Equal Highs และ Equal Lows ในการเทรดคืออะไร? Equal Highs และ Equal Lows คืออะไร - แนวคิดกลยุทธ์ Smart Money Concept Strategy
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  Smart money concept strategy   Breadcrumb right  What are equal highs and equal lows

Equal Highs และ Equal Lows คืออะไร

สิ่งที่เทรดเดอร์ทั่วไปมองว่าเป็นแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่ง เช่น Double Top หรือ Double Bottom มักถูกมองในมุมที่แตกต่างออกไปในแนวคิด SMC โดยถือเป็นแหล่งรวมสภาพคล่องที่สำคัญของตลาด

 

จุดสูงสุดที่ระดับราคาใกล้เคียงกัน (Equal Highs: EQH)

equal-high

Equal Highs คือการที่ราคาสร้างจุดสูงสุดตั้งแต่สองจุดขึ้นไปในระดับราคาใกล้เคียงกัน เช่น Double Top หรือ Triple Top

เทรดเดอร์รายย่อยมักเชื่อว่าบริเวณนี้เป็นแนวต้านสำคัญ จึงมักมีคำสั่ง Stop-Loss ของผู้ที่ถือสถานะขาย และคำสั่ง Buy Stop สำหรับการเข้าออเดอร์ตามการทะลุระดับราคา (Breakout) อยู่เหนือระดับดังกล่าว

 

จุดต่ำสุดที่ระดับราคาใกล้เคียงกัน (Equal Lows: EQL)

equal-low

Equal Lows คือการที่ราคาสร้างจุดต่ำสุดตั้งแต่สองจุดขึ้นไปในระดับราคาใกล้เคียงกัน เช่น Double Bottom หรือ Triple Bottom

เนื่องจากบริเวณนี้มักถูกมองว่าเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง จึงมักมีคำสั่ง Stop-Loss ของสถานะซื้อ และคำสั่ง Sell Stop สำหรับการเข้าออเดอร์ตามการทะลุระดับราคา (Breakout) สะสมอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว

ยิ่งมีผู้เข้าร่วมตลาดเชื่อว่าระดับราคาหนึ่งจะสามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านได้มากเท่าใด คำสั่ง Stop ต่าง ๆ ก็จะยิ่งสะสมอยู่บริเวณรอบระดับราคานั้นมากขึ้น ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับ Smart Money

 

สภาพคล่องสำคัญประเภทอื่น

นอกเหนือจาก Equal Highs และ Equal Lows แล้ว ยังมีบริเวณสภาพคล่องสำคัญอีก 2 ประเภทที่ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) มักให้ความสำคัญ

 

จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า (Previous Daily High / Previous Daily Low: PDH/PDL)

จุดสูงสุดของวันก่อนหน้า (Previous Daily High: PDH) และจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า (Previous Daily Low: PDL) เป็นระดับราคาที่ได้รับการติดตามอย่างกว้างขวางจากทั้งเทรดเดอร์รายวันและระบบอัลกอริทึมทั่วโลก

เนื่องจากระดับเหล่านี้เป็นจุดอ้างอิงสำคัญบนกรอบเวลารายวัน จึงมักมีคำสั่งซื้อขายจำนวนมากสะสมอยู่เหนือและใต้ระดับดังกล่าว กลายเป็นแหล่งสภาพคล่องขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมตลาดหลากหลายประเภท ตั้งแต่ Swing Trader ไปจนถึง Scalper

 

สภาพคล่องบริเวณเส้นแนวโน้ม (Trendline Liquidity)

เมื่อเทรดเดอร์รายย่อยวาดเส้นแนวโน้ม (Trendline) เพื่อใช้ประกอบการเข้าออเดอร์ พวกเขามักวางคำสั่ง Stop-Loss ไว้ด้านนอกของเส้นแนวโน้มดังกล่าว

ยิ่งเส้นแนวโน้มถูกทดสอบหลายครั้งและยังคงทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านได้มากเท่าใด คำสั่ง Stop-Loss ก็ยิ่งสะสมอยู่ด้านหลังเส้นแนวโน้มมากขึ้นเท่านั้น

 

เหตุใดการระบุสภาพคล่องจึงเป็นข้อได้เปรียบ

เหตุใดเทรดเดอร์จึงควรระบุบริเวณสภาพคล่องก่อนพิจารณาจุดเข้าออเดอร์

เทรดเดอร์รายย่อยมักกลายเป็นแหล่งสภาพคล่องของตลาด: คำสั่ง Stop-Loss ของเทรดเดอร์ที่ไม่เข้าใจกลไกการเคลื่อนไหวของตลาด มักถูกใช้เป็นสภาพคล่องสำหรับการดำเนินคำสั่งซื้อขายของผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่

SMC รอให้ราคากวาดสภาพคล่องก่อน: ข้อได้เปรียบของแนวคิด SMC อยู่ที่การระบุโซนที่มีคำสั่งซื้อขายสะสมอยู่เป็นจำนวนมากล่วงหน้า และรออย่างอดทนให้ Smart Money เข้ามากระตุ้นคำสั่งเหล่านั้น ก่อนที่ตลาดจะเกิดการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ

 

เหตุใด EQH และ EQL จึงมีความสำคัญ

Equal Highs และ Equal Lows มักทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กดึงดูดราคา เนื่องจากมีคำสั่งซื้อขายสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก

 

กับดักของ Stop-Loss

เมื่อราคาสร้างจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดซ้ำกันหลายครั้ง มักก่อให้เกิดความเชื่อทางจิตวิทยาว่าระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับราคาได้ต่อไป ด้วยเหตุนี้ เทรดเดอร์จำนวนมากจึงวางคำสั่ง Stop-Loss ไว้เหนือ Equal Highs หรือใต้ Equal Lows ส่งผลให้เกิดการสะสมของสภาพคล่องในบริเวณดังกล่าว

 

กลไกการกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep)

ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) มองบริเวณที่มีคำสั่งซื้อขายสะสมอยู่อย่างหนาแน่นเหล่านี้ว่าเป็นแหล่งสภาพคล่องสำคัญของตลาด เพื่อให้สามารถดำเนินคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ของตนได้ ตลาดจึงมักเคลื่อนไหวทะลุ Equal Highs (EQH) หรือ Equal Lows (EQL) เพียงชั่วคราว

การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นคำสั่ง Stop-Loss ที่สะสมอยู่ ดูดซับปริมาณคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจำนวนมาก และหลังจากได้รับสภาพคล่องเพียงพอแล้ว ราคามักกลับตัวอย่างรวดเร็วในทิศทางตรงกันข้าม

 

เทรดเดอร์ใช้ EQH และ EQL อย่างไร

แทนที่จะมอง Equal Highs และ Equal Lows เป็นเพียงจุดกลับตัวของราคาในลักษณะแนวรับและแนวต้านแบบดั้งเดิม เทรดเดอร์ที่ใช้การวิเคราะห์พฤติกรรมราคา (Price Action) มักติดตามว่าราคามีปฏิสัมพันธ์กับระดับเหล่านี้อย่างไร โดยอาศัยแนวทางหลัก 2 รูปแบบ

 

1. การกวาดสภาพคล่องและกลับตัว (Sweep and Reversal)

เทรดเดอร์จะรอให้ราคาทะลุ Equal Highs หรือ Equal Lows เพียงชั่วคราวเพื่อกวาดสภาพคล่อง

เมื่อสภาพคล่องถูกกวาดและราคาปฏิเสธระดับดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยมักปรากฏเป็นไส้เทียน (Wick) เทรดเดอร์อาจพิจารณาเข้าออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้ามกับการทะลุครั้งแรก เพื่ออาศัยการกลับตัวของราคาที่เกิดขึ้นหลังการกวาดสภาพคล่อง

 

2. การยืนยันการทะลุแนวโน้ม (Breakout Confirmation)

ในบางกรณี ตลาดอาจไม่กลับตัวหลังจากกวาดสภาพคล่อง เทรดเดอร์จึงมักรอให้เกิดการทะลุระดับดังกล่าวด้วยแรงส่งที่ชัดเจน ปริมาณการซื้อขายที่สูง และมีการปิดของแท่งเทียนรายวันที่อยู่นอกบริเวณ Equal Highs หรือ Equal Lows อย่างสมบูรณ์

พฤติกรรมดังกล่าวอาจสะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่แนวโน้มใหม่จริง ไม่ใช่เพียงการกวาดสภาพคล่องระยะสั้น

 

สรุปบทที่ 6

  • พลังของแรงดึงดูดด้านสภาพคล่อง: Equal Highs และ Equal Lows ทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กดึงดูดราคา เนื่องจากเป็นแหล่งรวมสภาพคล่องขนาดใหญ่

  • กับดักของเทรดเดอร์รายย่อย: เทรดเดอร์รายย่อยมักมองบริเวณเหล่านี้เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่ง และวางคำสั่ง Stop-Loss ไว้ด้านนอกระดับดังกล่าว

  • การกวาดสภาพคล่องโดยผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่: Smart Money มักผลักดันราคาให้ทะลุระดับเหล่านี้เพื่อกระตุ้นคำสั่ง Stop-Loss ดูดซับสภาพคล่อง และสร้างการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของตลาด

ในบทเรียนถัดไป คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบริเวณที่มีปริมาณการซื้อขายสูง (High-Volume Trading Areas) และช่วงเวลาสำคัญที่ผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่มักเข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวของราคา

ถัดไป: ยกระดับกลยุทธ์การเทรดด้วย Volume Profile และ Kill Zones
บทเรียนถัดไป