ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
หลายคนยังสับสนเกี่ยวกับการใช้ปฏิทินเศรษฐกิจ การวิเคราะห์กราฟรายสัปดาห์ และการนำการปิดของแท่งเทียนรายวันมาประกอบกันเพื่อกำหนดมุมมองของตลาดในแต่ละสัปดาห์
บทนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยอธิบายว่าข่าวเศรษฐกิจสำคัญระดับสูง (Red Folder News) มีบทบาทอย่างไรต่อทิศทางของตลาดในแต่ละสัปดาห์ และการใช้กรอบเวลาการเคลื่อนไหวของราคา (Time-Based Ranges) จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มักไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในวงการเทรด โดยเฉพาะวิธีรับมือกับวันที่ไม่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญเลย ซึ่งเราจะเริ่มต้นจากเรื่องนี้เป็นลำดับแรก
คุณได้เรียนรู้ทั้งแนวคิด เครื่องมือ และกลยุทธ์ต่าง ๆ มาแล้ว ถึงเวลานำทุกอย่างมาผสมผสานเป็นแผนการเทรดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis: EMH) อธิบายว่า ราคาสินทรัพย์ได้สะท้อนข้อมูลทั้งหมดที่เปิดเผยต่อสาธารณะไว้แล้ว จึงไม่มีใครสามารถสร้างความได้เปรียบจากข้อมูลเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดตามข่าว หลายคนไม่ได้มองเช่นนั้น
ตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) รายหนึ่ง ได้เปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับประกาศสำคัญแก่สถาบันการเงินบางแห่งก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ สถาบันเหล่านั้นจึงสามารถปรับสถานะการลงทุนล่วงหน้าได้ และหลายสัปดาห์ต่อมา ECB ก็ประกาศข้อมูลดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า หากตลาดมีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ ความได้เปรียบจากข้อมูลล่วงหน้าเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
การวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเพียงการคาดเดาว่าข้อมูลจะออกมาดีหรือแย่ แต่เป็นการมองหาความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้กับผลลัพธ์ที่ประกาศจริง ตัวอย่างเช่น หากการคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานมีช่วงกว้างมาก ตั้งแต่ 100,000 ถึง 900,000 ตำแหน่ง ย่อมสะท้อนว่าตลาดมีความเห็นแตกต่างกันสูง เมื่อมีการประกาศตัวเลขจริง นักลงทุนจำนวนมากจึงต้องรีบปรับสถานะ ส่งผลให้ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากการคาดการณ์ของตลาดอยู่ในช่วงแคบ
แม้ว่าตัวเลขจริงจะตรงกับที่คาด ตลาดก็มักตอบสนองไม่รุนแรงนัก เนื่องจากตลาดได้รับข้อมูลใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ เป้าหมายของการเทรดไม่ใช่การสร้างกำไรทุกวัน แต่คือการรักษาเงินทุนให้อยู่ในตลาดได้นานพอที่จะรอโอกาสที่เหมาะสม แนวคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุนจนไม่สามารถอยู่ในตลาดต่อได้ (Risk of Ruin)
เลือกคู่สกุลเงินให้สอดคล้องกับสกุลเงินหลักของข่าวเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อดอลลาร์สหรัฐ (USD) นอกจากนี้ ควรระวังคู่สกุลเงินที่แม้จะไม่ได้มีดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลัก แต่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจได้รับผลกระทบจากข่าวของสหรัฐฯ เช่น ดอลลาร์แคนาดา (CAD) และเปโซเม็กซิโก (MXN)
ระดับ
เกณฑ์ในการจัดอันดับ
สูง
อยู่ใน 10% แรกของคู่สกุลเงินที่ตลาดตอบสนองมากที่สุด และได้รับความสนใจจากเทรดเดอร์จำนวนมาก
ปานกลาง
อยู่ในกลุ่ม 25% ถัดมา
ต่ำ
คู่สกุลเงินอื่น ๆ ทั้งหมด
เปิดสถานะโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน แทนการเปิดเพียงสถานะเดียว
กำหนดจุด Stop-Loss เท่ากันสำหรับทั้งสองส่วน
กำหนดจุดทำกำไร (Take-Profit) สำหรับส่วนแรก ส่วนที่สองปล่อยให้สถานะที่เหลือสร้างกำไรต่อไปตามแนวโน้ม
เมื่อส่วนแรกถึงเป้าหมาย ให้เลื่อน Stop-Loss ของส่วนที่สองมายังจุดคุ้มทุน (Breakeven)
จากนั้นค่อย ๆ เลื่อน Stop-Loss ตามการเคลื่อนไหวของราคา (Trailing Stop) หากราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการ
ผลการวิเคราะห์ของ TradersSecondBrain ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากเทรดเดอร์มากกว่า 8,400 ราย และบันทึกการซื้อขายกว่า 1.2 ล้านรายการ พบว่าเทรดเดอร์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลามากกว่า 6 เดือน มีอัตราการชนะเฉลี่ยประมาณ 53% และมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-to-Reward Ratio) อย่างน้อย 1.6:1
จากข้อมูลชุดเดียวกันยังพบว่า เทรดเดอร์จำนวนมากที่มีอัตราการชนะอยู่ในช่วง 40-50% กลับขาดทุนในระยะยาว เนื่องจากการขาดทุนในแต่ละครั้งมีขนาดใหญ่กว่ากำไรที่ได้รับ
การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถทดแทนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ทั้งหมดหรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าวิธีใดสามารถทดแทนอีกวิธีหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม การนำการวิเคราะห์ทั้งสองรูปแบบมาใช้ร่วมกัน จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของตลาดได้รอบด้านมากกว่าการใช้เพียงแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าเทรดเดอร์ในตลาดกำลังตอบสนองต่อข้อมูลอย่างไร ไม่ใช่เพียงสิ่งที่พาดหัวข่าวบอกไว้
การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายอย่างมีนัยสำคัญ มักบ่งชี้ว่าสินทรัพย์นั้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงซื้อหรือแรงขาย
หากปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นพร้อมกับแนวโน้มของราคา ก็เป็นสัญญาณว่าการเคลื่อนไหวนั้นมีแรงสนับสนุนและมีโมเมนตัมอยู่เบื้องหลัง
หากปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างรวดเร็ว อาจสะท้อนว่าเทรดเดอร์เริ่มให้ความสนใจลดลง และอาจเกิดการกลับทิศของราคา
การสังเกตการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายระหว่างวัน (Intraday Volume Spike) ยังช่วยให้สังเกตเห็นช่วงเวลาที่นักลงทุนสถาบันเริ่มเข้าซื้อหรือขายในปริมาณมาก
แม้แต่นักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานและลงทุนในระยะยาว ก็ยังต้องการจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าซื้อหรือขาย ซึ่งเป็นจุดที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามามีบทบาท
เมื่อราคาทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ระยะ 15 วัน หรือ 21 วัน ก็มักมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิมอีกระยะหนึ่ง
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน และ 200 วัน เหมาะสำหรับใช้วิเคราะห์แนวโน้มในระยะยาว และเหมาะสำหรับใช้สังเกตรูปแบบการทะลุกรอบราคา (Breakout) ในระยะยาวมากกว่า
ตลาดมักมีรูปแบบการตอบสนองต่อข่าวประเภทเดียวกันที่คล้ายคลึงกันเมื่อเวลาผ่านไป
ตัวอย่างเช่น หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มักปรับตัวลดลง เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับการปรับปรุงที่อยู่อาศัย (Home Improvement Retailers) มักปรับตัวลดลง เมื่อข้อมูลยอดขายบ้านใหม่หรือยอดขายบ้านมือสองออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด
การศึกษาว่าหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมตอบสนองต่อเหตุการณ์ในอดีตอย่างไร จะช่วยให้สามารถประเมินแนวโน้มการตอบสนองของตลาดต่อเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
ข้อจำกัด
เหตุผลที่ควรทราบ
อ้างอิงข้อมูลในอดีต
กราฟสะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาในอดีต
จึงไม่สามารถคาดการณ์ผลประกอบการ
หรือกระแสเงินสดในอนาคตได้
คนส่วนใหญ่อาจตัดสินใจผิดได้
การที่มีแรงซื้อจำนวนมากในช่วงหนึ่ง
ไม่ได้หมายความว่าแรงซื้อจะดำเนินต่อไป
เพราะความเชื่อมั่นของตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยมหภาคได้
กราฟไม่สามารถบอกได้ว่า OPEC จะตัดสินใจอย่างไร หรือผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานจะส่งผลต่อตลาดในรูปแบบใด
ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล
เทรดเดอร์สองคนอาจมองกราฟเดียวกัน
แต่ตีความและได้ข้อสรุปที่แตกต่างกัน
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือเหตุการณ์หุ้น GameStop ในปี 2021 ขณะนั้นกองทุนเฮดจ์ฟันด์หลายแห่งเปิดสถานะขายชอร์ต (Short Selling) ในหุ้น GameStop เป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มนักลงทุนรายย่อยในชุมชน r/WallStreetBets บน Reddit สังเกตเห็นสถานการณ์ดังกล่าว และร่วมกันเข้าซื้อหุ้นจำนวนมาก จนเกิดปรากฏการณ์ Short Squeeze ส่งผลให้ราคาหุ้น GameStop พุ่งขึ้นจากต่ำกว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะระดับมากกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
แต่หลังจากนั้นไม่นาน กระแสความนิยมก็เริ่มจางหาย และราคาหุ้นก็ปรับตัวลงอย่างรุนแรง เทรดเดอร์ที่เข้าซื้อเพียงเพราะเห็นว่า "คนอื่นกำลังซื้อกัน" ต่างได้รับผลขาดทุนอย่างหนักเมื่อโมเมนตัมของราคากลับทิศ
แหล่งที่มา: Tradingview
เทรดเดอร์จำนวนมากมักประเมินตนเองจากคำถามเพียงข้อเดียวว่า "วันนี้ทำกำไรได้หรือไม่" แต่ผลกำไรหรือขาดทุนในระยะสั้นไม่ได้สะท้อนทักษะในการเทรดเสมอไป เพราะการเทรดที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวเกิดจากการปฏิบัติตามกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การไล่ล่าผลลัพธ์ของการเทรดเพียงครั้งเดียว
การเทรดที่ทำกำไรไม่ได้หมายความว่าคุณตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอไป
การเทรดที่ขาดทุนก็ไม่ได้หมายความว่าคุณตัดสินใจผิดทุกครั้ง
ความผันผวนของตลาดในระยะสั้นอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ได้มากพอ ๆ กับทักษะในการเทรด
แทนที่จะถามว่า "วันนี้ชนะหรือไม่" ให้ถามว่า "ทำตามแผนการเทรดหรือไม่" แผนการเทรดควรครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ เช่น เงื่อนไขในการเปิดสถานะ จุด Stop-Loss และเป้าหมายการทำกำไร (Take-Profit) การกำหนดขนาดสถานะ (Position Sizing) กฎการเทรดสำหรับสภาวะตลาดแต่ละรูปแบบ
หลังการเทรดทุกครั้ง ให้ทบทวนว่าคุณปฏิบัติตามเงื่อนไขการเข้าเทรด ปฏิบัติตามระดับราคาที่กำหนดไว้ และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์ได้หรือไม่
วัดผลว่าคุณสามารถปฏิบัติตามแผนการเทรดของตนเองได้บ่อยเพียงใด เช่น 70-80% ของจำนวนการเทรดทั้งหมด เปรียบเทียบผลลัพธ์ในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน เพื่อค้นหาว่าระเบียบวินัยเริ่มลดลงในช่วงใด และให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอมากกว่าการไล่ล่าผลกำไร
บันทึกข้อมูลสำคัญของการเทรดแต่ละครั้ง เช่น รูปแบบการเข้าเทรด (Setup) จุดเข้าและจุดออก ความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง คุณปฏิบัติตามแผนหรือไม่ ความรู้สึกหรืออารมณ์ระหว่างการเทรด เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับผลกำไรและขาดทุน (P&L) จะช่วยให้เห็นได้ชัดว่าปัจจัยใดที่ทำให้ผลการเทรดดีขึ้นหรือแย่ลง
หลีกเลี่ยงการดีใจกับกำไรมากเกินไป การจมอยู่กับความผิดหวังจากการขาดทุน หรือการตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นทันทีหลังปิดสถานะ
ประเมินผลการเทรดในช่วงเวลาที่มีความหมาย เช่น หลายเดือน หรือ 6 เดือนถึง 1 ปี แทนการตัดสินจากผลลัพธ์เพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เพื่อให้เห็นระดับความสม่ำเสมอของตนเองได้อย่างแท้จริง
ใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้เพื่อค่อย ๆ ปรับปรุงแผนการเทรด ไม่ว่าจะเป็น จุดเข้าเทรด ตำแหน่ง Stop-Loss การกำหนดขนาดสถานะ กฎด้านวินัยในการเทรด
ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าอัตราการชนะ: อัตราการชนะ 53% ร่วมกับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง 1.6:1 อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอัตราการชนะที่สูง แต่ขาดการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
คนส่วนใหญ่อาจตัดสินใจผิดได้: กรณี GameStop ที่ราคาพุ่งจากประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะ 400 ดอลลาร์สหรัฐภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนร่วงลงอย่างรุนแรง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ติดตามวินัย ไม่ใช่เพียงผลกำไรและขาดทุน: ตั้งเป้าปฏิบัติตามแผนการเทรดให้ได้ประมาณ 70-80% และประเมินผลจากผลการเทรดในช่วงหลายเดือน ไม่ใช่จากผลลัพธ์ระยะสั้น
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้