ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
โบนัส
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
เคยสังเกตเห็นคู่สกุลเงินเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นหรือร่วงลงอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียง 60 วินาทีหรือไม่ การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่มักเกิดจากการประกาศตัวเลขสำคัญที่เทรดเดอร์เฝ้ารอ
การเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเทรดตามข่าว ในบทนี้ เราจะศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ 3 ประเภทที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเรียนรู้วิธีแยกแยะว่าตัวเลขใดมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และตัวเลขใดอาจไม่ส่งผลต่อทิศทางของตลาดมากนัก
ในแต่ละเดือน หนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจที่มักส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดมากที่สุด คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ Non-Farm Payrolls (NFP)
หัวข้อ
รายละเอียด
ตัวชี้วัด
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP)
ความถี่ในการประกาศ
ประกาศเดือนละหนึ่งครั้ง
สิ่งที่ใช้วัด
จำนวนตำแหน่งงานที่ได้รับค่าจ้างซึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยไม่นับรวมแรงงานบางประเภท
กลุ่มที่ไม่รวมในการคำนวณ
แรงงานภาคเกษตร ลูกจ้างในครัวเรือนพนักงานบางส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไรผู้ประกอบอาชีพอิสระ และบุคลากรทางทหาร
ข้อมูลที่สะท้อน
แนวโน้มการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ภาคธุรกิจหลักที่ครอบคลุม
การผลิต การก่อสร้าง การค้าปลีก การดูแลสุขภาพ การเงิน และธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว
เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเลขดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดภาวะตลาดแรงงานในแต่ละเดือน รายงานนี้จัดทำขึ้นจากการสำรวจธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐประมาณ 141,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมสถานประกอบการประมาณ 486,000 แห่งทั่วประเทศ
นอกจากตัวเลขการจ้างงานโดยรวมแล้ว เทรดเดอร์ยังพิจารณาว่าอุตสาหกรรมใดมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อช่วยประเมินความแข็งแกร่งโดยรวมของเศรษฐกิจ
ตัวเลขที่แข็งแกร่งมักสะท้อนถึงการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ตัวเลขที่อ่อนแออาจสะท้อนถึงความระมัดระวังของภาคธุรกิจหรือภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตัวเลขจะออกมาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ก็ไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดโดยเฉพาะ แต่ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจภาวะเศรษฐกิจและสิ่งที่ตลาดคาดหวังได้ดียิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างข้อมูลประจำเดือนมีนาคม 2026 นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 65,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) ออกมาอยู่ที่ 178,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบสามเท่า
แหล่งที่มา: TradingView
อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความแตกต่างอย่างมากระหว่างตัวเลขคาดการณ์กับตัวเลขจริงส่งผลให้มุมมองของตลาดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเหตุผลน้อยลงที่จะเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังการประกาศตัวเลข
รายงานนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ตลาดประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ การจ้างงานที่แข็งแกร่งควบคู่กับการเติบโตของค่าจ้างในระดับที่มั่นคง อาจสะท้อนว่า Fed ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
เมื่อความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดลง ดอลลาร์สหรัฐจึงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองของตลาดหลังการประกาศข้อมูลดังกล่าว
สำหรับเทรดเดอร์ กลไกนี้คือหนึ่งในสาเหตุเบื้องหลังการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่มักปรากฏบนกราฟในวันประกาศ NFP หรือที่เรียกกันว่า “NFP Friday” ความผันผวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่เกิดจากการที่ตลาดปรับมุมมองต่อความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบเรียลไทม์
สำหรับผู้ที่ติดตามคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ หรือหุ้นที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย รายงานเพียงฉบับเดียวอาจทำให้แนวโน้มของตลาดเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หรือทำให้ทิศทางของตลาดเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
ด้วยเหตุนี้ เทรดเดอร์จำนวนมากจึงเลือกปิดสถานะก่อนการประกาศข้อมูล หรือรอให้ตลาดตอบสนองต่อตัวเลขที่ประกาศออกมาก่อน แทนการคาดการณ์ผลล่วงหน้า
อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานถือเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ธนาคารกลางใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เมื่อปัจจัยหนึ่งเพิ่มขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งมักลดลง
แนวคิดนี้เรียกว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์ (Phillips Curve) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้
เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง ภาคธุรกิจมีแรงงานให้เลือกจำนวนมาก ส่งผลให้แรงงานมีอำนาจต่อรองค่าจ้างน้อยลง การเติบโตของค่าจ้างจึงมักอยู่ในระดับต่ำ และแรงกดดันด้านราคาสินค้าก็ลดลงตามไปด้วย
เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ บริษัทต่าง ๆ มักประสบปัญหาในการหาพนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จึงต้องเสนอค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีขึ้นเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากร
เมื่อต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มสูงขึ้น หลายธุรกิจจะผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้งที่ตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
หากตลาดแรงงานแข็งแกร่งและค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้น Fed อาจมองว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานขึ้น
ในทางกลับกัน หากตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว Fed อาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานหรืออัตราเงินเฟ้อ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการที่ตลาดกำลังประเมินว่า Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินไปในทิศทางใดต่อจากนี้
ในช่วงทศวรรษ 1960 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานสอดคล้องกับทฤษฎีเส้นโค้งฟิลลิปส์ค่อนข้างชัดเจน เมื่ออัตราการว่างงานลดลงจาก 6% เหลือ 5% อัตราเงินเฟ้อยังคงเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากยังมีแรงงานเพียงพอในตลาด ทำให้ค่าจ้างและระดับราคาสินค้ายังไม่ได้รับแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก
แต่เมื่ออัตราการว่างงานลดลงต่อจาก 6% เหลือ 4% อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 3% เนื่องจากแรงงานเริ่มขาดแคลน บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเสนอค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดพนักงาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ
แม้ว่าความสัมพันธ์นี้จะสามารถอธิบายภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นตามทฤษฎีเสมอไป
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ การคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations) หากแรงงานเชื่อว่าราคาสินค้าและบริการจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาย่อมมีแนวโน้มเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น ไม่ว่าตลาดแรงงานจะอยู่ในภาวะใดก็ตาม ความคาดหวังดังกล่าวเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ตามทฤษฎีเส้นโค้งฟิลลิปส์เปลี่ยนแปลงไปได้
แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เช่นนี้เป็นเพียงแนวทางในการทำความเข้าใจ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นเสมอไป Fed ยังคงติดตามข้อมูลการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความคาดหวังของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากความคาดหวังดังกล่าวสามารถส่งผลต่อระดับราคาได้ไม่ต่างจากข้อมูลเศรษฐกิจจริง
ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมองความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานแตกต่างออกไปเล็กน้อย
ในระยะสั้น ความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามยังมีแนวโน้มเกิดขึ้น กล่าวคือ อัตราการว่างงานที่ลดลงมักมาพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
ในระยะยาว เศรษฐกิจมักปรับตัวกลับเข้าสู่ระดับที่เรียกว่า “อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Rate of Unemployment)” ไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดก็ตาม อัตราการว่างงานตามธรรมชาติไม่ได้อยู่ในระดับคงที่ โดยเคยอยู่ที่ประมาณ 5.3% ในปี 1949 ก่อนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 6.2% ในช่วงปี 1978–1979 และมีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.5% ในช่วงเวลาที่เหลือของทศวรรษ 2020
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม 2026 ขณะที่ Fed ยังคงกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวไว้ที่ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ Fed ใช้เป็นเกณฑ์ในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ
ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์เป็นแนวคิดที่ผิด แต่เป็นเพราะแนวคิดนี้สามารถอธิบายได้เพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมเท่านั้น ส่วนสำคัญที่ยังขาดหายไปคือความคาดหวังของตลาดต่อทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
ในการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้
การเคลื่อนไหวในระยะสั้นยังคงมีความสำคัญ การลดลงของอัตราการว่างงานอาจมาพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจมักปรับตัวกลับเข้าสู่ระดับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติ ดังนั้น ตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบันอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราว
ให้ความสำคัญกับช่องว่างระหว่างอัตราการว่างงานปัจจุบันกับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติ เมื่ออัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% เทียบกับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติที่ประมาณ 4.5% ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2026 จึงอยู่ใกล้เคียงกับระดับที่ถือว่าเป็นภาวะปกติ ซึ่งสามารถใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินรายงานเศรษฐกิจครั้งต่อไปได้
ตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายภาพรวมทั้งหมดได้ อัตราการว่างงานในระดับเดียวกันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านเงินเฟ้อที่แตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์มือใหม่มักทำ คือ เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ก็รีบคาดว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นทันที แต่เมื่อราคาไม่เคลื่อนไหวตามที่คิด จึงเกิดความสับสนว่าเพราะเหตุใด
ในความเป็นจริง ตลาดไม่ได้ตอบสนองเพียงเพราะตัวเลขออกมาดีหรือแย่เพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาว่าตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากน้อยเพียงใด
ความแตกต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์นี้ เรียกว่า "ปัจจัยเหนือความคาดหมาย (Surprise Factor)" ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรุนแรงทันทีหลังการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ
สถานการณ์
ตัวเลขคาดการณ์
ตัวเลขจริง
การตอบสนอง
ของตลาด
ตัวเลขจริงสูงกว่าคาดเล็กน้อย
GDP: 2.0%
2.1%
ดอลลาร์สหรัฐ
และตลาดหุ้นอาจ
ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
ตัวเลขจริงต่ำกว่าคาดอย่างมาก
การจ้างงาน: 110,000
73,000
ตลาดอาจตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยสกุลเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
ตัวเลขไม่แตกต่าง
จากคาดการณ์
ตรงตามคาดการณ์
ราคาอาจผันผวนโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการตอบสนองของราคาคือส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
หากตัวเลขจริงออกมาตรงตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ไม่ควรคาดหวังว่าตลาดจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เนื่องจากตลาดได้รับรู้และสะท้อนความคาดหวังดังกล่าวไว้ในราคาแล้ว จึงอาจไม่มีข้อมูลใหม่มากพอที่จะกระตุ้นให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจโดยพิจารณาเพียงสีแดงหรือสีเขียวบนปฏิทินเศรษฐกิจจึงอาจทำให้เข้าใจผิดได้ ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมักจัดทำประมาณการของตนเองล่วงหน้าก่อนการประกาศข้อมูล ทำให้ความคาดหวังส่วนหนึ่งถูกสะท้อนอยู่ในราคาตลาดก่อนการประกาศตัวเลขจริง การเคลื่อนไหวที่เด่นชัดมักเกิดขึ้นเมื่อตัวเลขจริงแตกต่างจากที่แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดคาดการณ์ไว้
ดังนั้น เมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจครั้งต่อไป แทนที่จะถามเพียงว่า “ตัวเลขนี้ดีหรือแย่” ควรพิจารณาคำถาม 3 ข้อต่อไปนี้
ตัวเลขจริงแตกต่างจากตัวเลขคาดการณ์มากเพียงใด โดยทั่วไปยิ่งส่วนต่างมาก ตลาดก็ยิ่งมีแนวโน้มตอบสนองรุนแรงขึ้น
ส่วนต่างดังกล่าวเป็นบวกหรือลบหรือไม่ คำตอบจะช่วยบ่งชี้ว่าราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
ตลาดคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้แล้วหรือไม่ หากตัวเลขจริงใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์มาก ตลาดอาจเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
ตัวเลข NFP อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ติดตามภาวะเศรษฐกิจ โดยอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม 2026
ในช่วงทศวรรษ 1960 อัตราการว่างงานลดลงจาก 6% เหลือ 4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 3%
ตลาดตอบสนองต่อส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์ ตัวอย่างเช่น หากตลาดคาดว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 110,000 ตำแหน่ง แต่ตัวเลขจริงอยู่ที่เพียง 73,000 ตำแหน่ง ความแตกต่างดังกล่าวอาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้