ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
การวิเคราะห์ตามฤดูกาลเป็นการศึกษารูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นซ้ำตามช่วงฤดูกาล โดยรูปแบบเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ อุปสงค์และอุปทาน การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และพฤติกรรมของผู้บริโภค
ตัวอย่างเช่น ความต้องการใช้น้ำมันมักเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวของแต่ละปี ขณะที่ความต้องการทองคำมักเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล รวมถึงช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของนักลงทุน
แม้ว่ากราฟตามฤดูกาลจะช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นแนวโน้มโดยรวมของตลาดได้ แต่ควรวิเคราะห์ร่วมกับกรอบเวลารายสัปดาห์และรายวันเสมอ
ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบตามฤดูกาลของน้ำมันและทองคำ ผลกระทบที่มีต่ออุปสงค์ แนวทางที่นักลงทุนและเทรดเดอร์ใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม รวมถึงกรณีศึกษาของการวิเคราะห์ตามฤดูกาล
รูปแบบตามฤดูกาลสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักผันผวนตามการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทาน เมื่อวิเคราะห์รูปแบบตามฤดูกาลร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะช่วยให้สามารถนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบการตัดสินใจซื้อขายได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
ความต้องการทองคำมักเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลแต่งงานและเทศกาลสำคัญในอินเดีย เนื่องจากทองคำมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและศาสนา รวมถึงใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงินของคู่สมรส
แหล่งที่มา: NCDEX, World Gold Council; 13 เมษายน 2026
ฤดูกาลแต่งงานในอินเดียโดยทั่วไปอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการทองคำเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council)
แหล่งที่มา: Shanghai Gold Exchange; ICE Benchmark Administration, World Gold Council
ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นในลักษณะคล้ายกันในช่วงตรุษจีน เนื่องจากทองคำถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความมั่งคั่ง ณ เดือนมกราคม 2026 ราคาทองคำจีนเพิ่มขึ้น 14% และ 19% ภายในเดือนดังกล่าว ก่อนปรับตัวลงในช่วงปลายเดือน
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าในช่วงเทศกาลดังกล่าว ความต้องการทองคำที่แข็งแกร่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมันได้รับอิทธิพลจากความต้องการใช้พลังงานในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ความต้องการน้ำมันทำความร้อนและก๊าซธรรมชาติมักเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในซีกโลกเหนือ อเมริกาเหนือ และยุโรป ขณะที่ในช่วงฤดูร้อน ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินมักเพิ่มขึ้นจากการเดินทางที่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของราคา รวมถึงพิจารณาจังหวะที่ราคาอาจปรับตัวสูงขึ้น
แหล่งที่มา: The U.S. Energy Information Administration
ข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration: EIA) แสดงให้เห็นว่า ในอดีตราคาน้ำมันดิบโดยทั่วไปมักอยู่ในระดับสูงในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม โดยในปี 2008 ราคาขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ $127.47 ต่อบาร์เรล เป็นผลจากวิกฤตการเงินและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
ราคาน้ำมันส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลก
ตามข้อมูลของ Rodrigo Lamberti ผู้เชี่ยวชาญจาก Hedgepoint ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และฤดูกาลผลิตของโรงงานเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับภาคเกษตร
กรณีศึกษาของ Esalq-LOG (Research and Extension Group in Agro-industrial Logistics) ซึ่งร่วมมือกับกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture: USDA) ในปี 2019 แสดงให้เห็นว่า เกษตรกรในบราซิลใช้รถบรรทุกในการขนส่งข้าวโพดคิดเป็น 69% และถั่วเหลือง 67% การใช้รถบรรทุกในสัดส่วนดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน
การวิเคราะห์ตามฤดูกาลสามารถช่วยให้เทรดเดอร์ศึกษาวัฏจักรของพฤติกรรมราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อขาย โดยมีกลยุทธ์หลายรูปแบบที่สามารถช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการวิเคราะห์ตลาด เช่น
สำหรับกลยุทธ์นี้ เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจว่าราคาน้ำมันมักได้รับอิทธิพลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหดตัวทางเศรษฐกิจ โดยน้ำมันดิบเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มพลังงานที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก
ทีม Seasoptima ได้นำเสนอการวิเคราะห์ตามฤดูกาลจากข้อมูลย้อนหลังของผลการดำเนินงานของน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (West Texas Intermediate: WTI) ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์มของตนเอง โดยข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเดือนไหนมีผลการดำเนินงานที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบ พร้อมอัตราการชนะ (Win Rate) จากข้อมูลย้อนหลังและผลตอบแทนเฉลี่ย ดังแสดงในกราฟด้านล่าง
เดือน
ผลตอบแทนเฉลี่ย
อัตราการชนะ
สรุป
มกราคม
+7.82%
80%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด
กุมภาพันธ์
+3.18%
83%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอที่สุด
มีนาคม
+0.10%
40%
ไม่มีแนวโน้มตามฤดูกาลที่ชัดเจน
เมษายน
-3.19%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานไม่ดี
พฤษภาคม
+0.36%
60%
มิถุนายน
+3.00%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับดี
กรกฎาคม
+1.14%
ไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน
สิงหาคม
-2.85%
20%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอ
กันยายน
-0.14%
ตุลาคม
+0.54%
เดือนที่มีแนวโน้มไม่เอื้ออำนวย
พฤศจิกายน
-8.38%
0%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด
ธันวาคม
+2.47%
เดือนที่มีผลการดำเนินงานเป็นบวกเล็กน้อย
กลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นผลการดำเนินงานเฉลี่ยรายเดือนในระดับสูงจากข้อมูลย้อนหลัง โดยมีโมเมนตัมและปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน ซึ่งอาจนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ของเทรดเดอร์ได้
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมีความสัมพันธ์กับรูปแบบตามฤดูกาลของทองคำ ซึ่งนักลงทุนและเทรดเดอร์มืออาชีพนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์การซื้อขายและการลงทุนในทองคำ
แหล่งที่มา: XAUBGN Curency; Varchev
ในบางช่วงของปี ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวอย่างเด่นชัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาว และรูปแบบดังกล่าวอาจเกิดขึ้นคล้ายกับในอดีต ดังที่แสดงในกราฟ XAU ระหว่างปี 2015-2018
เทรดเดอร์จำนวนมากใช้การวิเคราะห์ฤดูกาลของทองคำตามปฏิทิน เพื่อศึกษาพฤติกรรมของราคาทองคำตลอดทั้งปี ดังนี้
ตามแนวทางการวิเคราะห์ตามฤดูกาลนี้ เดือนมกราคมถูกมองว่าเป็นเดือนที่มีแนวโน้มเอื้อต่อการเข้าซื้อทองคำมากที่สุด เนื่องจากผู้ซื้อต้องการปกป้องการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำจึงมักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี
อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี เนื่องจากราคาทองคำยังได้รับอิทธิพลจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve)
ราคาทองคำมักเคลื่อนไหวในกรอบหลังจากการปรับตัวขึ้นในช่วงต้นปี ขณะที่ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นหลังช่วงเทศกาล ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงฤดูใบไม้ผลิชะลอลง เดือนมีนาคมถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเดือนที่มีผลการซื้อขายอ่อนแอที่สุด และตามแนวทางนี้ เทรดเดอร์อาจเลือกติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดก่อนตัดสินใจในช่วงเวลาดังกล่าว
ราคาทองคำมักฟื้นตัวในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลแต่งงานในอินเดียและจีน นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงที่สถาบันและธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มปริมาณทองคำสำรอง
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ราคาทองคำมักปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูง เนื่องจากเทศกาลดิวาลี (Diwali) และตรุษจีน นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงที่นักลงทุนมีแนวโน้มซื้อทองคำเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนและภาวะเงินเฟ้อสูง
หลังจากราคาปรับตัวขึ้น ราคาทองคำมักปรับตัวลดลง เนื่องจากความต้องการทองคำลดลงหลังสิ้นสุดช่วงเทศกาล และนักลงทุนขายทองคำเพื่อรับรู้กำไร อย่างไรก็ตาม ตามแนวคิดการวิเคราะห์ตามฤดูกาลนี้ เดือนธันวาคมยังถูกมองว่าเป็นช่วงที่เหมาะต่อการพิจารณาเข้าซื้อทองคำ เนื่องจากราคามักเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมกราคม ดังที่แสดงในกราฟด้านบน
กรณีศึกษาเกี่ยวกับผลของฤดูใบไม้ร่วงต่อราคาทองคำ (Autumn Effect) โดย Dirk G. Baur วิเคราะห์ผลตอบแทนรายวันของทองคำในตลาดสปอตและตลาดฟิวเจอร์ส ตั้งแต่เดือนมกราคม 1981 ถึงเดือนธันวาคม 2010
ในช่วงปี 2007-2008 วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มสูงขึ้น และผลักดันราคาไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2011 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราคาไม่สามารถเคลื่อนไหวซ้ำในรูปแบบเดิมได้ทุกปี เนื่องจากความกลัว
Baur ชี้ว่า ความเชื่อของนักลงทุนจำนวนมากเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อุปสงค์ทองคำไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้
เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญในตลาดการเงินหลายเหตุการณ์มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น เหตุการณ์ตลาดหุ้นตกในปี 1987 วิกฤตการเงินเอเชียในปี 1997 วิกฤตการเงินโลกในปี 2008 และข้อตกลงทองคำของธนาคารกลาง (Central Bank Gold Agreement: CBGA) ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับทองคำมักสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเลือกซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
ในเดือนกันยายนและพฤศจิกายน ผลตอบแทนรายวันอยู่ในระดับบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยทองคำให้ผลตอบแทน 2.2% ในเดือนกันยายน และ 1.8% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทองคำมีผลตอบแทนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญในบางช่วงเวลา
ผลของฤดูใบไม้ร่วงดังกล่าวสะท้อนถึงพฤติกรรมของนักลงทุนในการเข้าซื้อสวนทางกับการขายในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์ฮาโลวีน (Halloween Effect) หรือ ปรากฏการณ์ “ขายในเดือนพฤษภาคมแล้วออกจากตลาด” (Sell in May and Go Away Effect) ตาม Bouman and Jacobsen (2002) และ Jacobsen and Zhang (2012)
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ทองคำดังกล่าวครอบคลุมช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง วิกฤตทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ และสภาวะการซื้อขายที่ส่งผลต่อมูลค่าของดอลลาร์สหรัฐ
การวิเคราะห์ตามฤดูกาลช่วยให้นักลงทุนสังเกตรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นซ้ำในแต่ละปี
ราคาทองคำมักมีการเคลื่อนไหวในช่วงเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง ดังที่แสดงในกรณีศึกษาผลของฤดูใบไม้ร่วงต่อราคาทองคำระหว่างปี 1981-2010
ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้