การเทรดตามข่าวและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ - กลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับมืออาชีพ (ทองคำและน้ำมัน)
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

การเทรดตามข่าวและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ

การเทรดตามข่าวถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเทรดที่เทรดเดอร์สายมหภาค (Macro Trader) บางรายใช้ เช่น George Soros ซึ่งตามข้อมูลของ Investopedia ระบุว่าเขาสามารถทำกำไรได้ประมาณ $8 พันล้านจากข่าวเศรษฐกิจทั้งในประเทศและทั่วโลก

ข่าวและข้อมูลทางการเงิน เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI), การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls: NFP), คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee: FOMC) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) มีบทบาทสำคัญต่อตลาดการเงิน การเทรดรูปแบบนี้อาศัยข่าวทางการเงิน โดยมุ่งพิจารณาความผันผวนระยะสั้นและโมเมนตัมของราคาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศข่าวหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีเทรดโดยอ้างอิงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ การบริหารความเสี่ยง และการนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ผ่านกรณีศึกษาจริง

 

วิธีติดตามข่าวเศรษฐกิจสำคัญ

เทรดเดอร์สามารถติดตามข่าวเศรษฐกิจผ่านปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) และตรวจสอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนมีการประกาศข้อมูล ซึ่งช่วยให้สามารถประเมินการเคลื่อนไหวของราคาและประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

 

การติดตามข่าวผ่านปฏิทินเศรษฐกิจ

ปฏิทินเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ เนื่องจากช่วยให้สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ แพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Forex Factory, Trading Economics, ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) และ Investing.com มีข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์สำคัญที่สามารถนำมาใช้ประกอบการวางแผนล่วงหน้าสำหรับแนวโน้มตลาด

แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตามข่าวที่อาจส่งผลต่อสินทรัพย์ที่สนใจ ระดับผลกระทบของข่าว และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมและประเมินว่าข่าวอาจส่งผลต่อตลาดอย่างไร รวมถึงเตรียมรับมือกับสถานการณ์การซื้อขายในรูปแบบต่าง ๆ

 

วิธีระบุข่าวที่อาจนำมาใช้ประกอบการหาโอกาสในการเทรด

การเทรดน้ำมันและทองคำโดยใช้กลยุทธ์การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานช่วยให้เทรดเดอร์สามารถพิจารณาเปิดสถานะโดยอ้างอิงข่าวสำคัญที่มีกำหนดประกาศในแต่ละวัน รูปแบบการเทรดนี้เหมาะกับ Day Trading และ Scalping โดยควรมีการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติมก่อนเปิดสถานะ

ข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่เทรดเดอร์ควรติดตาม พร้อมเหตุผลว่าข่าวแต่ละประเภทส่งผลต่อตลาดอย่างไร มีดังนี้

 

1. ประกาศจากธนาคารกลาง (Central Bank Announcements)

ประกาศจากธนาคารกลางโดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยและการปรับนโยบายการเงินจากธนาคารกลางต่าง ๆ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed), ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BoE) ซึ่งอาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความผันผวนของตลาด โดยเฉพาะตลาดสกุลเงินและตลาดตราสารหนี้

  • อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของสกุลเงินของประเทศ

  • อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงสะท้อนถึงการอ่อนค่าของสกุลเงิน

 

2. ข้อมูลเงินเฟ้อ (CPI และ PPI)

ข้อมูลเงินเฟ้อสามารถพิจารณาได้จากทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) โดย CPI ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในระดับผู้บริโภค ขณะที่ PPI มุ่งติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาในระดับผู้ผลิต ข้อมูลเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

  • เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางจะดำเนินนโยบายที่ช่วยหนุนค่าเงินให้แข็งค่าขึ้น แต่อาจส่งผลให้กิจกรรมในตลาดชะลอตัวลง

  • ในทางกลับกัน เมื่อเงินเฟ้อของประเทศลดลง อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

3. การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls: NFP)

รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเผยแพร่เดือนละหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปจะประกาศในวันศุกร์แรกของเดือน และถือเป็นหนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ NFP เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและราคาหุ้น

  • เมื่อการจ้างงานเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

  • เมื่อรายงานออกมาในเชิงลบ อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดและอาจเป็นสัญญาณของแรงขายที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ยอดค้าปลีก (Retail Sales)

รายงานยอดค้าปลีกติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคสำหรับสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งช่วยสะท้อนระดับการใช้จ่ายที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน GDP ข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่เดือนละหนึ่งครั้ง โดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ (United States Census Bureau) จากผู้ค้าปลีก 13 ประเภท

  • เมื่ออุปสงค์ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น

  • เมื่ออุปสงค์ของผู้บริโภคลดลง อาจเป็นสัญญาณของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

 

5. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แสดงมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในช่วงเวลาที่กำหนด และใช้เป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจของประเทศเติบโต อาจส่งผลอย่างมากต่อตลาดหุ้นและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

  • GDP ที่แข็งแกร่งขึ้นสะท้อนถึงตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งขึ้น

  • GDP ที่ลดลงอาจส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้น

 

ข้อมูลเงินเฟ้อส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร

หลังจากทำความเข้าใจข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่อาจส่งผลต่อตลาดหุ้นแล้ว ต่อไปจะเป็นตัวอย่างจริงเพื่อแสดงวิธีตีความข่าวในตลาดทองคำ

อัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวไม่ได้บ่งชี้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นหรือลง เนื่องจากทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง

เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินนโยบายที่ช่วยหนุนค่าเงินให้แข็งค่าขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง หากเงินเฟ้อลดลง Fed อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น

consumer-price-inflation-the-office-for-national-statistics

แหล่งที่มา: Consumer price inflation; the Office for National Statistics (ons.gov.uk)

ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2024 การประกาศข้อมูลเงินเฟ้อระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภครวมต้นทุนที่อยู่อาศัยของผู้ครอบครองบ้าน (Consumer Prices Index including Owner Occupiers' Housing Costs: CPIH) เพิ่มขึ้น 3.2% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนตุลาคม 2024 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Prices Index: CPI) เพิ่มขึ้น 2.3% ในช่วง 12 เดือน

ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและบริการภายในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 5.5% ขณะที่ต้นทุนที่อยู่อาศัยของผู้ครอบครองบ้านเพิ่มขึ้น 7.4% โดยภาพรวม ข้อมูลเดือนตุลาคม 2024 แสดงปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อและสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น ตามข้อมูลของ Office for National Statistics

goldspotusd-1h-during-inflation-news-release

แหล่งที่มา: Goldspot/USD, 1H; TradingView

กราฟ Gold Spot/USD บนกรอบเวลา 1 ชั่วโมง (1H) แสดงให้เห็นว่าราคาเคลื่อนไหวออกด้านข้างก่อนปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงหลังการประกาศข้อมูลเงินเฟ้อ เทรดเดอร์รายวันควรรอในช่วงไม่กี่นาทีก่อนการประกาศข่าว เนื่องจากตลาดอาจกระตุ้นคำสั่งของเทรดเดอร์รายย่อย เช่น จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) และคำสั่งเข้าออเดอร์ ก่อนที่ราคาจะเคลื่อนไหวต่อไปตามแนวโน้มที่แท้จริงของตลาด

 

การบริหารความเสี่ยงในการเทรดตามข่าว

การเทรดโดยอ้างอิงการประกาศข่าวอาจเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์เข้าร่วมการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยง เช่น ความคลาดเคลื่อนของราคาขณะดำเนินคำสั่ง (Slippage) และส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Spread) ต่อไปนี้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงสำหรับการเทรดตามข่าวขั้นสูงที่เทรดเดอร์สามารถนำมาพิจารณาได้

 

การบริหารความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อนของราคาขณะดำเนินคำสั่ง (Slippage)

ราคาตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วระหว่างการประกาศข่าว ซึ่งอาจทำให้เกิด Slippage หรือการที่คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการที่ราคาแตกต่างจากที่คาดไว้ Slippage สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้เทรด ดังนั้น เทรดเดอร์จึงควรเข้าใจวิธีลดความเสี่ยงดังกล่าว คำสั่งจำกัดราคา (Limit Order) สามารถช่วยควบคุมความเสี่ยงและช่วยให้คำสั่งถูกดำเนินการในระดับราคาที่สามารถยอมรับได้

 

การกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing)

ในช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Spread) อาจกว้างขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider) ถอนคำสั่งซื้อขายออกจากตลาดเมื่อความผันผวนและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เมื่อเทรดเดอร์เข้าสู่ตลาด ต้นทุนในการเข้าเทรดอาจเริ่มต้นที่ 20 Pips ทันที เนื่องจากต้นทุนในการเปิดสถานะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญกับการกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing) และตรวจสอบว่าไม่ได้ใช้เลเวอเรจ (Leverage) มากเกินไป

 

การวางคำสั่ง Stop-Orders

วางคำสั่ง Buy Stop เหนือราคาปัจจุบันและคำสั่ง Sell Stop ต่ำกว่าราคาปัจจุบันก่อนการประกาศข่าว วิธีนี้จะช่วยปกป้องสถานะเมื่อคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งถูกเปิดใช้งาน อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้เมื่อคำสั่งทั้งสองถูกเปิดใช้งานพร้อมกันเนื่องจากความผันผวน วิธีดังกล่าวอาจช่วยป้องกันการขาดทุนจำนวนมากที่เกิดจาก Slippage

 

การตอบสนองของตลาดหลังประกาศข่าว (Post-News Reaction)

วิธีที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้เริ่มต้นคือการเทรดในช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญ โดยอาจต้องรอประมาณ 5–15 นาทีเพื่อให้ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพ ในช่วงแรกหลังการประกาศข่าว ตลาดมักมีความผันผวนอย่างรุนแรง หากเข้าเทรดตั้งแต่ช่วงแรก Spread มักกว้างมาก และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด Slippage

 

สรุปสาระสำคัญ

  • การเทรดตามการประกาศข่าวอาจช่วยสร้างผลกำไรในระดับสูงได้ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น

  • ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ประกาศจากธนาคารกลาง ข้อมูลเงินเฟ้อ การจ้างงานนอกภาคเกษตร ยอดค้าปลีก และ GDP

  • เทรดเดอร์ควรบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเมื่อเทรดในช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญ เช่น การบริหาร Slippage และการรอประเมินปฏิกิริยาของตลาดหลังการประกาศข่าว

ถัดไป: การสร้างแผนการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนบุคคล
บทเรียนถัดไป