ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
การกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep) คือการที่ราคาเคลื่อนไหวทะลุจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดที่สำคัญเพียงชั่วคราว เพื่อกระตุ้นคำสั่ง Stop-Loss ที่สะสมอยู่บริเวณดังกล่าว ก่อนจะกลับตัวอย่างรวดเร็วในทิศทางตรงกันข้าม
ชื่อเรียกอื่น: เทรดเดอร์รายย่อยจำนวนมากมักเรียกการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ว่า การล่า Stop-Loss (Stop Hunt) หรือ การทะลุหลอก (Fakeout)
ในมุมมองของ Smart Money Concept (SMC): การกวาดสภาพคล่องไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นกลไกหนึ่งของตลาดที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) สามารถเข้าหรือออกจากสถานะขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากสถาบันการเงินหรือกองทุนขนาดใหญ่ต้องการเปิดสถานะซื้อ (Buy Position) จำนวนมาก พวกเขาจำเป็นต้องมีคำสั่งขาย (Sell Orders) จำนวนมากเพียงพอสำหรับรองรับธุรกรรมดังกล่าว
โดยทั่วไป คำสั่งขายจำนวนมากมักสะสมอยู่ต่ำกว่าระดับแนวรับสำคัญในรูปแบบของคำสั่ง Stop-Loss จากผู้ที่ถือสถานะซื้อ ด้วยเหตุนี้ ราคาอาจถูกผลักให้เคลื่อนลงต่ำกว่าแนวรับเพียงชั่วคราวเพื่อกระตุ้นคำสั่งเหล่านั้น
เมื่อคำสั่ง Stop-Loss ถูกกระตุ้น สภาพคล่องในฝั่งขายจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) สามารถสะสมสถานะซื้อได้ในระดับราคาที่ต้องการ ก่อนที่ราคาจะเคลื่อนไหวกลับขึ้นในภายหลัง
การกวาดสภาพคล่องมักทิ้งร่องรอยที่สังเกตได้บนกราฟ ดังนี้
การกวาดสภาพคล่องฝั่งขาย (Bullish Sweep) หรือสัญญาณซื้อ: ราคาปรับตัวลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดสำคัญ หรือ Equal Lows (EQL) เพียงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตัวแท่งเทียนไม่สามารถปิดต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ และกลับปิดเหนือระดับนั้น พร้อมทิ้งไส้เทียนด้านล่างที่ยาว
การกวาดสภาพคล่องฝั่งซื้อ (Bearish Sweep) หรือสัญญาณขาย: ราคาปรับตัวขึ้นเหนือจุดสูงสุดสำคัญ หรือ Equal Highs (EQH) เพียงชั่วคราว จากนั้นราคาถูกกดกลับลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดไส้เทียนด้านบน (Upper Wick) ที่ยาว และปิดกลับต่ำกว่าระดับดังกล่าว
เทรดเดอร์ที่ใช้แนวคิด SMC มักมองหาร่องรอยลักษณะนี้บนกราฟ นั่นคือการที่ราคาทะลุจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดเพียงชั่วคราว ก่อนถูกปฏิเสธกลับอย่างรวดเร็วจนเกิดไส้เทียนที่ยาว เพื่อใช้เป็นสัญญาณยืนยันว่าผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) ได้กวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep) สำเร็จแล้ว
เพื่อช่วยระบุบริเวณที่มีโอกาสเกิดการกวาดสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น ควรทำเครื่องหมายบริเวณสำคัญ 3 ประเภทต่อไปนี้บนกราฟ
จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ระดับราคาใกล้เคียงกัน (Equal Highs / Equal Lows: EQH/EQL): มักพบอยู่บริเวณด้านนอกของรูปแบบ Double Top หรือ Double Bottom ที่ชัดเจน เทรดเดอร์รายย่อยมักมองว่าระดับเหล่านี้เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่ง จึงมีคำสั่ง Stop-Loss สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก
จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า (Previous Daily High / Previous Daily Low: PDH/PDL): จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของวันหรือสัปดาห์ก่อนหน้า (PDH/PDL และ PWH/PWL) เป็นระดับราคาที่ได้รับการติดตามจากเทรดเดอร์ทั่วโลก จึงมักกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการทะลุหลอก (Fakeout)
สภาพคล่องบริเวณเส้นแนวโน้ม (Trendline Liquidity): คำสั่ง Stop-Loss มักสะสมอยู่บริเวณด้านนอกของเส้นแนวโน้ม (Trendline) ที่ชัดเจน โดยผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) อาจผลักดันราคาให้ทะลุเส้นแนวโน้มดังกล่าวเพื่อกระตุ้นคำสั่งเหล่านั้น ก่อนที่ราคาจะกลับตัวในภายหลัง
ในขณะที่เทรดเดอร์บางส่วนอาจเข้าออเดอร์ตามการทะลุระดับราคา (Breakout) ทันที หรือถูกตัดขาดทุนจากการกวาดสภาพคล่อง เทรดเดอร์สาย SMC มักใช้แนวทางที่มีขั้นตอนชัดเจนมากกว่า โดยทั่วไปจะรอให้การกวาดสภาพคล่องเกิดขึ้นก่อน แล้วจึงมองหาสัญญาณยืนยันเพิ่มเติม
กลยุทธ์: รอให้สภาพคล่องที่อยู่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดสำคัญถูกกวาดออกไปก่อน โดยสังเกตจากการเกิดไส้เทียนด้านล่างที่ยาว จากนั้นรอการเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของโครงสร้างตลาด (Change of Character: CHoCH) บนกรอบเวลาที่เล็กกว่า
ผลลัพธ์: ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเข้าออเดอร์ได้ในทิศทางและจังหวะเดียวกับผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) โดยใช้จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ที่กระชับมากขึ้น เปลี่ยนจากการเป็นเป้าหมายของการกวาดสภาพคล่อง มาเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับแรงซื้อขายของผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่
หนึ่งในวิธีที่ช่วยแยกแยะระหว่างการทะลุจริงกับการทะลุหลอกได้อย่างรวดเร็ว คือการสังเกตตำแหน่งที่แท่งเทียนปิด
ลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) ต้องการผลักดันราคาให้เคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มปัจจุบัน
กฎ 1 วินาที: ตัวแท่งเทียนต้องปิดอยู่นอกระดับจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดเป้าหมายอย่างชัดเจน
เบื้องหลังการเคลื่อนไหว: ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่กำลังดำเนินคำสั่งซื้อขายใหม่ที่ระดับราคาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตลาดยอมรับระดับราคาใหม่นี้ว่าเป็นระดับมูลค่าที่เหมาะสม (Fair Value) ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มมีแนวโน้มสูงที่จะเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิม
ลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ต้องการกระตุ้นคำสั่ง Stop-Loss ของเทรดเดอร์รายย่อย ก่อนทำให้ตลาดกลับตัวในทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็ว
กฎ 1 วินาที: ราคาทะลุระดับจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดสำคัญ แต่ถูกปฏิเสธกลับทันที ทำให้มีเพียงไส้เทียนที่ยื่นเลยระดับดังกล่าวออกไป ขณะที่ตัวแท่งเทียนปิดกลับเข้ามาภายในโครงสร้างเดิม
เบื้องหลังการเคลื่อนไหว: ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่สามารถดูดซับสภาพคล่องที่เกิดจากคำสั่ง Stop-Loss ของเทรดเดอร์รายย่อยที่สะสมอยู่เหนือหรือใต้ระดับดังกล่าวได้สำเร็จ เมื่อสามารถดำเนินคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ของตนได้ครบถ้วนแล้ว แรงซื้อขายดังกล่าวอาจลดลง ส่งผลให้ราคาเกิดการกลับตัวอย่างรุนแรง
สภาพคล่องคือเชื้อเพลิงของตลาด โดยมีสาระสำคัญจากบทเรียนนี้ดังต่อไปนี้
บริเวณสภาพคล่อง (Liquidity Zones): Buy-Side Liquidity (BSL) มักอยู่เหนือจุดสูงสุดสำคัญ ส่วน Sell-Side Liquidity (SSL) มักอยู่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดสำคัญ โดย Equal Highs (EQH) และ Equal Lows (EQL) ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการกวาดสภาพคล่อง
กฎ 1 วินาที: การกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep) มักทิ้งเพียงไส้เทียนไว้นอกระดับสำคัญ ขณะที่การทะลุโครงสร้างตลาด (Break of Structure: BOS) ต้องมีการปิดของตัวแท่งเทียนอยู่นอกระดับดังกล่าวอย่างชัดเจน
รูปแบบการเข้าออเดอร์: ไม่ควรใช้การกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep) เพียงอย่างเดียวเป็นสัญญาณเข้าออเดอร์ ควรรอให้เกิดการปฏิเสธราคาผ่านไส้เทียนและตามด้วยการเปลี่ยนแปลงลักษณะของโครงสร้างตลาด (Change of Character: CHoCH) บนกรอบเวลาที่เล็กกว่า เพื่อใช้เป็นสัญญาณยืนยัน
ในบทเรียนถัดไป คุณจะได้เรียนรู้วิธีประยุกต์ใช้แนวคิด Smart Money Concept (SMC) เพื่อประเมินว่าราคาอยู่ในโซนราคาสูงหรือโซนราคาต่ำ และวิธีระบุจุดเข้าออเดอร์ที่มีความน่าจะเป็นสูงในการเทรด
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้