ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
บทเรียนก่อนหน้านี้ เราได้เรียนรู้พื้นฐานของการเทรดฟอเร็กซ์ไปแล้ว ทั้งโครงสร้างของตลาด การเคลื่อนไหวของราคา และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
บทนี้จะพาไปรู้จักอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ตลาด นั่นคือ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ซึ่งเป็นวิธีที่เทรดเดอร์ใช้ศึกษาข้อมูลราคาในอดีต เพื่อนำมาคาดการณ์ทิศทางราคาสำหรับอนาคต
เทรดเดอร์บางคนชื่นชอบ การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นพิเศษ ขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมากกว่า แต่ในความเป็นจริง เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักใช้ ทั้งสองวิธีควบคู่กัน เพื่อให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับและแม่นยำมากขึ้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ การดูการเคลื่อนไหวของราคาในอดีต เพื่อหาแพทเทิร์นที่อาจเกิดซ้ำในอนาคต
พูดง่าย ๆ : คือ วิธีคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคต โดยศึกษากราฟราคาเก่า ๆ และ รูปแบบของตลาด
ต่างจาก การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ที่ดูปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีอิทธิพลต่อค่าสกุลเงิน การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเน้นไปที่:
กราฟราคา: ใช้ดูการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาต่าง ๆ
แนวโน้ม (Trends): วิเคราะห์ว่าราคาอยู่ในขาขึ้น ขาลง หรือเคลื่อนไหวในกรอบ
อินดิเคเตอร์ (Indicators): เครื่องมือช่วยวัดแรงส่ง ปริมาณการซื้อขาย และความผันผวนของตลาด
แม้การวิเคราะห์ทางเทคนิค ไม่สามารถการันตีการเคลื่อนไหวในอนาคต แต่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถ ตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับ โดยอิงจากจิตวิทยาตลาดและพฤติกรรมราคาในอดีต
การวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายใน การเทรดฟอเร็กซ์ เพราะช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับจากข้อมูลราคาในอดีต
หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญ คือ การกำหนดจังหวะการเข้าและออกจากตลาด ช่วยให้เทรดเดอร์หาช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้า หรือ ออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ยังช่วยใน การระบุแนวโน้มตลาด ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทางขาขึ้น ขาลง หรือ เคลื่อนไหวในกรอบ
ที่สำคัญกว่านั้น คือ การวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วยลดการตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์ เพราะเทรดเดอร์ใช้ข้อมูลจริงและรูปแบบของราคา แทนที่จะเทรดตามความรู้สึกหรือความคาดเดา
ตัวอย่างเช่น หากเทรดเดอร์สังเกตว่า EUR/USD มักกลับทิศทางที่ระดับราคาเฉพาะเป็นประจำ นี่อาจเป็นสัญญาณของ แนวรับหรือแนวต้าน ช่วยให้วางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิคอิงอยู่บนหลักการต่อไปนี้:
แนวคิดนี้เชื่อว่า ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม ได้ถูกสะท้อนอยู่ในราคาสกุลเงินไปแล้ว แทนที่จะเน้นข่าวสาร เทรดเดอร์จะดูการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อประเมินว่าตลาดตอบสนองอย่างไร
ราคามักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับลูกบอลที่กลิ้งต่อเนื่องไปในทิศทางเดิม จนกว่าจะมีแรงบางอย่างมาหยุดหรือเปลี่ยนทิศทาง
แนวโน้มของราคาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก:
ขาขึ้น (Uptrend): ราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขาลง (Downtrend): ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ไซด์เวย์ (Sideways): ราคาแกว่งตัวอยู่ในกรอบ โดยไม่มีทิศทางชัดเจน
เทรดเดอร์เชื่อว่า รูปแบบราคาบางอย่างเกิดขึ้นซ้ำตามเวลา เพราะจิตวิทยาของตลาด (ความกลัว ความโลภ ความมองโลกในแง่ดี) ยังคงเหมือนเดิม
โดยการศึกษากราฟในอดีต เทรดเดอร์พยายามคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
ตัวอย่าง: หากรูปแบบราคาแบบหนึ่งเคยนำไปสู่การปรับขึ้นในอดีต เทรดเดอร์ก็มักคาดหวังว่าเมื่อรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายกันได้เช่นกัน
ตัวชี้วัดเชิงเทคนิคเปรียบเสมือนกล่องเครื่องมือของนักเทรด ช่วยวิเคราะห์กราฟ สังเกตแนวโน้ม และหาจังหวะเข้าเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะใช้ทำนายราคาล่วงหน้า
ตัวชี้วัดเหล่านี้เหมาะสำหรับยืนยันการเคลื่อนไหวของราคาและสภาพตลาด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวชี้วัดเชิงเทคนิคที่นักเทรดนิยมใช้กันมากที่สุด
อินดิเคเตอร์เหล่านี้ ช่วยระบุทิศทางของแนวโน้มตลาดว่า ราคาโดยรวมกำลังเคลื่อนไหว ขึ้น, ลง, หรือ เคลื่อนที่ในกรอบ (ไซด์เวย์)
ตัวอย่าง: Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) เป็นอินดิเคเตอร์แนวโน้มที่ได้รับความนิยม แสดงค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงระยะเวลาหนึ่งช่วยให้มองเห็นแนวโน้มราคาได้ชัดเจนขึ้นโดยลดความผันผวนของข้อมูล
อินดิเคเตอร์โมเมนตั้มวัดความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคา ช่วยหาว่าแนวโน้มแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ
ตัวอย่าง: Relative Strength Index (RSI) เป็นอินดิเคเตอร์โมเมนตัมที่ใช้กันทั่วไป เคลื่อนไหวระหว่าง 0 ถึง 100 และสามารถบ่งชี้ได้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought – ราคาสูงเกินพื้นฐาน) หรือ ขายมากเกินไป (Oversold – ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน)
อินดิเคเตอร์เหล่านี้ ดูปริมาณการซื้อขาย (จำนวนสินทรัพย์การเงินที่ถูกซื้อและขาย) เพื่อทำความเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของราคามีแรงหนุนมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่าง: On-Balance Volume (OBV) เป็นอินดิเคเตอร์ที่นำปริมาณการซื้อขายมาบวกในวันที่ราคาขึ้น
และลบในวันที่ราคาลง โดยใช้เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของราคา จากกระแสของปริมาณ (Volume Flow)
เคล็ดลับ: ไม่มีอินดิเคเตอร์ใดที่ให้สัญญาณที่แม่นยำ เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักใช้ หลายอินดิเคเตอร์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และตัดสินใจเทรด
เมื่อคุณเข้าใจพื้นฐานของ การวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว ถึงเวลาใช้ความรู้นี้มาสร้างแผน การเทรดฟอเร็กซ์ที่มีประสิทธิภาพ ด้านล่างคือ คู่มือที่ละขั้นตอนสำหรับ การวางแผนเทรด โดยอิงจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างเป็นระบบและแม่นยำ
1. กำหนดเป้าหมายในการเทรด: ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ คุณต้องการเทรดเพื่อสร้างรายได้ระยะสั้น? เพื่อสะสมความมั่งคั่ง? หรือเพื่อฝึกเรียนรู้? เป้าหมายเหล่านี้ควรสามารถประเมินผลได้ชัดเจนในภายหลัง
2. วิเคราะห์ตลาด:
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: แม้ว่าคุณจะเน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่การมีมุมมองภาพรวมทางเศรษฐกิจจะช่วยให้ตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น
เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค: เลือกอินดิเคเตอร์หรือรูปแบบกราฟที่คุณจะใช้ในการวิเคราะห์
3. สร้างกลยุทธ์การเทรด: กำหนดให้ชัดว่าจะเข้าเทรดเมื่อไร โดยยึดตามสิ่งที่เกิดบนกราฟเช่น: เข้าเทรดเมื่อราคาวิ่งขึ้นเหนือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) จากนั้นกำหนดให้ชัดเจนว่าจะออกจากการเทรด เมื่อไรทั้งในกรณีทำกำไร และกรณีที่ต้องตัดขาดทุน
4. บริหารความเสี่ยง: ตัดสินใจให้ชัดเจนว่าในแต่ละการเทรด คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน กฎทั่วไปคือ ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1–2% ของยอดเงินในบัญชีต่อครั้ง
5. ทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลัง: ใช้ข้อมูลราคาย้อนหลังเพื่อลองทดสอบกลยุทธ์ของคุณ ดูว่ากลยุทธ์ที่วางไว้นั้นให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ในสภาพตลาดจริงในอดีต
6. ทบทวนและปรับปรุง: ประเมินผลการเทรดและประสิทธิภาพของกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมที่จะปรับปรุงแผน หากตลาดเปลี่ยนแปลงหรือได้ข้อมูลใหม่ที่มีประโยชน์มากกว่าเดิม
แม้ไม่มีแผนใดที่การันตีความสำเร็จได้ แต่การมีแผนการเทรดที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณรับมือกับตลาดได้อย่างมีระบบและมั่นใจมากขึ้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ การศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาสกุลเงินในอดีต เพื่อนำมาคาดการณ์แนวโน้มของราคาในอนาคต
หลักการสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค:
ราคาสะท้อนข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว
ราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวเป็นเทรนด์
รูปแบบราคามักเกิดซ้ำตามเวลา
เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) และ RSI มักถูกใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาและโมเมนตัมของตลาด
อย่าลืมว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เทรดเดอร์ที่ดีมักใช้ทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน
ในบทเรียนถัดไป เราจะพาไปดูตัวอย่างจริงของ การวิเคราะห์การเทรดในตลาดฟอเร็กซ์
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด