ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ความเสี่ยงจากข่าวและเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งอาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก ไม่ว่าจะเกิดจากการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ การแถลงของธนาคารกลาง หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่วางแผนรับมือได้ยากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เทรดเดอร์ที่สามารถอยู่ในตลาดได้ในระยะยาวคือผู้ที่เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเหตุการณ์ไม่คาดคิดเล่นงานโดยไม่ทันตั้งตัว บทนี้จึงมุ่งเน้นการระบุความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดขึ้น และการรับมืออย่างเหมาะสมเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สร้างความสับสนให้กับเทรดเดอร์มือใหม่เกือบทุกคน การกำหนดขนาดสถานะไม่ได้หมายถึงการกำหนดจำนวนล็อตแบบสุ่มแล้วหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่เป็นการคำนวณที่ไม่ซับซ้อนเมื่อคุณเข้าใจสูตร
เริ่มจากกำหนดว่าคุณยอมรับความเสี่ยงจากการเทรดแต่ละครั้งได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนในบัญชี โดยทั่วไปมักอยู่ที่ประมาณ 1–2% จากนั้นจึงคำนวณย้อนกลับจากระยะ Stop-Loss เพื่อหาขนาดสถานะที่เหมาะสม
เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง ÷ ระยะ Stop-Loss (%) = ตัวคูณ
ตัวคูณ × ขนาดบัญชี = ขนาดสถานะ
ลองพิจารณาตัวอย่างด้วยตัวเลขจริงเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
ตัวอย่าง
ขนาดบัญชี
เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง (%)
ระยะ Stop-Loss (%)
ขนาดสถานะ
ขาดทุนเมื่อถึง Stop-Loss
กำไรเมื่อถึงเป้าหมาย
1
$10,000
2%
0.26%
~$76,900
~$200
~$400
(2 เท่าของความเสี่ยง)
2
$7,000
1.5%
0.27%
~$38,888
~$105
—
3
$22,200
1%
0.44%
~$50,454
~$222
~$444
ในทุกกรณี ยิ่งกำหนดระยะ Stop-Loss แคบลง ขนาดสถานะจะยิ่งต้องใหญ่ขึ้นเพื่อให้มูลค่าความเสี่ยงยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ในทางกลับกัน ยิ่งกำหนดระยะ Stop-Loss กว้างขึ้น ขนาดสถานะก็จะยิ่งเล็กลง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด มูลค่าความเสี่ยงในรูปของจำนวนเงินจะยังคงเท่าเดิม มีเพียงขนาดสถานะเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับระยะ Stop-Loss
ตำแหน่ง Stop-Loss จะแตกต่างกันในแต่ละการเทรด ดังนั้น ขนาดสถานะจึงต้องแตกต่างกันด้วย ไม่มีขนาดตายตัวที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์
ไม่ควรข้ามขั้นตอนการคำนวณแล้วประเมินขนาดสถานะด้วยสายตา เพราะอาจทำให้คุณรับความเสี่ยงสูงกว่าที่ตั้งใจไว้โดยไม่รู้ตัว
ตัวเลขทศนิยมไม่จำเป็นต้องแม่นยำทุกหลัก คุณสามารถปัดค่าตัวคูณให้ใกล้เคียงได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับแผนบริหารความเสี่ยง
ความเสี่ยง 1%: มีความระมัดระวังมากกว่า แต่การเติบโตของพอร์ตอาจช้าลง
ความเสี่ยง 2%: บัญชีอาจเติบโตได้เร็วขึ้น แต่การขาดทุนสะสม (Drawdown) จะส่งผลกระทบรุนแรงกว่า
ระดับที่เหมาะสม: โดยทั่วไปอาจอยู่ระหว่าง 1–2% เว้นแต่กลยุทธ์ที่ใช้จะมีอัตราการชนะสูงอย่างแท้จริง ซึ่งในกรณีนั้น การเพิ่มระดับความเสี่ยงขึ้นเล็กน้อยอาจเป็นสิ่งที่พิจารณาได้
การกำหนดขนาดสถานะไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นการคำนวณที่ช่วยควบคุมให้ผลลัพธ์ของทุกการเทรด ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน อยู่ภายในขอบเขตความเสี่ยงที่คุณสามารถยอมรับได้
การเปิดสถานะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของกระบวนการ สิ่งที่แยกเทรดเดอร์ที่มีวินัยออกจากคนทั่วไป คือวิธีบริหารสถานะหลังจากเข้าเทรดแล้ว และจุดเริ่มต้นสำคัญคือการใช้ Stop-Loss อย่างเหมาะสม
Stop-Loss คือคำสั่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนจำนวนมาก คุณควรเข้าใจว่าโดยทั่วไป การเทรดประมาณครึ่งหนึ่งอาจจบลงด้วยการขาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการซื้อขายในตลาด
Stop-Loss ช่วยให้มั่นใจว่า เมื่อการเทรดไม่เป็นไปตามแผน คุณจะออกจากตลาดด้วยผลขาดทุนเล็กน้อยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์รุนแรงจนควบคุมไม่ได้
วิธีใช้
การทำงาน
หลีกเลี่ยงการขาดทุนจำนวนมาก
ใช้ Stop-Loss พื้นฐานเพื่อปิดสถานะเมื่อราคาถึงระดับ Stop-Loss ที่กำหนด
หลีกเลี่ยงการขาดทุนทั้งหมด
เลื่อน Stop-Loss ไปยังจุดคุ้มทุน
เมื่อราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณต้องการ
เพิ่มโอกาสในการรักษากำไร
ใช้ Trailing Stop เพื่อรักษากำไรที่เกิดขึ้น
ขณะที่ราคายังคงเคลื่อนไหวไปในทิศทาง
ที่คุณต้องการ
วาง Stop-Loss ไกลเกินไป: อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะลดลง และแม้การเทรดจะทำกำไร ผลตอบแทนที่ได้รับก็อาจไม่มากนัก
วาง Stop-Loss ใกล้เกินไป: ไส้เทียนเล็ก ๆ หรือความผันผวนตามปกติของราคาอาจทำให้สถานะถูกปิด แม้ว่าการวิเคราะห์ทิศทางโดยรวมจะถูกต้องก็ตาม
แนวทางแก้ไข: ควรวาง Stop-Loss ณ ระดับราคาที่หากราคาทะลุผ่านแล้ว สมมติฐานของการเทรดจะไม่ถูกต้องอีกต่อไป ไม่ใช่กำหนดจากระยะห่างแบบสุ่ม
หากเปิดสถานะซื้อ โดยทั่วไป Stop-Loss มักวางไว้ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของรอบการแกว่งตัวล่าสุด หรือ Swing Low เล็กน้อย หากราคาทะลุระดับดังกล่าว แนวโน้มอาจเปลี่ยนทิศทางไปแล้ว และอาจไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะถือตำแหน่งต่อไป
เมื่อสถานะขายเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ คุณสามารถเลื่อน Stop-Loss ตามโครงสร้างราคาได้ โดยเลื่อน Stop-Loss ไปไว้เหนือจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) จุดล่าสุดทุกครั้งที่ราคาสร้างจุดต่ำสุดที่ต่ำลง (Lower Low) ใหม่
วิธีนี้ช่วยล็อกกำไรทีละขั้น แทนที่จะปล่อยให้กำไรทั้งหมดขึ้นอยู่กับการที่ราคาจะไปถึงเป้าหมายสุดท้ายเพียงอย่างเดียว
หากต้องการบริหารสถานะในเชิงรุกมากขึ้น เมื่อสถานะมีกำไรในระดับที่น่าพอใจแล้ว เช่น 3% ขึ้นไป คุณสามารถเลื่อน Stop-Loss ตามแท่งเทียนแต่ละแท่ง โดยขยับ Stop-Loss ไว้เหนือจุดสูงสุดของแท่งเทียนก่อนหน้า ทุกครั้งที่เกิดแท่งเทียนใหม่ซึ่งเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อสถานะขาย
แม้ว่าวิธีนี้อาจไม่ได้เก็บกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาทุก pip แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้สถานะที่มีกำไรอย่างมากกลับกลายเป็นสถานะขาดทุน หากตลาดพลิกกลับอย่างกะทันหัน
ผลการศึกษายังสนับสนุนแนวทางนี้ โดยงานวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลตลาดย้อนหลังเกือบหนึ่งศตวรรษ (ปี 1926–2020) พบว่า การใช้กฎ Trailing Stop-Loss แบบง่าย ๆ โดยปิดสถานะเมื่อราคาปรับตัวลง 15–20% จากจุดสูงสุด สามารถลดการขาดทุนสูงสุดของพอร์ตจาก 62% เหลือเพียง 26%
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขเล็กน้อย แต่เป็นความแตกต่างระหว่างพอร์ตที่สามารถฟื้นตัวได้ กับพอร์ตที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับมาอยู่ในระดับเดิม
Slippage เป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่เทรดเดอร์จำนวนมากมักมองข้าม แต่เมื่อสะสมในระยะยาว ผลกระทบอาจมากกว่าที่คิด
Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณส่งคำสั่งซื้อขายกับราคาที่คำสั่งได้รับการดำเนินการจริง ตัวอย่างเช่น หากคุณส่งคำสั่งซื้อที่ราคา 28.22 ดอลลาร์สหรัฐ แต่คำสั่งได้รับการดำเนินการที่ราคา 28.32 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนต่าง 0.10 ดอลลาร์สหรัฐนี้ก็คือ Slippage หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการซื้อขายคู่สกุลเงิน (Forex) และสินทรัพย์ประเภทอื่นเช่นกัน
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักไม่ทันสังเกต Slippage เพราะในประวัติการซื้อขายจะแสดงเพียงราคาที่คำสั่งได้รับการดำเนินการจริง ซึ่งกลายเป็นจุดอ้างอิงใหม่โดยอัตโนมัติ
ด้วยเหตุนี้ Slippage จึงมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันสังเกต แต่หากคุณซื้อขายบ่อยครั้ง ต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถสะสมจนส่งผลกระทบต่อผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ
วิธี
เหตุผลที่ช่วยลด Slippage
ใช้ Limit Order
คำสั่งจะไม่ถูกดำเนินการในราคาที่แย่กว่าราคา
ที่กำหนดไว้ จึงป้องกัน Slippage ในทิศทาง
ที่เสียเปรียบได้ แต่คำสั่งอาจไม่ได้รับ
การดำเนินการ
หลีกเลี่ยงสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ
หรือมี Spread กว้าง
สภาพคล่องต่ำและ Spread กว้าง
เพิ่มโอกาสเกิด Slippage
หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง
ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เช่น
ช่วงเปิดตลาด ช่วงประกาศข่าวสำคัญ
หรือช่วงประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ
ซึ่งราคาอาจเปลี่ยนแปลงก่อนที่
คำสั่งจะถูกส่งถึงเซิร์ฟเวอร์
พิจารณาขนาดคำสั่งซื้อขายเทียบกับ
ปริมาณคำสั่งในตลาด
คำสั่งขนาดใหญ่ในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ
อาจถูกจับคู่ที่หลายระดับราคา
ทำให้เกิด Slippage มากขึ้น
พิจารณาใช้ Stop-Limit Order
เมื่อต้องการปิดสถานะ
ช่วยจำกัด Slippage ขณะออกจากตลาด
แต่มีความเสี่ยงที่คำสั่ง
อาจไม่ได้รับการดำเนินการ
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักกังวลเกี่ยวกับ Slippage ในตอนเปิดสถานะ แต่ในความเป็นจริง Slippage จำนวนมากกลับเกิดขึ้นในช่วงปิดสถานะ โดยเฉพาะเมื่อใช้ Stop Order
Stop Order ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกระตุ้นคำสั่ง เมื่อราคามาถึงระดับที่กำหนด ระบบจะส่งคำสั่งแบบ Market Order ออกไปโดยอัตโนมัติ และเนื่องจาก Market Order จะถูกดำเนินการที่ราคาที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงอาจเกิด Slippage ได้
แนวทางที่ 1: ใช้ Stop-Limit Order แทน เมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด ระบบจะส่ง Limit Order แทน Market Order ซึ่งช่วยจำกัดราคาที่แย่ที่สุดที่คุณยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม หากราคากระโดดข้ามระดับ Limit อย่างรวดเร็ว คำสั่งอาจไม่ได้รับการดำเนินการ
แนวทางที่ 2: แบ่งการปิดสถานะออกเป็นหลายส่วน แทนที่จะพยายามปิดทั้งหมดในราคาเดียว วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจาก Slippage
แนวทางที่ 3: หากคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงจากการถือสถานะต่ออีกระยะหนึ่งได้ อาจหลีกเลี่ยงการวาง Stop Order ในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ช่วงเปิดตลาดหรือช่วงประกาศข่าวสำคัญ
หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือเหตุการณ์ Swiss Franc Shock ในเดือนมกราคม 2015 เมื่อธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) ประกาศยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนขั้นต่ำที่ 1.20 ฟรังก์สวิสต่อยูโร ซึ่งใช้มานานกว่า 3 ปีอย่างกะทันหัน
ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที คู่สกุลเงิน EUR/CHF ร่วงจากประมาณ 1.20 ลงมาต่ำกว่า 1.00 และในหลายกรณี คำสั่ง Stop-Loss ของเทรดเดอร์ไม่สามารถปิดสถานะได้ใกล้เคียงกับระดับที่ตั้งไว้ เนื่องจากสภาพคล่องระหว่างระดับราคาดังกล่าวมีไม่เพียงพอที่จะรองรับคำสั่ง ผลที่ตามมาคือ บางบัญชีมีผลขาดทุนมากกว่ายอดเงินที่ฝากไว้ จนมียอดคงเหลือติดลบและต้องชำระเงินเพิ่มเติม
เหตุการณ์นี้ถือเป็นตัวอย่างสุดขั้วของสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เมื่อ Stop Order ไม่สามารถหาสภาพคล่องเพียงพอที่จะดำเนินการในราคาที่เหมาะสมได้
การกำหนดขนาดสถานะเป็นเรื่องของการคำนวณ โดยทั่วไปควรจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ประมาณ 1–2% ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง และใช้ระยะ Stop-Loss ในการคำนวณขนาดสถานะที่เหมาะสม
Stop-Loss ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจำกัดการขาดทุน แต่การใช้ Trailing Stop อย่างเป็นระบบยังอาจช่วยลดการขาดทุนสูงสุดของพอร์ตได้ โดยผลการศึกษาที่อ้างถึงพบว่าลดลงจาก 62% เหลือ 26%
Slippage เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ดังเช่นเหตุการณ์ EUR/CHF ในปี 2015 ที่ร่วงจากประมาณ 1.20 ลงมาต่ำกว่า 1.00 ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้