่าความสม่ำเสมอและการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดการณ์ทุกการเคลื่อนไหวของตลาด
ตัวเลขและทฤษฎีช่วยให้คุณเข้าใจพื้นฐานได้ในระดับหนึ่ง แต่การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อย้อนกลับไปศึกษาการประกาศข้อมูลจริงและสังเกตว่าตลาดตอบสนองอย่างไร
ตัวอย่างเช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ออกมาอยู่ที่ 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก ขณะเดียวกัน ตัวเลขของเดือนก่อนหน้าก็ถูกปรับลดลงเช่นกัน ได้แก่
เดือนพฤษภาคมปรับลดจาก 172,000 เหลือ 129,000 ตำแหน่ง ขณะที่เดือนเมษายนปรับลดจาก 179,000 เหลือ 148,000 ตำแหน่ง รวมแล้วมีการปรับลดการจ้างงานลง 74,000 ตำแหน่งจากที่รายงานไว้ครั้งแรก
อัตราการว่างงานลดลงเล็กน้อยจาก 4.3% มาอยู่ที่ 4.2% อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับจำนวนผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานลดลง โดยอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 61.5%
การเติบโตของค่าจ้างยังคงอยู่ที่ 3.5% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
การตอบสนองของตลาดค่อนข้างชัดเจน เมื่อข้อมูลการจ้างงานออกมาอ่อนแอกว่าคาด ตลาดจึงปรับลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ขณะที่เงินปอนด์สเตอร์ลิงและฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้น
เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ไม่ได้รอเพียงตัวเลขพาดหัวหลังการประกาศ ก่อนการประกาศข้อมูล เทรดเดอร์จะติดตามข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เช่น การปรับทบทวนตัวเลขเดือนก่อนรายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รายงาน ADP (ซึ่งรายงานการจ้างงานเพียง 98,000 ตำแหน่ง ในเดือนมิถุนายน) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ISM PMI) และจำนวนตำแหน่งงานว่างจาก JOLTS เพื่อประเมินแนวโน้มของตัวเลข NFP ก่อนการประกาศจริง
ในการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน 2026 Kevin Warsh ซึ่งเข้าร่วมการประชุมในฐานะประธาน Fed เป็นครั้งแรก ได้ปรับแนวทางการสื่อสารโดยลดการใช้ Forward Guidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต
แม้จะไม่มีการส่งสัญญาณอย่างชัดเจน แต่ท่าทีของเขาบ่งชี้ว่า Fed อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะอันใกล้
แถลงการณ์ประจำเดือนมิถุนายนซึ่งมีเนื้อหาสั้นกว่าปกติ ปิดท้ายด้วยข้อความว่า "คณะกรรมการจะดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา" ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่าการควบคุมเงินเฟ้อได้รับความสำคัญมากกว่าเป้าหมายด้านการจ้างงานสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว
ในเดือนเดียวกัน ทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan: BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) ต่างก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางสามารถเปลี่ยนความคาดหวังของตลาดได้ แม้จะไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมมากนัก แถลงการณ์สั้นลงและลดการใช้ Forward Guidance แต่เพียงน้ำเสียงและท่าทีของคณะกรรมการก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดปรับเปลี่ยนการคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายการเงินในอนาคต
การประชุม
ความน่าจะเป็นที่ตลาดคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
กรกฎาคม (การประชุมครั้งถัดไป)
ประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25%
กันยายน
มีโอกาสปรับขึ้นมากกว่าคงอัตราดอกเบี้ยไว้
ภายในเดือนธันวาคม 2026
มีโอกาสเพียงประมาณ 1 ใน 5 หรือ 20%
ที่อัตราดอกเบี้ยจะคงเดิม โดยตลาดคาดว่า
จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1–3 ครั้ง
ตั้งแต่เดือนมีนาคม ตัวเลขการจ้างงานส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทำให้ Fed มีเหตุผลสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น
ตัวเลขการจ้างงานของเดือนมิถุนายนเริ่มชะลอตัว แม้ว่ายังคงขยายตัวอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการจ้างงานในภาคสันทนาการและการบริการต้อนรับที่ลดลง
หากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจระมัดระวังมากขึ้นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในเดือนพฤษภาคม 2026 ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ของสหราชอาณาจักรทรงตัวอยู่ที่ 2.8% ขณะที่ดัชนี CPIH อยู่ที่ 3.0% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% และแม้ตัวเลขหลักจะดูทรงตัว แต่องค์ประกอบภายในของข้อมูลกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อัตราเงินเฟ้อในหมวดการขนส่งเพิ่มขึ้นเป็น 6.8% จาก 4.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 โดยได้รับแรงหนุนจากค่าโดยสารเครื่องบิน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าโดยสารทางเรือ ขณะที่เงินเฟ้อในภาคบริการเพิ่มขึ้นจาก 3.2% เป็น 3.7%
ความแตกต่างระหว่างตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมที่ทรงตัวกับองค์ประกอบภายในที่เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ คือสิ่งที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดเงิน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเทรดเดอร์ที่ดูเพียงตัวเลข CPI หลักจึงอาจพลาดสัญญาณสำคัญที่ผู้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดมองเห็น
แหล่งที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักร (Office for National Statistics)
ราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ชะลอลงมาอยู่ที่ 2.2% จาก 3.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024
เงินเฟ้อในหมวดที่อยู่อาศัยและบริการในครัวเรือนชะลอลงมาอยู่ที่ 2.7% จาก 3.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
เงินเฟ้อของหมวดสินค้าปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.0% จาก 2.4%
แม้ว่าตลาดและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิม ความกลัวความโลภ การมองโลกในแง่ดี และความตื่นตระหนก ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนราคา ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์การเทรดบางประเภทจึงยังคงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ
กลยุทธ์
แนวคิดหลัก
เหตุผล
ประเด็นสำคัญ
การเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following)
เทรดไปใน
ทิศทางเดียวกับ
แนวโน้มของตลาด
เงินทุนจากนักลงทุนสถาบันมักทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มดำเนินต่อได้เป็นเวลานาน
รอให้แนวโน้ม
ได้รับการยืนยัน
แทนการไล่ตามราคา
ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
แนวรับและแนวต้าน (Support & Resistance)
เทรดบริเวณ
ระดับราคาสำคัญ
ผู้ซื้อและผู้ขายมักตอบสนองต่อระดับราคาสำคัญที่ตลาด
ให้ความสนใจ
สังเกตจุดสูงสุด
และจุดต่ำสุดก่อนหน้า รวมถึงระดับราคาจิตวิทยา
การเทรดเมื่อ
ราคาทะลุกรอบ (Breakout Trading)
เทรดเมื่อราคาทะลุ
ออกจากกรอบ
การเคลื่อนไหว
คำสั่งใหม่และคำสั่ง Stop-Loss อาจช่วยผลักดันให้ราคาเกิดโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง
การทะลุกรอบ
มักเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ
เป็นระยะเวลาหนึ่ง
การกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion)
เทรดเมื่อราคา
มีแนวโน้มกลับเข้าสู่
ค่าเฉลี่ย
การเคลื่อนไหวที่รุนแรงเกินไปมักตามมาด้วยการปรับฐาน
แนวโน้มที่แข็งแกร่งอาจดำเนินต่อไปได้นานกว่าที่คาด
การเทรดตามโมเมนตัม (Momentum Trading)
เทรดสินทรัพย์
ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างแข็งแกร่ง
เมื่อมีเทรดเดอร์เข้าร่วมแนวโน้มมากขึ้น
ราคาอาจเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิม
มองหาแท่งเทียนที่แข็งแกร่ง การเรียงตัวของเส้น EMA หรือสัญญาณยืนยันจาก Stochastic
ไม่มีกลยุทธ์ใดที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ในทุกสภาวะตลาด เนื่องจากตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกกลยุทธ์จึงมีทั้งช่วงที่เหมาะกับภาวะตลาด และช่วงที่ประสิทธิภาพลดลง
เข้าใจว่ากลยุทธ์ของคุณมีแนวโน้มทำงานได้ดีในภาวะตลาดแบบใด
บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเมื่อกลยุทธ์ไม่เป็นไปตามที่คาด
กลยุทธ์ที่ยังคงได้รับการนำมาใช้ตลอดหลายทศวรรษมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือได้รับการพัฒนาขึ้นจากพฤติกรรมของมนุษย์
ความกลัว ความโลภ การมองโลกในแง่ดี และความตื่นตระหนกเป็นพฤติกรรมที่แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ การเทรดตามแนวโน้ม แนวรับและแนวต้าน การทะลุกรอบ การกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย และการเทรดตามโมเมนตัม จึงยังคงมีความเกี่ยวข้องกับตลาดในปัจจุบัน
ข้อสรุปสำคัญ: ความสำเร็จในระยะยาวเกิดจากการยึดมั่นในกลยุทธ์ที่มีหลักการและนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ใหม่ทุกครั้งที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด
รายงาน NFP เดือนมิถุนายนที่ออกมาอยู่ที่ 57,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่าข่าวเศรษฐกิจสามารถทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
เทรดเดอร์มืออาชีพพิจารณาข้อมูลและอินดิเคเตอร์หลายรายการร่วมกัน ไม่ได้ตัดสินใจจากรายงานเพียงฉบับเดียว
ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ได้ผลตลอดเวลา ความสม่ำเสมอและการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้