การบริหารความเสี่ยงและการรับมือกับความผันผวนสูง - กลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับมืออาชีพ (ทองคำและน้ำมัน)
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด
หน้าหลัก   Breadcrumb right  คอร์ส   Breadcrumb right  Professional commodity trading strategies gold oil   Breadcrumb right  Risk management and controlling high volatility

การบริหารความเสี่ยงและการรับมือกับความผันผวนสูง

ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF)

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากอาจมองข้ามความผันผวน เนื่องจากมองว่าเป็นโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งมักนำไปสู่การขาดทุนในท้ายที่สุด การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) สามารถช่วยปกป้องเงินทุนจากการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย การกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) การทำงานของคำสั่งเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Trailing Stop Order) วิธีรับมือกับตลาดที่มีความผันผวนสูง และวิธีปกป้องพอร์ตการลงทุนจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

 

วิธีกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing)

การกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing) เป็นการกำหนดจำนวนเงินทุนที่จะจัดสรรให้กับการเทรดแต่ละครั้ง โดยพิจารณาจากขนาดบัญชี ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) และตำแหน่งของจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและความผันผวนของตลาดได้

โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้:

ขนาดสถานะ = จำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงต่อการเทรด ($) ÷ ความเสี่ยงต่อหน่วย

ตัวอย่าง จากกรณีศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดขนาดสถานะในการซื้อขายทองคำ

หากคุณมีเงินทุนในบัญชีซื้อขาย $10,000 และกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดไว้เพียง 1–2% ในตัวอย่างนี้จะมีจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงประมาณ $200 สำหรับการเทรดครั้งนี้

คุณซื้อทองคำที่ราคา $2,000 ต่อออนซ์ และกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ไว้ที่ $1,950 ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงประมาณ $50 ต่อหน่วย

การคำนวณจะเป็นดังนี้ $200 ÷ $50 = 4 หน่วย หรือ 4 ออนซ์ ดังนั้น ขนาดสถานะการซื้อขายในตัวอย่างนี้คือทองคำ 4 ออนซ์ และไม่ควรเกิน 4 หน่วยตามระดับความเสี่ยงที่กำหนดไว้

 

วิธีใช้จุดตัดขาดทุนและคำสั่ง Trailing Stop

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ช่วยจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่คำสั่งเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Trailing Stop Order) ช่วยให้สามารถปรับระดับราคาที่จะใช้ปิดสถานะตามการเคลื่อนไหวของตลาดได้ การใช้เครื่องมือทั้งสองร่วมกันช่วยสร้างสมดุลระหว่างการรักษากำไรและการจำกัดการขาดทุนในการเทรด

 

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss)

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) เป็นหนึ่งในวิธีพื้นฐานสำหรับบริหารความเสี่ยงในการเทรด โดยช่วยให้เทรดเดอร์กำหนดระดับราคาที่จะออกจากสถานะ และลดโอกาสในการตัดสินใจซื้อขายจากอารมณ์ เทรดเดอร์มักใช้ Stop-Loss เพื่อกำหนดระดับราคาที่แนวคิดในการเทรดเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป หรือระดับที่การขาดทุนเริ่มเกินกว่าขอบเขตที่ยอมรับได้

gold-futures-15m-stop-loss-trading-view

แหล่งที่มา: Gold Futures, 15M; TradingView

 

ตัวอย่าง: จากกราฟราคาสัญญาฟิวเจอร์สทองคำบนกรอบเวลา 15 นาที (15M) ราคากวาดสภาพคล่องทางด้านซ้ายบริเวณ 4,080.2 ก่อนกลับมาทดสอบที่ 4,055.4 และกลับตัวลงทันที จากนั้นราคาเคลื่อนลงมาแตะจุดตัดขาดทุนที่ 4,034.8 ทำให้สถานะถูกปิดด้วยการขาดทุนในระดับที่กำหนดไว้ แทนที่จะปล่อยให้เกิดการขาดทุนที่มากขึ้น

 

คำสั่งเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Trailing Stop Order)

คำสั่งเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Trailing Stop Order) เป็นคำสั่งที่ช่วยรักษากำไรที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกับปรับระดับ Stop-Loss ไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อสถานะ เมื่อราคากลับตัวและเคลื่อนมาแตะระดับ Stop-Loss ระบบจะปิดสถานะโดยอัตโนมัติ Stop-Loss รูปแบบนี้มักใช้หลังจากเปิดสถานะแล้ว และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดออกจากตลาด

 

ตัวอย่าง:

wti-oil-futures-30m-trailing-stop-loss

แหล่งที่มา: WTI Oil Futures, 30M; TradingView

จากกราฟน้ำมันบนกรอบเวลา 30 นาที (30M) มีการเปิดสถานะ Short ที่ 2.00970 โดยกำหนดเป้าหมายทำกำไรไว้ที่ 1.96737 และวางจุดตัดขาดทุนแบบเลื่อนตามราคา (Trailing Stop-Loss) ไว้เหนือจุดสูงสุดของรอบก่อนหน้า

wti-oil-futures-30m-trailing-stop-loss-break-of-structure

แหล่งที่มา: WTI Oil Futures, 30M; TradingView

ราคาทะลุโครงสร้างตลาดตามที่แสดงในกราฟ จึงเลื่อน Trailing Stop-Loss จากจุดสูงสุดของรอบก่อนหน้าไปยังจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลงล่าสุด (Lower High) หลังจากมีการยืนยันการทะลุโครงสร้างตลาด

wti-oil-futures-30m-trailing-stop-loss-downward

แหล่งที่มา: WTI Oil Futures, 30M; TradingView

เทรดเดอร์สามารถเลื่อน Trailing Stop-Loss ตามการเคลื่อนไหวของราคาขาลงได้อย่างต่อเนื่อง ในตัวอย่างนี้ Trailing Stop-Loss ถูกเลื่อนไปยังจุดสูงสุดของรอบล่าสุด

เมื่อราคาเริ่มกลับตัวและเคลื่อนมาแตะจุดตัดขาดทุน สถานะจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ โดยกำไรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้รับการปกป้องไว้ และช่วยจำกัดการขาดทุนไม่ให้เกินระดับที่ยอมรับได้

 

วิธีบริหารพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

มูลค่าพอร์ตการลงทุน (Portfolio Value) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงเวลาการลงทุน โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สภาวะตลาดการเงิน และสถานการณ์ทางการเมือง ความผันผวน (Volatility) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง และอาจส่งผลต่อแผนการลงทุนระยะยาว

จากกรณีศึกษาเกี่ยวกับการสร้างสมดุลของพอร์ตในตลาดที่มีความผันผวนสูง โดยใช้แบบจำลอง DCC-GARCH t-Copula (Patton, 2006) กับสินทรัพย์ 14 รายการ ซึ่งครอบคลุมหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ คู่สกุลเงิน (Forex) และดัชนี

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้น ระดับความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น นักลงทุนและเทรดเดอร์จึงควรบริหารพอร์ตในลักษณะที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์มากกว่าการใช้การจัดสรรสินทรัพย์แบบคงที่ โดยสามารถพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

 

1. การกระจายการลงทุนในพอร์ต (Portfolio Diversification)

การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทช่วยในการบริหารและสร้างสมดุลให้กับพอร์ต หากสินทรัพย์ประเภทหนึ่งมีผลการดำเนินงานไม่ดี การกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นอาจช่วยสร้างสมดุลของผลตอบแทนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การแพร่ระบาดทั่วโลกที่เริ่มขึ้นในปี 2020

gold-vs-sp500-during-financial-crisis

ตัวอย่างจาก Bullion By Post ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2013 ระหว่างช่วงวิกฤตการเงินระบุว่า

  • หากลงทุนใน S&P 500 จำนวน $80,000 และทองคำ $20,000 จะได้รับผลตอบแทน $147,996

  • หากลงทุนใน S&P 500 จำนวน $95,000 และทองคำ $50,000 จะได้รับผลตอบแทน $115,119

  • หากลงทุนเพียง $100,000 ใน S&P 500 อาจได้ผลตอบแทน $104,160 หรือขาดทุน $42,580

ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเพิ่มทองคำเข้ามาในพอร์ตการลงทุนอาจช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้

 

2. การเลือกสินทรัพย์คุณภาพสูง

การมีสินทรัพย์คุณภาพสูงที่สามารถรักษาเสถียรภาพได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่แตกต่างกัน มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมีระดับความเสี่ยงต่ำ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพอร์ต สินทรัพย์คุณภาพสูงอาจช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK Treasury Bonds) หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury Bonds) ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ออกและสนับสนุนการชำระเงินตามเงื่อนไขของตราสาร

 

3. การบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาวหรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging: DCA) นักลงทุนยังคงควรบริหารพอร์ตเพื่อปรับสมดุลการลงทุน (Rebalancing) การบริหารพอร์ตช่วยให้เห็นว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมีผลการดำเนินงานโดยรวมอย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าควรขายพันธบัตรหรือหุ้นทันทีเพียงเพราะสินทรัพย์ดังกล่าวมีผลการดำเนินงานไม่ดี

ตัวอย่าง: เริ่มต้นด้วยพอร์ตมูลค่า $100,000 โดยจัดสรร 60% หรือ $60,000 ในหุ้น และ 40% หรือ $40,000 ในพันธบัตร ซึ่งสะท้อนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จากการจัดสรรหุ้น 60% และพันธบัตร 40% หากสัดส่วนของสินทรัพย์ประเภทใดเพิ่มขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับสมดุลพอร์ต เนื่องจากระดับความเสี่ยงของพอร์ตอาจเปลี่ยนแปลงไป

หลังจากผ่านไปหนึ่งปี มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น $80,000 ขณะที่พันธบัตรยังคงอยู่ที่ $40,000 ทำให้พอร์ตมีมูลค่ารวม $120,000

  • หุ้นคิดเป็น 66.7% ของพอร์ต จากมูลค่า $80,000 ของพอร์ตทั้งหมด $120,000

  • พันธบัตรคิดเป็น 33.3% ของพอร์ต จากมูลค่า $40,000 ของพอร์ตทั้งหมด $120,000

หากต้องการปรับสมดุลพอร์ตให้กลับมาอยู่ที่สัดส่วนเดิม 60/40 จะต้องลดมูลค่าหุ้นลง $8,000 จาก $80,000 เหลือ $72,000 และเพิ่มมูลค่าพันธบัตรขึ้น $8,000 จาก $40,000 เป็น $48,000

 

วิธีรับมือกับช่องว่างของราคาและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ช่องว่างของราคา (Price Gap) คือบริเวณบนกราฟที่ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นระหว่างระดับราคาบางช่วง ซึ่งมักเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการแพร่ระบาด

ช่องว่างของราคา (Price Gap) อาจเกิดขึ้นในช่วงเปิดตลาด ระหว่างวัน หรือในช่วงที่ราคามีโมเมนตัมและเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง การเคลื่อนไหวลักษณะนี้สะท้อนถึงความผันผวนสูง ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Spread) ที่กว้างขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
แนวทางในการรับมือ ได้แก่

  1. วางแผนล่วงหน้า โดยติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ เช่น Forex Factory

  2. พิจารณาผลกระทบจากข่าวก่อนตัดสินใจซื้อขาย เช่น ผลประกอบการของบริษัท (Corporate Earnings) ข้อมูลเศรษฐกิจ และประกาศจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed)

  3. กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) และบริหารขนาดสถานะการซื้อขาย โดยพิจารณาอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-to-Reward Ratio)

 

สรุปสาระสำคัญ

  • การบริหารความเสี่ยงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเทรด

  • การใช้จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) จุดตัดขาดทุนแบบเลื่อนตามราคา (Trailing Stop-Loss) รวมถึงการบริหารขนาดสถานะและพอร์ตการลงทุนสามารถช่วยควบคุมระดับกำไรและขาดทุนให้อยู่ภายในขอบเขตที่กำหนด

  • การติดตามเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การบริหารอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน และการกำหนด Stop-Loss สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมากเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ถัดไป: การเทรดตามข่าวและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ
บทเรียนถัดไป