ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
โปรแกรมความภักดี
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
จนถึงตอนนี้ คุณได้เรียนรู้แล้วว่าตลาดฟอเร็กซ์ทำงานอย่างไร และรู้วิธีเปิดออเดอร์เบื้องต้น แต่คำถามสำคัญคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าควรเทรดแบบไหนดีตรงนี้คือจุดที่ การวิเคราะห์ตลาด เข้ามามีบทบาท
การวิเคราะห์หลัก ๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และ การวิเคราะห์ทางเทคนิค
บทเรียนนี้จะเน้นไปที่ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งช่วยให้คุณเข้าใจว่า ทำไมสกุลเงินถึงเคลื่อนไหวในลักษณะที่เป็นอยู่
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการดู ปัจจัยในโลกจริง ที่ส่งผลกระทบต่อค่าสกุลเงินปัจจัยเหล่านี้อาจเป็น:
เศรษฐกิจ (GDP, เงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ย)
การเมือง (การเลือกตั้ง, นโยบายรัฐบาล)
ภูมิรัฐศาสตร์ (สงคราม, ข้อพิพาทการค้า, การคว่ำบาตร)
ตัวอย่าง: หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตอย่างรุ่งเรือง นักลงทุนจะต้องการสินทรัพย์สหรัฐฯ ทำให้ความต้องการ USD เพิ่มขึ้นและผลักดันค่าเงินขึ้น
แต่หากเงินเฟ้อสูงเกินไป ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อสกุลเงินในทิศทางที่แตกต่าง
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานช่วยให้เทรดเดอร์ คาดการณ์การเคลื่อนไหวเหล่านี้ และตัดสินใจเทรดอย่างมีข้อมูล
ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเปรียบเสมือนชีพจรของประเทศ ช่วยให้เข้าใจถึงความแข็งแรงและผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ในตลาดฟอเร็กซ์ ตัวชี้วัดเหล่านี้มีอิทธิพลต่อค่าเงินโดยตรง เพราะสร้างความคาดหวังเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินในอนาคต ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อความน่าสนใจของสกุลเงินต่อผู้ลงทุน
ดังนั้น การเข้าใจตัวชี้วัดเหล่านี้จึงสำคัญมากสำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ แต่คำถามคือ แล้วนักเทรดสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด? มาดูกันต่อเลย
GDP แสดงถึง มูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมด ที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ตลาดฟอเร็กซ์จับตามองมากที่สุด
GDP เติบโตแข็งแกร่ง → ส่งสัญญาณเศรษฐกิจแข็งแกร่ง → สกุลเงินแข็งค่า
GDP เติบโตอ่อนแอหรือภาวะถดถอย → ส่งสัญญาณปัญหาเศรษฐกิจ → สกุลเงินอ่อนค่า
ตัวอย่าง: หาก GDP ของสหรัฐฯ แข็งแกร่งในขณะที่ยูโรโซนชะลอตัว EUR/USD อาจลดลง หมายความว่า USD แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร
ข้อมูลการจ้างงาน ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะเมื่อมีการประกาศมักสร้างความผันผวนสูงในตลาดฟอเร็กซ์ระยะสั้น
ตลาดงานที่แข็งแรงสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งมักส่งผลให้ค่าเงินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
ตัวชี้วัดการจ้างงานที่สำคัญได้แก่:
Non-Farm Payrolls (NFP): รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ
Unemployment Rate: อัตราการว่างงาน หรือสัดส่วนของแรงงานที่ไม่มีงานทำ
Jobless Claims: จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานน
ตัวอย่าง: หากสหรัฐฯ รายงาน ตัวเลขการจ้างงานที่สูงกว่าคาด นักลงทุนอาจคาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ (USD) แข็งค่าขึ้น
เงินเฟ้อ คือ การวัดความเร็วของการปรับขึ้นของราคาสินค้า โดยตัวชี้วัดหลักมี 2 ตัว ได้แก่:
CPI (Consumer Price Index): ดัชนีราคาผู้บริโภค วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
PPI (Producer Price Index): ดัชนีราคาผู้ผลิต วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาขายส่ง
ทำไมถึงสำคัญ?
เงินเฟ้อต่ำ → เพิ่มอำนาจซื้อ → สกุลเงินแข็งค่า
เงินเฟ้อสูง → ลดมูลค่าเงิน → สกุลเงินอ่อนค่า
ตัวอย่างเช่น: หากเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้ GBP น่าสนใจมากขึ้นในสายตานักลงทุน
ดุลการค้า แสดงถึง ความแตกต่างระหว่างการส่งออก (ขายสินค้าไปต่างประเทศ) และ การนำเข้า (ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ)
เกินดุลการค้า (ส่งออก > นำเข้า): ความต้องการสกุลเงินเพิ่มขึ้น → ค่าเงินแข็งค่า
ขาดดุลการค้า (นำเข้า > ส่งออก): เงินไหลออกจากประเทศมากขึ้น → ค่าเงินอ่อนค่า
ตัวอย่างเช่น: หากจีนมีการส่งออกมากกว่า การนำเข้าความต้องการ เงินหยวน (CNY) จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น
ค่าเงินไม่ได้ตอบสนองแค่ตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้นแต่ยังได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ทางการเมืองและสถานการณ์ระดับโลก ซึ่งสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดฟอเร็กซ์ได้เช่นกัน
เหตุการณ์ทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนผู้นำ มักทำให้นักลงทุนรู้สึก ไม่มั่นใจ เทรดเดอร์จึงมักหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยย้ายเงินลงทุนไปยังสกุลเงินที่มีความเสถียรสูงกว่า
ตัวอย่าง: ก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญ นักลงทุนอาจขายสกุลเงินของประเทศนั้น เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า นโยบายของผู้นำคนใหม่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร
สงคราม การก่อการร้าย หรือข้อพิพาทระหว่างประเทศ สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด เทรดเดอร์จึงมักหันไปถือ สกุลเงินปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อปกป้องเงินลงทุนจากความเสี่ยง
ตัวอย่างของสกุลเงินปลอดภัย:
USD (ดอลลาร์สหรัฐ): สกุลเงินที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลก
JPY (เยนญี่ปุ่น): มีความมั่นคงในอดีตในช่วงวิกฤต
CHF (ฟรังก์สวิส): เศรษฐกิจที่มั่นคงของสวิตเซอร์แลนด์ทำให้เป็นทางเลือกยามไม่แน่นอนทั่วโลก
ตัวอย่างเช่น หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นเทรดเดอร์อาจขาย สกุลเงินที่มีความเสี่ยง และซื้อ USD หรือ CHF แทน
มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้สกุลเงินของประเทศเป้าหมายอ่อนค่าลง
มาตรการคว่ำบาตรอาจมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจเฉพาะของประเทศที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งส่งผลต่อดุลการค้า การไหลเข้าของการลงทุน และประสิทธิภาพเศรษฐกิจโดยรวม
เราจะใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงเพื่อให้เข้าใจดีขึ้นว่าจะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการเทรดอย่างไร
สมมติว่าเรากำลังพิจารณาเปิดตำแหน่งซื้อในคู่สกุลเงิน EUR/USD โดยอิงจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
ก่อนอื่น เราเริ่มจากการปรึกษาปฏิทินเศรษฐกิจและสังเกตว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีกำหนดการประกาศการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยและให้แนวทางล่วงหน้าเกี่ยวกับนโยบายการเงิน
ประการที่สอง เราต้องศึกษาตัวชี้วัดเศรษฐกิจตามที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นว่ามีผลกระทบมากแค่ไหน
ดังนั้นเราจึงเจาะลึกลงไปในตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับยูโรโซนและสหรัฐอเมริกา เช่น:
การเติบโตของ GDP
อัตราเงินเฟ้อ
ตัวเลขการจ้างงาน
เรายังพิจารณาพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความตึงเครียดทางการค้าที่อาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD
จากนั้น ก่อนการประชุม ECB เราทบทวนถ้อยแถลงล่าสุดของเจ้าหน้าที่ ECB และความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้น
เราประเมินว่า ECB มีแนวโน้มจะคงท่าทีนโยบายปัจจุบัน ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน หรือให้คำใบ้เกี่ยวกับการดำเนินการในอนาคตหรือไม่
ต่อมา เราสำรวจอารมณ์ตลาดโดยติดตามหัวข้อข่าว รายงานบทวิเคราะห์ และการพูดคุยในโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับคู่ EUR/USD
ข่าวเชิงบวกจะนำไปสู่การแข็งค่าของสกุลเงิน ในขณะที่ข่าวเชิงลบอาจกดดันให้ค่าเงินอ่อนตัวลง
จากการวิเคราะห์ของเรา หากเราคาดการณ์ว่า ECB จะรักษาท่าทีนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและอาจส่งสัญญาณในเชิงบวกเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในยูโรโซน เราอาจตัดสินใจเปิดตำแหน่งซื้อ EUR/USD ก่อนการประชุม ECB
จากนั้นเราต้องแน่ใจว่า ได้จัดเตรียมมาตรการจัดการความเสี่ยงไว้ เช่น การตั้งคำสั่งหยุดขาดทุน เพื่อจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น หากการเทรดไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เรายังพิจารณาขนาดตำแหน่งตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และขนาดบัญชี
วันประชุมของ ECB เราดำเนินการเทรดตามแผนที่วางไว้ พร้อมติดตามปฏิกิริยาของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบว่าการประกาศจาก ECB ส่งผลต่อราคาของสกุลเงินอย่างไร และปรับแผนการเทรดหากจำเป็น ตามข้อมูลใหม่และการเคลื่อนไหวของราคา
หลังจากปิดออเดอร์แล้ว เราจะทำการประเมินผลลัพธ์โดยวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการเทรด เราเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อปรับปรุงแนวทางการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสำหรับการเทรดในอนาคต
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานศึกษา ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ส่งผลต่อราคาสกุลเงิน
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ GDP ข้อมูลการจ้างงาน เงินเฟ้อ และดุลการค้า
ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การเลือกตั้ง ความขัดแย้ง และสงครามการค้า ก็มีอิทธิพลต่อตลาดฟอเร็กซ์เช่นกัน
กลยุทธ์การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงการศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจ นโยบายธนาคารกลาง และอารมณ์ตลาดก่อนทำการเทรด
ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่า เหตุใด สกุลเงินจึงเคลื่อนไหว ถึงเวลาเรียนรู้ วิธีการวิเคราะห์กราฟราคา โดยใช้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค ในบทเรียนถัดไป!
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้
อ่านบล็อกล่าสุดของเราเพื่อเรียนรู้เคล็ดลับการเทรด มุมมองตลาด และกลยุทธ์การเทรดจริง บล็อกของ XS จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล แรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการเทรด