ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกมีอิทธิพลต่อราคาทองคำและน้ำมัน การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญ เนื่องจากช่วยให้เทรดเดอร์และนักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น และบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในทองคำและน้ำมันได้อย่างเหมาะสม
ในบทที่ 2 เราจะเรียนรู้ว่าเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาทองคำและน้ำมันอย่างไร
เงินเฟ้อทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนในประเทศลดลง โดยการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อสามารถวัดได้จากอัตราการเปลี่ยนแปลงรายปีของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI)
ตามข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) อัตราเงินเฟ้อไม่ควรอยู่สูงกว่า 2% อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อในระดับดังกล่าวสามารถสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ควรปรับสูงเกินระดับนี้
น้ำมันดิบเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานหลักของโลกที่ใช้ในภาคการขนส่ง อุตสาหกรรม และการผลิต เมื่อราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 10% เงินเฟ้อภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น 0.4% ดังที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์วิกฤตน้ำมันจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ (Iran-US Oil Shock)
เงินเฟ้อสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น
เงินเฟ้อจากอุปสงค์ส่วนเกิน (Demand-Pull Inflation): เกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอุปทาน ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงกว่าระดับที่สามารถรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืน
เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation): เป็นมาตรวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการ โดยไม่นับรวมองค์ประกอบของราคาที่มีความผันผวนสูง
ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation): เป็นภาวะที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น 1,000%
เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต (Cost-Push Inflation): เกิดจากต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อรักษาระดับกำไร
เงินเฟ้อจากค่าจ้าง (Wage Inflation): เมื่อแรงงานได้รับค่าจ้างสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เงินเฟ้อจากการนำเข้า (Imported Inflation): เมื่อราคาสินค้าและบริการนำเข้าสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตและราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตัวอย่าง
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วงหนึ่ง สอง และสามไตรมาส โดยผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น 0.35, 0.79 และ 1.47 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจาก 0.18 เป็น 0.49 จุดเปอร์เซ็นต์
ตามข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลัส (Federal Reserve Bank of Dallas) คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 0-0.61 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า ขณะที่การคาดการณ์ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าอยู่ที่การเพิ่มขึ้น 0-0.07 จุดเปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ทองคำสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) เนื่องจากนักลงทุนใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่า (Store of Value) ในช่วงที่สกุลเงินอ่อนค่าลง ดังที่เห็นได้ในช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนหลังปี 2022 โดยราคาทองคำทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $5,100 ต่อออนซ์ในปี 2025 ตามรายงานของ New Eastern Europe
ต้นทุนการกู้ยืมและปริมาณสินเชื่อส่งผลต่อการกำหนดราคาของร้านค้าและภาคธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยส่งผลโดยตรงต่อทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เนื่องจากทองคำไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อราคาน้ำมันในทางอ้อมผ่านผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและการออมมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุน ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง
อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ช่วยเพิ่มความต้องการกู้ยืมและการใช้จ่าย โดยความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
โดยทั่วไป ทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย จึงจัดเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นงวด (Non-Yielding Asset) ในตลาดการเงิน เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการทองคำมักลดลง เนื่องจากนักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ความต้องการทองคำอาจเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
ดอลลาร์สหรัฐมีบทบาทสำคัญต่อสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในตลาดระหว่างประเทศ เช่น น้ำมัน ทองคำ โกโก้ และน้ำตาล เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีการกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น มูลค่าของดอลลาร์จึงสามารถส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ว่าสภาวะด้านอุปสงค์และอุปทานจะเปลี่ยนแปลงไป แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายน้ำมันโดยใช้ดอลลาร์สหรัฐเรียกว่าระบบปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar System) ซึ่งมีการใช้งานมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970
โดยทั่วไป ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนและเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง
ราคาทองคำได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงนโยบายของธนาคารกลาง ในบางครั้ง ทองคำและดอลลาร์สหรัฐอาจเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอาจกดดันราคาทองคำ ขณะที่ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอาจสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ถึงกลางปี 2022 ราคาอาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้น 30% และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 150% อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐไม่ได้อ่อนค่าลง แต่กลับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก (BIS, 2025)
อุปสงค์และอุปทานมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ผู้คนมักใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งมักทำให้อุปสงค์น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น หากอุปทานเพิ่มขึ้นในระดับที่สอดคล้องกับอุปสงค์ ราคาก็อาจทรงตัว อย่างไรก็ตาม หากอุปทานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันกับอุปสงค์ ก็อาจก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ทองคำอาจมีพฤติกรรมแตกต่างออกไป เนื่องจากทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Asset) และมักมีความต้องการเพิ่มขึ้นในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน เมื่อสถานการณ์โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล เช่น หุ้น แทนการถือครองทองคำ
ตามหลักการของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) ยังอธิบายว่า เมื่ออุปสงค์และอุปทานอยู่ในระดับที่สมดุลกันจะเรียกว่า จุดดุลยภาพ (Equilibrium) ซึ่งเป็นระดับที่ปริมาณอุปสงค์และอุปทานในตลาดเท่ากัน
ระดับราคาดังกล่าวสะท้อนราคาที่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคสอดคล้องกับปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตต้องการเสนอขาย และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถกำหนดปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ โดยไม่ผลิตมากหรือน้อยเกินไป
สำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (Office for Budget Responsibility: OBR) รายงานว่า เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรหลังการแพร่ระบาดได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลด้านอุปทาน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเพิ่มขึ้นในตลาดพลังงานและตลาดแรงงาน
สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นผ่านการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ขณะเดียวกัน ปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่ลดลง ประกอบกับอุปสงค์จากจีนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานและผลักดันราคาก๊าซในตลาดค้าส่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เหตุการณ์ทางการเมืองส่งผลต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำ อย่างไรก็ตาม ทองคำตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านี้แตกต่างจากน้ำมันดิบ เนื่องจากทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์รักษามูลค่า ขณะที่น้ำมันมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการผลิต การขนส่ง และความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน มักส่งผลต่อทั้งอุปสงค์และราคาน้ำมัน
Dexiang Mei (2025) ใช้การทดสอบความเป็นเหตุเป็นผลของ Granger แบบอสมมาตร (Asymmetric Granger Causality: ASGC) และการทดสอบความเป็นเหตุเป็นผลของ Granger แบบควอนไทล์ (Quantile Granger Causality: QGC) เพื่อประเมินผลกระทบของความตึงเครียดทั่วโลกที่มีต่อสัญญาฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Futures) จากมุมมองด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ผลการทดสอบ ASGC แสดงให้เห็นว่าความไม่แน่นอนสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ขณะที่ผลการทดสอบ QGC แสดงให้เห็นว่าผลกระทบดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะความผันผวนต่ำ ความตึงเครียดทางการเงิน และการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการตัดสินใจของนักลงทุนที่ได้รับอิทธิพลจากความตื่นตระหนกและความโลภ
แหล่งที่มา: Gold Silver
ภาพแสดงการเปรียบเทียบผลการเคลื่อนไหวของทองคำกับหุ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก โดยทั่วไปทองคำมักปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับตลาดการเงินแบบดั้งเดิม
ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 89% ระหว่างปี 1929-1932 ขณะที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 69% ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจชะงักงันระหว่างปี 1973-1975 ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง 48% ขณะที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 180%
การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อทำให้อำนาจซื้อลดลงและส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ทองคำมีแนวโน้มรักษามูลค่าได้ดีในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง
ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นแบบดั้งเดิม
น้ำมันเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับการขนส่ง อุตสาหกรรม และการผลิต ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้