การอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ - กลยุทธ์การเทรดในช่วงประกาศข่าวสำคัญ
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

การอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ

เคยสังเกตเห็นคู่สกุลเงินเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นหรือร่วงลงอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียง 60 วินาทีหรือไม่ การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่มักเกิดจากการประกาศตัวเลขสำคัญที่เทรดเดอร์เฝ้ารอ

การเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเทรดตามข่าว ในบทนี้ เราจะศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ 3 ประเภทที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเรียนรู้วิธีแยกแยะว่าตัวเลขใดมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และตัวเลขใดอาจไม่ส่งผลต่อทิศทางของตลาดมากนัก

 

ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP)

ในแต่ละเดือน หนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจที่มักส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดมากที่สุด คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ Non-Farm Payrolls (NFP)

หัวข้อ

รายละเอียด

ตัวชี้วัด

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP)

ความถี่ในการประกาศ

ประกาศเดือนละหนึ่งครั้ง

สิ่งที่ใช้วัด

จำนวนตำแหน่งงานที่ได้รับค่าจ้าง
ซึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยไม่นับรวมแรงงานบางประเภท

กลุ่มที่ไม่รวมในการคำนวณ

แรงงานภาคเกษตร ลูกจ้างในครัวเรือน
พนักงานบางส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไร
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และบุคลากรทางทหาร

ข้อมูลที่สะท้อน

แนวโน้มการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจหลัก
ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ภาคธุรกิจหลักที่ครอบคลุม

การผลิต การก่อสร้าง การค้าปลีก การดูแลสุขภาพ การเงิน และธุรกิจบริการ
และการท่องเที่ยว

 

เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเลขดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดภาวะตลาดแรงงานในแต่ละเดือน รายงานนี้จัดทำขึ้นจากการสำรวจธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐประมาณ 141,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมสถานประกอบการประมาณ 486,000 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากตัวเลขการจ้างงานโดยรวมแล้ว เทรดเดอร์ยังพิจารณาว่าอุตสาหกรรมใดมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อช่วยประเมินความแข็งแกร่งโดยรวมของเศรษฐกิจ

  • ตัวเลขที่แข็งแกร่งมักสะท้อนถึงการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

  • ตัวเลขที่อ่อนแออาจสะท้อนถึงความระมัดระวังของภาคธุรกิจหรือภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตัวเลขจะออกมาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ก็ไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดโดยเฉพาะ แต่ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจภาวะเศรษฐกิจและสิ่งที่ตลาดคาดหวังได้ดียิ่งขึ้น

 

รายงาน NFP ที่ประกาศในเดือนมีนาคม 2026

ยกตัวอย่างข้อมูลประจำเดือนมีนาคม 2026 นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 65,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) ออกมาอยู่ที่ 178,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบสามเท่า

nfp-march-2026-data

แหล่งที่มา: TradingView

อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความแตกต่างอย่างมากระหว่างตัวเลขคาดการณ์กับตัวเลขจริงส่งผลให้มุมมองของตลาดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเหตุผลน้อยลงที่จะเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังการประกาศตัวเลข

 

เหตุใดข้อมูลนี้จึงสำคัญ

รายงานนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ตลาดประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ การจ้างงานที่แข็งแกร่งควบคู่กับการเติบโตของค่าจ้างในระดับที่มั่นคง อาจสะท้อนว่า Fed ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย

เมื่อความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดลง ดอลลาร์สหรัฐจึงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองของตลาดหลังการประกาศข้อมูลดังกล่าว

สำหรับเทรดเดอร์ กลไกนี้คือหนึ่งในสาเหตุเบื้องหลังการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่มักปรากฏบนกราฟในวันประกาศ NFP หรือที่เรียกกันว่า “NFP Friday” ความผันผวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่เกิดจากการที่ตลาดปรับมุมมองต่อความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบเรียลไทม์

สำหรับผู้ที่ติดตามคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ หรือหุ้นที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย รายงานเพียงฉบับเดียวอาจทำให้แนวโน้มของตลาดเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หรือทำให้ทิศทางของตลาดเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ด้วยเหตุนี้ เทรดเดอร์จำนวนมากจึงเลือกปิดสถานะก่อนการประกาศข้อมูล หรือรอให้ตลาดตอบสนองต่อตัวเลขที่ประกาศออกมาก่อน แทนการคาดการณ์ผลล่วงหน้า

 

อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน

อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานถือเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ธนาคารกลางใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เมื่อปัจจัยหนึ่งเพิ่มขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งมักลดลง

 

แนวคิดนี้เรียกว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์ (Phillips Curve) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

  • เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง ภาคธุรกิจมีแรงงานให้เลือกจำนวนมาก ส่งผลให้แรงงานมีอำนาจต่อรองค่าจ้างน้อยลง การเติบโตของค่าจ้างจึงมักอยู่ในระดับต่ำ และแรงกดดันด้านราคาสินค้าก็ลดลงตามไปด้วย

  • เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ บริษัทต่าง ๆ มักประสบปัญหาในการหาพนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จึงต้องเสนอค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีขึ้นเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากร

  • เมื่อต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มสูงขึ้น หลายธุรกิจจะผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

 

เหตุใดข้อมูลนี้จึงสำคัญ

ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้งที่ตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

หากตลาดแรงงานแข็งแกร่งและค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้น Fed อาจมองว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานขึ้น

ในทางกลับกัน หากตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว Fed อาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานหรืออัตราเงินเฟ้อ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการที่ตลาดกำลังประเมินว่า Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินไปในทิศทางใดต่อจากนี้

 

ตัวอย่างในช่วงทศวรรษ 1960

ในช่วงทศวรรษ 1960 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานสอดคล้องกับทฤษฎีเส้นโค้งฟิลลิปส์ค่อนข้างชัดเจน เมื่ออัตราการว่างงานลดลงจาก 6% เหลือ 5% อัตราเงินเฟ้อยังคงเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากยังมีแรงงานเพียงพอในตลาด ทำให้ค่าจ้างและระดับราคาสินค้ายังไม่ได้รับแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก

แต่เมื่ออัตราการว่างงานลดลงต่อจาก 6% เหลือ 4% อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 3% เนื่องจากแรงงานเริ่มขาดแคลน บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเสนอค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดพนักงาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ

แม้ว่าความสัมพันธ์นี้จะสามารถอธิบายภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นตามทฤษฎีเสมอไป

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ การคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations) หากแรงงานเชื่อว่าราคาสินค้าและบริการจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาย่อมมีแนวโน้มเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น ไม่ว่าตลาดแรงงานจะอยู่ในภาวะใดก็ตาม ความคาดหวังดังกล่าวเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ตามทฤษฎีเส้นโค้งฟิลลิปส์เปลี่ยนแปลงไปได้

 

สรุปสาระสำคัญ

แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เช่นนี้เป็นเพียงแนวทางในการทำความเข้าใจ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นเสมอไป Fed ยังคงติดตามข้อมูลการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความคาดหวังของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากความคาดหวังดังกล่าวสามารถส่งผลต่อระดับราคาได้ไม่ต่างจากข้อมูลเศรษฐกิจจริง

 

มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมองความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานแตกต่างออกไปเล็กน้อย

  • ในระยะสั้น ความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามยังมีแนวโน้มเกิดขึ้น กล่าวคือ อัตราการว่างงานที่ลดลงมักมาพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

  • ในระยะยาว เศรษฐกิจมักปรับตัวกลับเข้าสู่ระดับที่เรียกว่า “อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Rate of Unemployment)” ไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดก็ตาม อัตราการว่างงานตามธรรมชาติไม่ได้อยู่ในระดับคงที่ โดยเคยอยู่ที่ประมาณ 5.3% ในปี 1949 ก่อนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 6.2% ในช่วงปี 1978–1979 และมีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.5% ในช่วงเวลาที่เหลือของทศวรรษ 2020

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม 2026 ขณะที่ Fed ยังคงกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวไว้ที่ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ Fed ใช้เป็นเกณฑ์ในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์เป็นแนวคิดที่ผิด แต่เป็นเพราะแนวคิดนี้สามารถอธิบายได้เพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมเท่านั้น ส่วนสำคัญที่ยังขาดหายไปคือความคาดหวังของตลาดต่อทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

ในการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้

  • การเคลื่อนไหวในระยะสั้นยังคงมีความสำคัญ การลดลงของอัตราการว่างงานอาจมาพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

  • แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจมักปรับตัวกลับเข้าสู่ระดับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติ ดังนั้น ตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบันอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราว

  • ให้ความสำคัญกับช่องว่างระหว่างอัตราการว่างงานปัจจุบันกับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติ เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% เทียบกับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติที่ประมาณ 4.5% ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2026 จึงอยู่ใกล้เคียงกับระดับที่ถือว่าเป็นภาวะปกติ ซึ่งสามารถใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินรายงานเศรษฐกิจครั้งต่อไปได้

  • ตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายภาพรวมทั้งหมดได้ อัตราการว่างงานในระดับเดียวกันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านเงินเฟ้อที่แตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ

 

unemployment-vs-economic-strength

 

วิธีประเมินความสำคัญของข่าวและผลกระทบต่อตลาด

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์มือใหม่มักทำ คือ เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ก็รีบคาดว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นทันที แต่เมื่อราคาไม่เคลื่อนไหวตามที่คิด จึงเกิดความสับสนว่าเพราะเหตุใด

ในความเป็นจริง ตลาดไม่ได้ตอบสนองเพียงเพราะตัวเลขออกมาดีหรือแย่เพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาว่าตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากน้อยเพียงใด

ความแตกต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์นี้ เรียกว่า "ปัจจัยเหนือความคาดหมาย (Surprise Factor)" ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรุนแรงทันทีหลังการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ

สถานการณ์

ตัวเลขคาดการณ์

ตัวเลขจริง

การตอบสนอง

ของตลาด

ตัวเลขจริงสูงกว่าคาดเล็กน้อย

GDP: 2.0%

2.1%

ดอลลาร์สหรัฐ

และตลาดหุ้นอาจ

ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 

ตัวเลขจริงต่ำกว่าคาดอย่างมาก

การจ้างงาน: 110,000

73,000

ตลาดอาจตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยสกุลเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

ตัวเลขไม่แตกต่าง

จากคาดการณ์

ตรงตามคาดการณ์

ตรงตามคาดการณ์

ราคาอาจผันผวนโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

 

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการตอบสนองของราคาคือส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

หากตัวเลขจริงออกมาตรงตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ไม่ควรคาดหวังว่าตลาดจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เนื่องจากตลาดได้รับรู้และสะท้อนความคาดหวังดังกล่าวไว้ในราคาแล้ว จึงอาจไม่มีข้อมูลใหม่มากพอที่จะกระตุ้นให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจโดยพิจารณาเพียงสีแดงหรือสีเขียวบนปฏิทินเศรษฐกิจจึงอาจทำให้เข้าใจผิดได้ ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมักจัดทำประมาณการของตนเองล่วงหน้าก่อนการประกาศข้อมูล ทำให้ความคาดหวังส่วนหนึ่งถูกสะท้อนอยู่ในราคาตลาดก่อนการประกาศตัวเลขจริง การเคลื่อนไหวที่เด่นชัดมักเกิดขึ้นเมื่อตัวเลขจริงแตกต่างจากที่แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดคาดการณ์ไว้

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจครั้งต่อไป แทนที่จะถามเพียงว่า “ตัวเลขนี้ดีหรือแย่” ควรพิจารณาคำถาม 3 ข้อต่อไปนี้

  • ตัวเลขจริงแตกต่างจากตัวเลขคาดการณ์มากเพียงใด โดยทั่วไปยิ่งส่วนต่างมาก ตลาดก็ยิ่งมีแนวโน้มตอบสนองรุนแรงขึ้น

  • ส่วนต่างดังกล่าวเป็นบวกหรือลบหรือไม่ คำตอบจะช่วยบ่งชี้ว่าราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด

  • ตลาดคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้แล้วหรือไม่ หากตัวเลขจริงใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์มาก ตลาดอาจเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

 

สรุปสาระสำคัญ

  • ตัวเลข NFP อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ติดตามภาวะเศรษฐกิจ โดยอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม 2026

  • ในช่วงทศวรรษ 1960 อัตราการว่างงานลดลงจาก 6% เหลือ 4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 3%

  • ตลาดตอบสนองต่อส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์ ตัวอย่างเช่น หากตลาดคาดว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 110,000 ตำแหน่ง แต่ตัวเลขจริงอยู่ที่เพียง 73,000 ตำแหน่ง ความแตกต่างดังกล่าวอาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ

ถัดไป: ผลกระทบจากการตัดสินใจของธนาคารกลางและอัตราดอกเบี้ย
บทเรียนถัดไป