การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานขั้นสูงสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ - กลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับมืออาชีพ (ทองคำและน้ำมัน)
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานขั้นสูงสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานครอบคลุมการพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ ซึ่งมีอิทธิพลต่ออุปสงค์และอุปทานในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ การวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้เทรดเดอร์หรือนักลงทุนสามารถนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีอ่านรายงานปริมาณสินค้าคงคลังและรายงาน OPEC วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโลหะและพลังงาน เช่น ทองคำและน้ำมัน รวมถึงวิธีที่เทรดเดอร์มืออาชีพนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาใช้ร่วมกัน

 

รายงานปริมาณสินค้าคงคลัง

รายงานปริมาณสินค้าคงคลัง (Inventory Report) ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งได้กล่าวถึงในบทที่ 2 โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักปรับตัวลดลงเมื่ออุปทานเพิ่มขึ้น และปรับตัวสูงขึ้นเมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้น

ข้อมูลปริมาณน้ำมันดิบคงคลังมีการรายงานเป็นรายสัปดาห์จาก 2 แหล่งหลัก ได้แก่ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration: EIA) และสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute: API)

  • หากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน อาจหมายความว่าอุปทานมีมากกว่าอุปสงค์ หรือมีการสะสมน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้น

  • หากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังลดลงจากสัปดาห์ก่อน อาจหมายความว่าอุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน หรือมีการใช้น้ำมันมากกว่าปริมาณที่สามารถเติมกลับเข้าสู่คลังสำรองได้

 

สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) คืออะไร

สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute: API) เป็นองค์กรอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 1919 โดยรายงานดังกล่าวเปิดให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ปัจจุบัน API มีสมาชิกมากกว่า 600 รายจากบริษัทและภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมด้านการผลิต การกลั่น และการจัดจำหน่ายปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

american-petroleum-institute-trading-economics

แหล่งที่มา: American Petroleum Institute (API); Trading Economics

รายงานระบุว่า ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม ปริมาณน้ำมันลดลง 399,000 บาร์เรล หลังจากลดลง 6.072 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ก่อนหน้า

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเชิงพาณิชย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของรัฐบาลลดลง 6.2 ล้านบาร์เรลเช่นกัน

ปริมาณน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นคงคลังลดลงจาก 13.819 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 13.810 ล้านบาร์เรลต่อวัน นักลงทุนควรพิจารณาตัวเลขจริง (Actual) ตัวเลขก่อนหน้า (Previous) และตัวเลขคาดการณ์ของตลาด (Consensus) ร่วมกัน

ดังที่แสดงในภาพการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของ API สหรัฐฯ (United States API Crude Oil Stock Change) ตัวเลขคาดการณ์ของตลาดอยู่ที่ -1.5 ล้านบาร์เรล หมายความว่านักวิเคราะห์คาดว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังจะลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล แต่ตัวเลขจริงลดลงเพียง 0.399 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก จึงสะท้อนมุมมองเชิงลบต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น เนื่องจากปริมาณน้ำมันคงคลังลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

 

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คืออะไร

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration: EIA) เป็นหน่วยงานที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างความเข้าใจด้านพลังงานให้แก่สาธารณชน รายงานดังกล่าวเผยแพร่เป็นรายสัปดาห์ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน รวมถึงระดับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นคงคลัง

the-us-commercial-crude-oil-inventories-report

แหล่งที่มา: Weekly Petroleum Status Report; U.S. Energy Information Administration (EIA)

รายงานระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.0 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 411.4 ล้านบาร์เรล โดยระดับน้ำมันคงคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 6% ซึ่งสะท้อนถึงอุปทานที่มีอยู่อย่างจำกัด

ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลจากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ปริมาณน้ำมันกลั่นคงคลังลดลง 5.0 ล้านบาร์เรล ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการเชื้อเพลิงที่แข็งแกร่ง แต่ปริมาณผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นคงคลังลดลง ในระยะยาว ปัจจัยดังกล่าวยังคงสนับสนุนความต้องการน้ำมันดิบในเชิงบวก

โรงกลั่นดำเนินงานที่ 95.8% ของกำลังการผลิต ซึ่งหมายความว่ายังสามารถกลั่นน้ำมันดิบในปริมาณมากเพื่อรองรับความต้องการเชื้อเพลิงและเพิ่มปริมาณน้ำมันคงคลัง ปริมาณผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ส่งมอบรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 20.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.3% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ความต้องการน้ำมันเบนซินลดลง 2.2% จากปีก่อน ขณะที่ความต้องการเชื้อเพลิงอากาศยานเพิ่มขึ้น 4.1%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าความต้องการเชื้อเพลิงอากาศยานเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการน้ำมันเบนซินลดลง การนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 5.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 351,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน 11.4% ซึ่งบ่งชี้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงผ่อนคลายลง แม้ว่าราคายังคงอยู่ในระดับสูง

รายงานนี้สะท้อนมุมมองเชิงลบเล็กน้อยต่อราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง ปริมาณน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นคงคลังยังคงลดลงและอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่ายังไม่ได้อยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน

 

รายงาน OPEC

องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 โดย OPEC เป็นกลุ่มผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ ประกอบด้วยประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญ 12 ประเทศ เช่น คูเวต อิเควทอเรียลกินี อิรัก อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไนจีเรีย แอลจีเรีย เวเนซุเอลา กาบอง และอิเควทอเรียลกินี ซึ่งร่วมกันกำหนดและประสานนโยบายด้านปิโตรเลียม

OPEC จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ประเทศสมาชิกร่วมหารือเกี่ยวกับนโยบายและภาวะตลาด รวมถึงตัดสินใจว่าจะเพิ่มหรือลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ประเทศสมาชิกใดจะเป็นผู้ผลิต และการตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร ตามข้อมูลของ OPEC

brent-and-wti-futures-and-options-price-movement

แหล่งที่มา: Argus and OPEC

รายงานประจำเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบในกลุ่ม OPEC ลดลง $24.80 ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ $89.75 ต่อบาร์เรล ขณะที่ ICE Brent ลดลงมาอยู่ที่ $84.43 ต่อบาร์เรล และ NYMEX WTI ลดลงมาอยู่ที่ $81.79 ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

สถานะสัญญาฟิวเจอร์สและออปชันของ Brent และ WTI ปรับลดลงมาอยู่ที่ 245 ล้านบาร์เรลในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงวันที่ 30 มิถุนายน ตลาดน้ำมันยังคงมีอุปทานค่อนข้างจำกัด โดยปริมาณน้ำมันเชิงพาณิชย์คงคลังของกลุ่ม OECD ลดลง 21.8 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 2,770 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 49 ล้านบาร์เรล

brent-and-wti-futures-and-options-forecast

แหล่งที่มา: OPEC

ขณะเดียวกัน การผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ (Declaration of Cooperation: DoC) ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ แคนาดา อาร์เจนตินา และบราซิล เพิ่มขึ้นประมาณ 3.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 36.28 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน ขณะที่อุปทานจากประเทศนอกกลุ่ม DoC คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6 ล้านบาร์เรลต่อวันทั้งในปี 2026 และ 2027 ปัจจัยดังกล่าวอาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมัน เว้นแต่อุปสงค์จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้อุปทานลดลง

คาดว่าความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 และ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากประเทศเศรษฐกิจนอกกลุ่ม OECD รวมถึงอินเดียและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูงในระยะสั้น เนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต

 

การวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจของพลังงานและโลหะ

อีกหนึ่งกรณีศึกษามาจากงานวิจัยเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของราคาโลหะและพลังงานกับเศรษฐกิจโลก (Metal and Energy Price Uncertainties and the Global Economy) โดย Natalia Ponomareva, Jeffrey Sheen และ Ben Zhe Wang (2024) ซึ่งศึกษาสินค้าโภคภัณฑ์ 20 รายการ ประกอบด้วยโลหะ 14 รายการและสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน 6 รายการ ในช่วงเดือนมกราคม 1995 ถึงเมษายน 2023 โดยศึกษาผลกระทบของความไม่แน่นอนด้านราคาพลังงานและโลหะที่มีต่อเศรษฐกิจโลก

metal-and-energy-price-uncertainties-chart

แหล่งที่มา: Metal and energy price uncertainties and the global economy;  Science Direct

ภาพด้านบนแสดงการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน (Energy Price Uncertainty: EPU) โดยแต่ละกราฟแสดงตัวแปรดังต่อไปนี้

  • MSCIR (Global Stock Market Index Returns): ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นโลก

  • GFU (Global Financial Market Uncertainty): ความไม่แน่นอนของตลาดการเงินโลก

  • GEA (Global Economic Activity): กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งวัดจากอัตราการเติบโตของการผลิตภาคอุตสาหกรรมโลก

  • GEAU (Global Economic Activity Uncertainty): ความไม่แน่นอนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก

  • EPR (Energy Price Returns): ผลตอบแทนจากราคาพลังงาน

  • EPU (Energy Price Uncertainty): ความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน

แบบจำลอง Vector Autoregression (VAR) มาตรฐานใช้ตัวแปร MSCIR, GFU, GEA, GEAU, EPR และ EPU เพื่อแสดงว่าเศรษฐกิจตอบสนองอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนของราคาโลหะหรือพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเท่ากับหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยพื้นที่แรเงาแสดงช่วงความเชื่อมั่น 90% ซึ่งคำนวณด้วยวิธี Bootstrap-after-Bootstrap ของ Kilian (1998)

การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของราคาโลหะเท่ากับหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีความสัมพันธ์กับอัตราการเติบโตของการผลิตภาคอุตสาหกรรมโลกที่ 0.07% ต่อเดือน โดยการปรับลดลงมากที่สุดเกิดขึ้นหลังจากนั้น 5 เดือน

เงินปันผลของหุ้นทั่วโลกลดลง 0.56% และราคาโลหะลดลง 0.30% ภายในระยะเวลา 4 เดือน ขณะที่ความไม่แน่นอนของราคาพลังงานจะกดดันราคาเพิ่มเติมมากกว่า 0.40% ภายในช่วง 4 เดือน และยังมีส่วนทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีส่วนกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มในอนาคต เมื่อนักลงทุนหรือผู้ผลิตและผู้จัดหาไม่สามารถคาดการณ์ภาวะตลาดโลหะและพลังงานได้ มักส่งผลให้การลงทุนล่าช้า การผลิตชะลอตัว และเกิดความผันผวนทางการเงิน ด้วยเหตุนี้ เทรดเดอร์และนักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามเหตุการณ์ข่าวสารเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายทางการเงิน

 

การใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ใช้กราฟราคาเพื่อระบุโอกาสในการเข้าและออกจากตลาด ขณะที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) ช่วยให้เข้าใจปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก สถานะทางการเงินของบริษัท และภาวะโดยรวมของอุตสาหกรรมได้ลึกยิ่งขึ้น การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานร่วมกันสามารถช่วยให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการประเมินตลาดและตัดสินใจลงทุนได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

 

ขั้นตอนที่ 1: ติดตามข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

ขั้นตอนแรกคือการติดตามเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจและการเงินผ่านเว็บไซต์ เช่น Forex Factory ซึ่งเทรดเดอร์สามารถตรวจสอบกำหนดการข่าวประจำวันที่อาจส่งผลต่อตลาดต่าง ๆ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ สินทรัพย์ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และดัชนี ข่าวเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มักส่งผลต่อตลาดในช่วงที่ตลาดนิวยอร์กเปิดทำการ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการวิเคราะห์ทางเทคนิคและกำหนดช่วงเวลาในการซื้อขายได้

 

ขั้นตอนที่ 2: ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการวางแผนการเทรด

เมื่อทราบว่าข่าวจะประกาศในช่วงเวลาใดและอาจส่งผลต่อหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต้องการซื้อขายอย่างไรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคเพื่อช่วยวางแผนการเทรด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าออเดอร์หรือออกจากตลาด เทรดเดอร์มักใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคเพื่อวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย หรือใช้ร่วมกับ RSI, MACD หรือ Bollinger Bands ดังที่ได้กล่าวถึงในบทที่ 3

 

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบให้การเทรดสอดคล้องกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

หลังจากวางแผนการเทรดแล้ว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนดังกล่าวสอดคล้องกับกฎการเทรดที่กำหนดไว้และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

forex-factory-fundamental

แหล่งที่มา: Forex Factory

ตัวอย่างเช่น จากข้อมูลที่แสดงใน Forex Factory อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ (U.S. Core CPI) ลดลงมาอยู่ที่ 2.6% ในเดือนมิถุนายน จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.8% ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มขาลงของดอลลาร์สหรัฐ

 

สรุปสาระสำคัญ

  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุน เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานทั่วโลกมีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

  • รายงานปริมาณสินค้าคงคลังและรายงาน OPEC สามารถช่วยให้นักลงทุนเข้าใจแนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ลึกยิ่งขึ้น

  • การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานร่วมกันช่วยให้สามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ถัดไป: กลยุทธ์การเทรดระหว่างวันและระยะกลาง
บทเรียนถัดไป