กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้ - กลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับมืออาชีพ (ทองคำและน้ำมัน)
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้

ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้ว่าเทรดเดอร์นำกลยุทธ์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนอย่างไร เช่น วิกฤตการเงินในปี 2008 รวมถึงแนวทางการเทรดจากเทรดเดอร์มืออาชีพ เช่น Mark Weinstein และ Jim Rogers เทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ

 

วิกฤตการเงินปี 2008: กรณีศึกษาการเทรดทองคำ

การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในปัจจุบัน ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงการนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาใช้ร่วมกันกับทองคำ ซึ่งอาจสร้างโอกาสในการทำกำไรที่มีศักยภาพสูง แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงสูงเช่นกัน หลังจากราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อธนาคารกลางต่าง ๆ ปรับโครงสร้างระบบการเงินโลก

gold-spot-usd-thebubblebubble

แหล่งที่มา: Thebubblebubble

จากกราฟราคา Gold Spot/USD บนกรอบเวลารายวัน สามารถนำกลยุทธ์มาประยุกต์ใช้กับราคาทองคำได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: เริ่มต้นด้วยการระบุรูปแบบกราฟราคา เช่น รูปแบบสามเหลี่ยม (Triangle Pattern) โดยราคากำลังอยู่ในช่วงพักตัว (Consolidation) ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขายท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด

ขั้นตอนที่ 2: รอให้ราคาทะลุแนวต้านที่ $2,800 ขึ้นไป พร้อมกับมีโมเมนตัมสนับสนุน

fed-rate-cuts-2007-2008-the-housing-market-crash 

แหล่งที่มา: Forbes

กราฟราคาทองคำแสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงสองปี โดยในช่วงดังกล่าว ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 32% ตามข้อมูลของ Jesse Colombo จาก Thebubblebubble

จากการวิเคราะห์ของ Jesse Colombo หากราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางเดิม ราคาอาจปรับตัวขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ $2,680 ไปแตะ $3,380 ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 26%

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ไว้ต่ำกว่า $2,680 และกำหนดจุดทำกำไร (Take-Profit) ไว้ที่ $3,380 โดยรูปแบบการเทรดนี้มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-to-Reward Ratio) ที่ 1:7

average-annual-percent-at-us-bureau-of-labor-statistics

แหล่งที่มา: U.S. Bureau of Labor Statistics

หากเทรดเดอร์เตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการประกาศตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ก็อาจมีโอกาสเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของตลาดในทิศทางขาขึ้นดังกล่าว กราฟแสดงให้เห็นว่ามูลค่าทองคำเพิ่มขึ้น โดยราคาทองคำแตะระดับเทียบเท่า 101.1% ของดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) ในช่วงปี 2008-2012

 

ตัวอย่างเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008

john-paulson-new-york-post

แหล่งที่มา: New York Post

หนึ่งในเทรดเดอร์ที่สร้างผลกำไรในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008-2009 คือ John Paulson ตามข้อมูลของ Investopedia ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาเปิดสถานะขนาดใหญ่ในทองคำ พร้อมกับลงทุนในหุ้นอื่น ๆ เช่น JPMorgan Chase (JPM) และสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้มีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้น $24 พันล้าน จากสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นและค่าธรรมเนียมการบริหารการลงทุนในช่วงวิกฤต

 

วิธีปรับกลยุทธ์การเทรดให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง

กลยุทธ์การเทรดบางประเภทอาจได้รับการออกแบบมาให้เหมาะกับสภาวะตลาดเฉพาะ ดังนั้น การระบุว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะใดและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สภาวะตลาดสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ตลาดมีแนวโน้ม ตลาดผันผวน และตลาดเคลื่อนไหวออกด้านข้าง

  • ตลาดมีแนวโน้ม (Trending Market): ราคามีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เทรดเดอร์อาจพิจารณาติดตามแนวโน้มหลักโดยใช้การทะลุระดับราคา (Breakout) หรืออินดิเคเตอร์ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)

  • ตลาดผันผวน (Volatile Market): ราคามีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงจากปัจจัยอย่างการประกาศข่าวสำคัญหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เทรดเดอร์ควรปรับขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing) และคำนึงถึงส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Spread) ที่อาจกว้างขึ้นระหว่างการเทรด

  • ตลาดเคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideways Market): ราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างแนวรับและแนวต้าน เทรดเดอร์สามารถใช้กลยุทธ์แนวรับและแนวต้าน หรืออินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator เพื่อประกอบการประเมินโมเมนตัมของราคา

 

กฎการเทรดจากเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์

คำแนะนำจากเทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จ เช่น Jim Rogers และ Mark Weinstein อาจเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์ การเรียนรู้จากทั้งข้อผิดพลาดและความสำเร็จตลอดเส้นทางการเทรดของบุคคลเหล่านี้อาจนำมาประกอบการพัฒนาแนวทางการเทรดของตนเองได้

mark-weinstein

Mark Weinstein

Mark Weinstein ทดลองใช้กลยุทธ์การเทรดหลายรูปแบบแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เขาเคยวางแผนที่จะเลิกเทรด จนกระทั่งเพื่อนของเขาสอนว่าไม่ควรเชื่อความคิดเห็นของผู้อื่นทั้งหมด จากนั้นเขาจึงพัฒนากลยุทธ์การเทรดของตนเองและเทรดสัญญาฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์มาเป็นเวลานาน ต่อมาเขาได้พัฒนาระบบการเทรดและตีความผลลัพธ์โดยอาศัยประสบการณ์การเทรดของตนเอง

กฎการเทรดของ Mark Weinstein มีดังนี้

  • เตรียมตัวก่อนเริ่มช่วงเวลาการซื้อขาย และวิเคราะห์กราฟราคาของวันก่อนหน้าเสมอ

  • เปิดสถานะเฉพาะเมื่อสภาวะตลาดเอื้ออำนวย

  • รักษาสมาธิแม้หลังจากทำกำไรได้

  • ไม่ยึดตามความคิดเห็นของผู้อื่นเกี่ยวกับการเทรด

  • ทบทวนและปรับกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ

jim-rogers

Jim Rogers

Jim Rogers เป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เขาเริ่มต้นการเทรดโดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานและกราฟราคาในอดีต ซึ่งช่วยให้เขาสามารถสร้างผลกำไรจำนวนมากในช่วงที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนก Rogers มักเปิดสถานะขนาดใหญ่เมื่อเห็นว่ากลยุทธ์ของตนเองมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงมาก

 

กฎการเทรดหลักของ Jim Rogers มีดังนี้

  • ซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเมื่อราคาอยู่ในระดับต่ำที่สุด

  • เทรดหลังจากมีการประกาศข่าวสำคัญหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

  • เข้าเทรดโดยไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ

  • อดทนและไม่ไล่ตามราคาเพื่อเข้าเทรด (Chasing a Trade)

  • มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับการเทรดให้เหมาะกับสภาวะตลาดและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน

  • ไม่เข้าเทรดหากยังไม่มีความมั่นใจ

 

สรุปสาระสำคัญ

  • กรณีศึกษาวิกฤตการเงินปี 2008 แสดงให้เห็นถึงการนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาใช้ร่วมกัน

  • เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันให้เหมาะกับสภาวะตลาด เช่น ตลาดมีแนวโน้ม ตลาดผันผวน และตลาดเคลื่อนไหวในกรอบ

  • เทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จแนะนำให้มีความมั่นใจในกลยุทธ์ของตนเอง