ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
จากบทที่ผ่านมา คุณได้เรียนรู้แล้วว่าปัจจัยใดเป็นตัวขับเคลื่อนตลาด และวิธีวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ การวางแผนการเทรดก่อนที่ตลาดจะเริ่มผันผวน ไม่ใช่การรีบไล่ตามราคาเมื่อข่าวถูกประกาศออกมาแล้ว
บทนี้จะอธิบายวิธีเตรียมความพร้อมก่อนการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ด้วยการวางคำสั่งซื้อขายไว้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องรีบไล่ตามตลาดหลังจากที่ผู้เข้าร่วมตลาดรายอื่นได้ปรับสถานะกันไปแล้ว
หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับการเทรดตามข่าว โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอเพื่อรอจังหวะเข้าเทรด คือ การตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders) ก่อนการประกาศข่าว โดยใช้คำสั่ง Buy Stop และ Sell Stop วางไว้เหนือและต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าหลังการประกาศข่าวตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด คำสั่งที่ตรงกับทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาจะทำงานโดยอัตโนมัติ
ก่อนเริ่มต้น
ใช้กรอบเวลาระหว่าง 1-30 นาที เพื่อช่วยให้กำหนดจุดเข้าเทรดได้แม่นยำยิ่งขึ้น
เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบว่าแท่งเทียนล่าสุดเป็นแท่งขาขึ้น (Bullish) หรือแท่งขาลง (Bearish) เนื่องจากข้อมูลนี้จะช่วยกำหนดว่าควรวางคำสั่งใดก่อน
หลักการเบื้องต้นคือ หากแท่งเทียนล่าสุดเป็นแท่งขาลง (Bearish) ให้เริ่มวางคำสั่ง Buy Stop ก่อน
ประเภทคำสั่ง
ตำแหน่งการวางคำสั่ง
Stop-Loss
Take-Profit
Buy Stop
สูงกว่าราคาปัจจุบัน
10 pips
ต่ำกว่าระดับ Buy Stop 10 pips
สูงกว่าระดับ Buy Stop 20 pips
Sell Stop
ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
สูงกว่าระดับ Sell Stop 10 pips
ต่ำกว่าระดับ Sell Stop 20 pips
ไม่มีใครทราบล่วงหน้าได้ว่าการประกาศข่าวจะผลักดันให้ตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด การวางคำสั่งไว้ทั้งสองด้านจึงช่วยให้พร้อมรับการเคลื่อนไหวของราคาไม่ว่าจะเกิดขึ้นในทิศทางใด
เมื่อราคาทะลุระดับที่กำหนดจนทำให้คำสั่งใดคำสั่งหนึ่งทำงาน สถานะจะถูกเปิดโดยอัตโนมัติ จึงไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจ
การกำหนด Stop Loss และ Take Profit ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้การซื้อขายเป็นไปตามแผนทันทีหลังจากมีการเปิดสถานะ
แนวทางนี้ช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับมือกับการตอบสนองของตลาดได้ ไม่ว่าหลังการประกาศข่าวราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
ในการแถลงข่าวของ Fed เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ประธาน Fed นาย Jerome Powell ส่งสัญญาณว่า Fed อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2024 ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้
หลังการแถลงข่าว ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ และคู่สกุลเงิน GBP/USD ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 250 pips ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
เทรดเดอร์ที่วางคำสั่ง Sell Stop ไว้ล่วงหน้าบริเวณต่ำกว่ากรอบราคาก่อนการประกาศข่าว สามารถเข้าสู่ตลาดได้ทันทีเมื่อราคาทะลุระดับดังกล่าว ขณะที่ผู้ที่รอเปิดสถานะด้วยตนเองหลังตลาดเริ่มเคลื่อนไหว มักพลาดช่วงที่ราคาเคลื่อนตัวรวดเร็วที่สุด
ก่อนที่จะเริ่มวางคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า ควรถอยกลับมาพิจารณาภาพรวมของตลาดก่อนด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า ขณะนี้ตลาดกำลังเคลื่อนไหวในลักษณะใด ราคากำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวลดลง หรือเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
ลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าวคือแนวโน้มของตลาด ซึ่งเป็นบริบทสำคัญที่กำหนดว่าตลาดจะตอบสนองต่อข่าวอย่างไร
แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): ราคาทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น
แนวโน้มขาลง (Downtrend): ราคาทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลง
แนวโน้มการเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways): ราคาแกว่งตัวอยู่ภายในกรอบ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
พฤติกรรมราคา (Price Action): การสังเกตว่าราคากำลังทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น หรือทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำลง ก็สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดได้
ปริมาณการซื้อขาย (Volume): หากราคาเคลื่อนไหวพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น มักสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวนั้นได้รับแรงสนับสนุนจากตลาดอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน หากปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นสัญญาณว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจไม่ต่อเนื่อง
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages): ช่วยลดความผันผวนระยะสั้นของราคา ทำให้มองเห็นแนวโน้มในภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength Index: RSI): ใช้ช่วยระบุภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) เมื่อ RSI อยู่เหนือระดับ 70 และภาวะขายมากเกินไป (Oversold) เมื่อ RSI อยู่ต่ำกว่าระดับ 30
MACD: หากเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณ อาจบ่งชี้แนวโน้มเชิงบวก ขณะที่การตัดลงต่ำกว่าเส้นสัญญาณอาจบ่งชี้แนวโน้มเชิงลบ
สิ่งสำคัญสำหรับการเทรดตามข่าวคือ แนวโน้มแต่ละประเภทมีลักษณะการก่อตัวและระยะเวลาที่แตกต่างกัน
ประเภทของแนวโน้ม
ระยะเวลาโดยประมาณ
ปัจจัยขับเคลื่อน
แนวโน้มเชิงโครงสร้างระยะยาว (Secular Trend)
หลายปีถึงหลายทศวรรษ
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับลึก เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน
แนวโน้มระยะยาว
(Long-term Trend)
หลายปี
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในหลายอุตสาหกรรม
แนวโน้มระยะกลาง (Intermediate Trend)
หลายเดือน
ความเชื่อมั่นของนักลงทุน
และการคาดการณ์เกี่ยวกับ
อัตราดอกเบี้ย
แนวโน้มระยะสั้น
(Short-term Trend)
หลายวันถึงหลายสัปดาห์
ข่าวและเหตุการณ์ต่าง ๆ
การเลือกตั้ง ผลประกอบการ และการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ
สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดตามข่าว แนวโน้มระยะสั้นคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะรายงานเพียงฉบับเดียวก็อาจพลิกความเชื่อมั่นของตลาดในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าแนวโน้มระยะยาวในภาพรวมจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม
วิธีที่ดูเหมือนตรงไปตรงมาที่สุดในการเทรดตามข่าว คือ รอให้ตัวเลขถูกประกาศ แล้วจึงรีบเข้าสู่ตลาด แม้จะฟังดูง่าย แต่ในความเป็นจริง นี่กลับเป็นหนึ่งในวิธีที่ยากที่สุดในการทำกำไร และส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์ทิศทางผิด
ปัญหาหลักคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคำสั่งซื้อขายทันทีที่ข่าวถูกประกาศ
ปัญหา
สิ่งที่เกิดขึ้น
ผลกระทบต่อการเทรด
สเปรดกว้างขึ้น
โบรกเกอร์ขยายส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask
ต้นทุนในการเปิดสถานะสูงขึ้น
ส่วนต่างราคาจาก
การดำเนินคำสั่ง (Slippage)
คำสั่งถูกดำเนินการที่ราคาซึ่งแตกต่างจากราคาที่กดส่งคำสั่ง
อาจได้ราคาเปิดสถานะที่แย่กว่าที่วางแผนไว้ และในบางกรณีราคาอาจคลาดเคลื่อนไป
อย่างมาก
ปัญหาด้านการดำเนินคำสั่ง
ราคาเคลื่อนไหวรวดเร็วจนอาจไม่สามารถดำเนินคำสั่งได้
อาจได้รับราคาเสนอใหม่
หรือคำสั่งอาจถูกดำเนินการ
ใกล้จุดสูงสุดของการพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโบรกเกอร์จงใจทำให้เทรดเดอร์เสียเปรียบ ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ผู้ให้บริการสภาพคล่องเองก็อาจลดปริมาณสภาพคล่องที่เสนอให้กับตลาด เนื่องจากความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นสำหรับทุกฝ่าย ส่งผลให้สเปรดในตลาดโดยรวมขยายกว้างขึ้น
ในเดือนธันวาคม 2025 BrokerChampion ได้ทำการทดสอบสถานการณ์จริง โดยส่งคำสั่งซื้อขายคู่สกุลเงิน EUR/USD จำนวน 20 คำสั่ง ห่างกันคำสั่งละ 5 วินาที ในช่วงใกล้กับการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) เพื่อสังเกตผลที่เกิดขึ้น
ก่อนการประกาศข่าว ส่วนต่างราคาจากการดำเนินคำสั่ง (Slippage) อยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 0.2 pips อย่างไรก็ตาม คำสั่งที่ถูกส่งภายในช่วง 5 วินาทีใกล้กับเวลาประกาศข่าวมี Slippage เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4 pips โดยเฉลี่ย ขณะที่หนึ่งในคำสั่งได้รับผลกระทบจาก Slippage สูงถึง 12 pips
สำหรับการซื้อขายขนาดหนึ่งล็อตมาตรฐาน (Standard Lot) ความแตกต่างดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้นจากเพียงไม่กี่เซนต์เป็นประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากจังหวะในการส่งคำสั่งเพียงไม่กี่วินาที
หลังจากผ่านไปประมาณ 30 วินาที สภาวะการซื้อขายก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวข่าวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที รอบการประกาศข่าว
การรอให้ตัวเลขถูกประกาศแล้วจึงเข้าสู่ตลาด อาจทำให้คุณเลือกจังหวะที่เสียเปรียบมากที่สุดในการเปิดสถานะ
แม้จะคาดการณ์ทิศทางได้ถูกต้อง แต่ Slippage และสเปรดที่กว้างขึ้นก็อาจทำให้ความได้เปรียบจากการเทรดลดลงอย่างมาก
การไล่ตามราคาที่พุ่งขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วในขณะเกิดเหตุการณ์ มักเป็นช่วงที่ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตอบสนองให้เร็วกว่าเดิม แต่คือการหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงหากเป็นไปได้ หรือเตรียมแผนการเทรดที่ไม่ต้องพึ่งพาการได้รับราคาที่แม่นยำในทันทีที่ข่าวถูกประกาศ
วางคำสั่ง Buy Stop และ Sell Stop ไว้ล่วงหน้าก่อนการประกาศข่าว พร้อมกำหนด Stop Loss และ Take Profit เพื่อเตรียมรับการเคลื่อนไหวของราคาในทั้งสองทิศทาง
ตรวจสอบแนวโน้มของตลาดก่อนเสมอ เนื่องจากข่าวมักส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในระยะสั้น แม้ว่าแนวโน้มระยะยาวอาจยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
การรอให้ตัวเลขถูกประกาศแล้วจึงรีบเข้าสู่ตลาดมีความเสี่ยง เนื่องจากสเปรดที่กว้างขึ้นและ Slippage อาจเพิ่มต้นทุนและลดความได้เปรียบจากการเทรดได้อย่างรวดเร็ว
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้