ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันและทองคำ มีลักษณะแตกต่างจากการซื้อขายหุ้นหรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) และถือว่ามีความเสี่ยง เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การแพร่ระบาดของโรคหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทานได้
หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อสินค้าโภคภัณฑ์ในบทที่ 2 แล้ว ในบทที่ 3 เราจะเรียนรู้ต่อว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์เคลื่อนไหวอย่างไรบนกราฟราคา
ในการอ่านกราฟราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือน้ำมัน เทรดเดอร์จำเป็นต้องทำความเข้าใจรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) โครงสร้างตลาด (Market Structure) แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค
กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่เทรดเดอร์ใช้ประกอบการคาดการณ์ทิศทางราคา โดยแท่งเทียนรายวันจะแสดงราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดของตลาด เทรดเดอร์ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจแรงซื้อและแรงขายที่เกิดขึ้นในตลาด
เทรดเดอร์บางรายพิจารณารูปแบบแท่งเทียน เช่น Hammer, Shooting Star และ Tweezer Top เพื่อประเมินทิศทางของตลาดและใช้ยืนยันการวิเคราะห์ทางเทคนิค
แหล่งที่มา: TradingView
ลองพิจารณากราฟจริงจาก TradingView จะเห็นว่ารูปแบบ Bullish Engulfing ปรากฏขึ้นหลังจากแนวโน้มขาลง ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันการกลับตัวของแนวโน้มตลาด ขณะที่รูปแบบ Bearish Engulfing ปรากฏบริเวณด้านบนของแนวโน้ม ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันการกลับตัวของแนวโน้มขาลง
โครงสร้างตลาด (Market Structure) ช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นการเคลื่อนไหวของตลาดใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ แนวโน้มขาขึ้น (Bullish/Uptrend) แนวโน้มขาลง (Bearish/Downtrend) และการเคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideways) นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์ระบุระดับแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นได้
แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Futures, 15M; TradingView
โครงสร้างขาขึ้น (Bullish Structure) จะเกิดจุดสูงสุดใหม่ที่สูงขึ้น (Higher High: HH) และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้น (Higher Low: HL) ซึ่งบ่งชี้ว่าฝั่งซื้อกำลังมีอิทธิพลเหนือกว่าในตลาด ดังที่แสดงในกราฟราคาสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบที่กรอบเวลา 15 นาที
แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Futures, 5M; TradeView
โครงสร้างขาลง (Bearish Structure) จะเกิดจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลง (Lower High: LH) และจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลง (Lower Low: LL) ซึ่งบ่งชี้ว่าฝั่งขายกำลังมีอิทธิพลเหนือกว่าในตลาด ดังที่แสดงในกราฟราคาน้ำมันที่กรอบเวลา 5 นาทีด้านบน
การเคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideways) โดยทั่วไป ราคาจะเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบราคา ดังที่แสดงในกราฟสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบที่กรอบเวลา 15 นาที ซึ่งหมายถึงราคาแกว่งตัวภายในกรอบจากแรงซื้อและแรงขายในตลาด
ระดับแนวรับและแนวต้าน (Support and Resistance) ที่สำคัญทำหน้าที่เสมือนบริเวณอุปสงค์และอุปทานในการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยช่วยให้เทรดเดอร์สังเกตการทะลุระดับราคา (Breakout) และการย่อตัว (Pullback) เพื่อพิจารณาโอกาสในการเข้าออเดอร์ นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นแรงซื้อและแรงขายจากพฤติกรรมของตลาดในอดีต เพื่อใช้ประกอบการประเมินพฤติกรรมของตลาดในอนาคต
บริเวณแนวรับ (Support Area) คือบริเวณที่แรงซื้อพยายามเอาชนะแรงขาย
บริเวณแนวต้าน (Resistance Area) คือบริเวณที่แรงขายพยายามเอาชนะแรงซื้อ
แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Futures, daily; TradingView
ในการระบุระดับแนวต้าน ให้สังเกตบริเวณที่ราคาปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับเดิมหลายครั้ง ดังตัวอย่างจากกราฟสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ WTI ขนาดไมโคร (Micro WTI Crude Oil Futures) ในกรอบเวลารายวัน ซึ่งราคาขึ้นไปทดสอบระดับเดิมถึง 4 ครั้ง แต่ไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ จึงถือเป็นระดับแนวต้านที่แข็งแกร่ง
ระดับแนวรับสำคัญทำหน้าที่เสมือนพื้นรองรับราคาในบริเวณที่ราคาปรับตัวลงมาทดสอบหลายครั้ง ดังตัวอย่างจากกราฟสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ WTI ขนาดไมโคร (Micro WTI Crude Oil Futures) ในกรอบเวลารายวัน ซึ่งราคาทะลุระดับแนวรับในการทดสอบครั้งที่ 3 สะท้อนว่าแนวรับเริ่มอ่อนแอลงหรือแรงขายมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
การเคลื่อนไหวของราคา (Price Action) และโครงสร้างตลาดสามารถช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจพฤติกรรมราคาและทิศทางของตลาดได้ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์บางรายใช้เครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค (Technical Indicators)
ตามข้อมูลของ Vantage Market อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่ Relative Strength Index (RSI), Moving Average Convergence Divergence (MACD) และ Bollinger Bands โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
แหล่งที่มา: Gold Futures, 1D; TradingView
RSI ใช้แสดงภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ในตลาดสัญญาฟิวเจอร์สทองคำ โดยเปรียบเทียบการปรับขึ้นของราคาในช่วงล่าสุดกับการปรับลดลงของราคาในช่วงล่าสุด
เมื่อ RSI อยู่เหนือระดับ 70 ตลาดจะอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงโอกาสในการกลับตัว
เมื่อ RSI อยู่ต่ำกว่าระดับ 30 แสดงว่าตลาดอยู่ในภาวะขายมากเกินไป ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงโอกาสในการกลับตัว
MACD ช่วยยืนยันโมเมนตัมและทิศทางของตลาด เช่น แนวโน้มขาขึ้นหรือแนวโน้มขาลง และเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ในการใช้อินดิเคเตอร์ Moving Average เนื่องจากอาจมีความซับซ้อนสำหรับผู้เริ่มต้น
MACD ประกอบด้วยเส้นหลัก 2 เส้น ได้แก่ เส้น MACD ซึ่งคำนวณจาก EMA 12 วันและ EMA 26 วัน และเส้น Signal ซึ่งคำนวณจาก EMA 9 วันของเส้น MACD
เมื่อเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal จะเป็นสัญญาณยืนยันแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งแสดงว่าแรงซื้อเพิ่มขึ้น
เมื่อเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้น Signal จะเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลง ซึ่งหมายความว่าแรงขายกำลังเพิ่มขึ้น
Bollinger Bands ใช้วัดความผันผวนของตลาด และช่วยให้เทรดเดอร์ระบุภาวะซื้อมากเกินไปและขายมากเกินไป
Bollinger Bands ประกอบด้วยเส้นกลาง ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (Simple Moving Average: SMA) ที่ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินทิศทางแนวโน้มของตลาด รวมถึงเส้นบนและเส้นล่าง ซึ่งสะท้อนระดับความผันผวนของตลาด
เมื่อระยะห่างระหว่าง Bollinger Bands กว้างขึ้น แสดงว่าตลาดมีความผันผวนสูง
เมื่อระยะห่างระหว่าง Bollinger Bands แคบลง แสดงว่าตลาดมีความผันผวนต่ำ
การวิเคราะห์โดยใช้หลายกรอบเวลาร่วมกัน (Multi-Timeframe Analysis) ช่วยให้เทรดเดอร์เห็นภาพแนวโน้มตลาด รูปแบบกราฟ และโอกาสในการกลับตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดย Dr. Alexander Elder เป็นผู้ทำให้แนวทางนี้ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980
เทรดเดอร์สามารถวิเคราะห์กราฟในกรอบเวลารายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน รายชั่วโมง และรายนาที โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบการเทรดของตนเอง เช่น
เทรดเดอร์แบบสวิง (Swing Trader) โดยทั่วไปจะให้ความสำคัญกับกราฟรายวันในฐานะกรอบเวลาขนาดใหญ่ เพื่อกำหนดแนวโน้มระยะสั้น
เทรดเดอร์รายวัน (Day Trader) โดยทั่วไปจะใช้กรอบเวลา 15 นาทีเป็นกรอบเวลาหลัก เพื่อระบุแนวโน้มในกรอบเวลา 5 นาที
เทรดเดอร์ระยะยาว (Long-Term Trader) จะให้ความสำคัญกับกรอบเวลารายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อใช้เป็นกรอบเวลาหลักในการพิจารณาโอกาสในการเข้าและออกจากตลาด
อย่างไรก็ตาม ระบบการวิเคราะห์จากกรอบเวลาขนาดใหญ่ลงสู่กรอบเวลาขนาดเล็ก (Top-Down Analysis) ที่นิยมใช้ มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: เริ่มจากระบุแนวโน้มหลักและค้นหาระดับสำคัญ เช่น แนวรับและแนวต้าน บนกรอบเวลาขนาดใหญ่ เช่น กรอบเวลารายสัปดาห์หรือรายวัน
ขั้นตอนที่ 2: ใช้กรอบเวลาระดับกลาง เช่น 4 ชั่วโมงและ 1 ชั่วโมง เพื่อยืนยันโครงสร้างแนวโน้มและวางแผนการเทรด
ขั้นตอนที่ 3: ระบุโอกาสในการเข้าและออกจากตลาดบนกรอบเวลาขนาดเล็ก เช่น 15 นาทีและ 5 นาที
การวิเคราะห์ทางเทคนิคช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจพฤติกรรมราคาและแนวโน้มของตลาด เพื่อใช้พิจารณาโอกาสในการเข้าและออกจากตลาด
รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) ที่เกิดจากแท่งเทียนหนึ่งแท่งหรือหลายแท่ง ใช้เพื่อระบุแนวโน้ม การกลับตัว หรือการดำเนินต่อของแนวโน้ม
โครงสร้างตลาดช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นทิศทางของตลาด รวมถึงระดับแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้