กลยุทธ์การเทรดก่อนการประกาศข่าว - กลยุทธ์การเทรดในช่วงประกาศข่าวสำคัญ
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

กลยุทธ์การเทรดก่อนการประกาศข่าว

จากบทที่ผ่านมา คุณได้เรียนรู้แล้วว่าปัจจัยใดเป็นตัวขับเคลื่อนตลาด และวิธีวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ การวางแผนการเทรดก่อนที่ตลาดจะเริ่มผันผวน ไม่ใช่การรีบไล่ตามราคาเมื่อข่าวถูกประกาศออกมาแล้ว

บทนี้จะอธิบายวิธีเตรียมความพร้อมก่อนการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ด้วยการวางคำสั่งซื้อขายไว้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องรีบไล่ตามตลาดหลังจากที่ผู้เข้าร่วมตลาดรายอื่นได้ปรับสถานะกันไปแล้ว

 

การตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าก่อนการประกาศข่าว

หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับการเทรดตามข่าว โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอเพื่อรอจังหวะเข้าเทรด คือ การตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders) ก่อนการประกาศข่าว โดยใช้คำสั่ง Buy Stop และ Sell Stop วางไว้เหนือและต่ำกว่าราคาปัจจุบัน

ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าหลังการประกาศข่าวตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด คำสั่งที่ตรงกับทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาจะทำงานโดยอัตโนมัติ

 

ก่อนเริ่มต้น

  • ใช้กรอบเวลาระหว่าง 1-30 นาที เพื่อช่วยให้กำหนดจุดเข้าเทรดได้แม่นยำยิ่งขึ้น

  • เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบว่าแท่งเทียนล่าสุดเป็นแท่งขาขึ้น (Bullish) หรือแท่งขาลง (Bearish) เนื่องจากข้อมูลนี้จะช่วยกำหนดว่าควรวางคำสั่งใดก่อน

  • หลักการเบื้องต้นคือ หากแท่งเทียนล่าสุดเป็นแท่งขาลง (Bearish) ให้เริ่มวางคำสั่ง Buy Stop ก่อน

 

วิธีการวางคำสั่ง

ประเภทคำสั่ง

ตำแหน่งการวางคำสั่ง

Stop-Loss

Take-Profit

Buy Stop

สูงกว่าราคาปัจจุบัน

10 pips

ต่ำกว่าระดับ Buy Stop 10 pips

สูงกว่าระดับ Buy Stop 20 pips

Sell Stop

ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน

10 pips

สูงกว่าระดับ Sell Stop 10 pips

ต่ำกว่าระดับ Sell Stop 20 pips

 

เหตุใดจึงควรวางทั้ง Buy Stop และ Sell Stop

  • ไม่มีใครทราบล่วงหน้าได้ว่าการประกาศข่าวจะผลักดันให้ตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด การวางคำสั่งไว้ทั้งสองด้านจึงช่วยให้พร้อมรับการเคลื่อนไหวของราคาไม่ว่าจะเกิดขึ้นในทิศทางใด

  • เมื่อราคาทะลุระดับที่กำหนดจนทำให้คำสั่งใดคำสั่งหนึ่งทำงาน สถานะจะถูกเปิดโดยอัตโนมัติ จึงไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจ

  • การกำหนด Stop Loss และ Take Profit ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้การซื้อขายเป็นไปตามแผนทันทีหลังจากมีการเปิดสถานะ

แนวทางนี้ช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับมือกับการตอบสนองของตลาดได้ ไม่ว่าหลังการประกาศข่าวราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด

order-types-buystop-sellstop

ในการแถลงข่าวของ Fed เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ประธาน Fed นาย Jerome Powell ส่งสัญญาณว่า Fed อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2024 ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

หลังการแถลงข่าว ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ และคู่สกุลเงิน GBP/USD ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 250 pips ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

เทรดเดอร์ที่วางคำสั่ง Sell Stop ไว้ล่วงหน้าบริเวณต่ำกว่ากรอบราคาก่อนการประกาศข่าว สามารถเข้าสู่ตลาดได้ทันทีเมื่อราคาทะลุระดับดังกล่าว ขณะที่ผู้ที่รอเปิดสถานะด้วยตนเองหลังตลาดเริ่มเคลื่อนไหว มักพลาดช่วงที่ราคาเคลื่อนตัวรวดเร็วที่สุด

 

การวิเคราะห์ภาวะตลาดปัจจุบันก่อนการประกาศข่าว

ก่อนที่จะเริ่มวางคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า ควรถอยกลับมาพิจารณาภาพรวมของตลาดก่อนด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า ขณะนี้ตลาดกำลังเคลื่อนไหวในลักษณะใด ราคากำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวลดลง หรือเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

ลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าวคือแนวโน้มของตลาด ซึ่งเป็นบริบทสำคัญที่กำหนดว่าตลาดจะตอบสนองต่อข่าวอย่างไร

 

แนวโน้มพื้นฐาน 3 ประเภทที่ควรสังเกต

  • แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): ราคาทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น

  • แนวโน้มขาลง (Downtrend): ราคาทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลง

  • แนวโน้มการเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways): ราคาแกว่งตัวอยู่ภายในกรอบ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

 

เครื่องมือที่ช่วยยืนยันแนวโน้มของตลาด

  • พฤติกรรมราคา (Price Action): การสังเกตว่าราคากำลังทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น หรือทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำลง ก็สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดได้

  • ปริมาณการซื้อขาย (Volume): หากราคาเคลื่อนไหวพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น มักสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวนั้นได้รับแรงสนับสนุนจากตลาดอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน หากปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นสัญญาณว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจไม่ต่อเนื่อง

  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages): ช่วยลดความผันผวนระยะสั้นของราคา ทำให้มองเห็นแนวโน้มในภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  • ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength Index: RSI): ใช้ช่วยระบุภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) เมื่อ RSI อยู่เหนือระดับ 70 และภาวะขายมากเกินไป (Oversold) เมื่อ RSI อยู่ต่ำกว่าระดับ 30

  • MACD: หากเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณ อาจบ่งชี้แนวโน้มเชิงบวก ขณะที่การตัดลงต่ำกว่าเส้นสัญญาณอาจบ่งชี้แนวโน้มเชิงลบ

 

สิ่งสำคัญสำหรับการเทรดตามข่าวคือ แนวโน้มแต่ละประเภทมีลักษณะการก่อตัวและระยะเวลาที่แตกต่างกัน

ประเภทของแนวโน้ม

ระยะเวลาโดยประมาณ

ปัจจัยขับเคลื่อน

แนวโน้มเชิงโครงสร้างระยะยาว (Secular Trend)

หลายปีถึงหลายทศวรรษ

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับลึก เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน

แนวโน้มระยะยาว

(Long-term Trend)

หลายปี

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในหลายอุตสาหกรรม

แนวโน้มระยะกลาง (Intermediate Trend)

หลายเดือน

ความเชื่อมั่นของนักลงทุน

และการคาดการณ์เกี่ยวกับ

อัตราดอกเบี้ย

แนวโน้มระยะสั้น

(Short-term Trend)

หลายวันถึงหลายสัปดาห์

ข่าวและเหตุการณ์ต่าง ๆ

การเลือกตั้ง ผลประกอบการ และการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ

 

สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดตามข่าว แนวโน้มระยะสั้นคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะรายงานเพียงฉบับเดียวก็อาจพลิกความเชื่อมั่นของตลาดในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าแนวโน้มระยะยาวในภาพรวมจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

 

วิธีลดความเสี่ยงก่อนการประกาศข่าวสำคัญ

วิธีที่ดูเหมือนตรงไปตรงมาที่สุดในการเทรดตามข่าว คือ รอให้ตัวเลขถูกประกาศ แล้วจึงรีบเข้าสู่ตลาด แม้จะฟังดูง่าย แต่ในความเป็นจริง นี่กลับเป็นหนึ่งในวิธีที่ยากที่สุดในการทำกำไร และส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์ทิศทางผิด

ปัญหาหลักคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคำสั่งซื้อขายทันทีที่ข่าวถูกประกาศ

 

ความท้าทาย 3 ประการหลังการประกาศข่าวสำคัญ

ปัญหา

สิ่งที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อการเทรด

สเปรดกว้างขึ้น

โบรกเกอร์ขยายส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask

ต้นทุนในการเปิดสถานะสูงขึ้น

ส่วนต่างราคาจาก

การดำเนินคำสั่ง (Slippage)

คำสั่งถูกดำเนินการที่ราคาซึ่งแตกต่างจากราคาที่กดส่งคำสั่ง

อาจได้ราคาเปิดสถานะที่แย่กว่าที่วางแผนไว้ และในบางกรณีราคาอาจคลาดเคลื่อนไป

อย่างมาก

ปัญหาด้านการดำเนินคำสั่ง

ราคาเคลื่อนไหวรวดเร็วจนอาจไม่สามารถดำเนินคำสั่งได้

อาจได้รับราคาเสนอใหม่

หรือคำสั่งอาจถูกดำเนินการ

ใกล้จุดสูงสุดของการพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน

 

เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโบรกเกอร์จงใจทำให้เทรดเดอร์เสียเปรียบ ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ผู้ให้บริการสภาพคล่องเองก็อาจลดปริมาณสภาพคล่องที่เสนอให้กับตลาด เนื่องจากความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นสำหรับทุกฝ่าย ส่งผลให้สเปรดในตลาดโดยรวมขยายกว้างขึ้น

ในเดือนธันวาคม 2025 BrokerChampion ได้ทำการทดสอบสถานการณ์จริง โดยส่งคำสั่งซื้อขายคู่สกุลเงิน EUR/USD จำนวน 20 คำสั่ง ห่างกันคำสั่งละ 5 วินาที ในช่วงใกล้กับการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) เพื่อสังเกตผลที่เกิดขึ้น

ก่อนการประกาศข่าว ส่วนต่างราคาจากการดำเนินคำสั่ง (Slippage) อยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 0.2 pips อย่างไรก็ตาม คำสั่งที่ถูกส่งภายในช่วง 5 วินาทีใกล้กับเวลาประกาศข่าวมี Slippage เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4 pips โดยเฉลี่ย ขณะที่หนึ่งในคำสั่งได้รับผลกระทบจาก Slippage สูงถึง 12 pips

สำหรับการซื้อขายขนาดหนึ่งล็อตมาตรฐาน (Standard Lot) ความแตกต่างดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้นจากเพียงไม่กี่เซนต์เป็นประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากจังหวะในการส่งคำสั่งเพียงไม่กี่วินาที

หลังจากผ่านไปประมาณ 30 วินาที สภาวะการซื้อขายก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวข่าวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที รอบการประกาศข่าว

 

สิ่งที่ควรนำไปปรับใช้

  • การรอให้ตัวเลขถูกประกาศแล้วจึงเข้าสู่ตลาด อาจทำให้คุณเลือกจังหวะที่เสียเปรียบมากที่สุดในการเปิดสถานะ

  • แม้จะคาดการณ์ทิศทางได้ถูกต้อง แต่ Slippage และสเปรดที่กว้างขึ้นก็อาจทำให้ความได้เปรียบจากการเทรดลดลงอย่างมาก

  • การไล่ตามราคาที่พุ่งขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วในขณะเกิดเหตุการณ์ มักเป็นช่วงที่ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตอบสนองให้เร็วกว่าเดิม แต่คือการหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงหากเป็นไปได้ หรือเตรียมแผนการเทรดที่ไม่ต้องพึ่งพาการได้รับราคาที่แม่นยำในทันทีที่ข่าวถูกประกาศ

 

สรุปสาระสำคัญ

  • วางคำสั่ง Buy Stop และ Sell Stop ไว้ล่วงหน้าก่อนการประกาศข่าว พร้อมกำหนด Stop Loss และ Take Profit เพื่อเตรียมรับการเคลื่อนไหวของราคาในทั้งสองทิศทาง

  • ตรวจสอบแนวโน้มของตลาดก่อนเสมอ เนื่องจากข่าวมักส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในระยะสั้น แม้ว่าแนวโน้มระยะยาวอาจยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

  • การรอให้ตัวเลขถูกประกาศแล้วจึงรีบเข้าสู่ตลาดมีความเสี่ยง เนื่องจากสเปรดที่กว้างขึ้นและ Slippage อาจเพิ่มต้นทุนและลดความได้เปรียบจากการเทรดได้อย่างรวดเร็ว

ถัดไป: กลยุทธ์การเทรดหลังการประกาศข่าว
บทเรียนถัดไป